เป็นแนวคิดเชิงจิตวิทยา
1. อย่าทำลายความหวังของใคร เพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตาม เราไม่ต้องไปคุยทับ ปล่อยเขาฟุ้งไปตามสบาย
3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆ เท่านั้น
4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง
5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ ๆ เข้าไว้ แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
6. หัดทำสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัย โดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด
9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้
10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ “สอง” แต่อย่าให้ถึง “สาม”
11. อย่าวิจารณ์นายจ้าง ถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ
12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้ว อะไร ๆ มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก
13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า “ใคร” เป็นคนถูก แต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า “อะไร” คือสิ่งที่ถูก
14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ “คนโหดร้าย” แต่เราต่อสู้กับ “ความโหดร้าย” ในตัวคน
15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ
16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
17. ยอมที่จะแพ้ในสงครามย่อย ๆ เมื่อการแพ้นั้นจะทำให้เราชนะสงครามใหญ่
18. เป็นคนถ่อมตน …คนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด
19. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด …สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
20. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
21. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่าย ถ้ามีใครมาถามเราว่า “เป็นยังไงบ้างตอนนี้” ก็บอกเขาไปเลยว่า “สบายมาก”
22. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ เพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมง เท่า ๆ กับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ , ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา , ลีโอนาร์โด ดา วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง
23. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยว เมื่อเหลียวกลับไปดูอดีต เราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว
24. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น
25. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น
26. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น
27. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น
28. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด
29. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ “กว้างขวาง” มากกว่าการมีชีวิตให้ “ยืนยาว”
30. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ
วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553
49 คำคมดีๆ ที่เอามาเคาะหัวใจคุณ
--------------------------------------------------------------------------------
1.คาดหวังให้สูงเข้าไว้และแน่นอนว่าต้องเตรียมใจที่จะพบกับความผิดหวังด้วย
2.ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
3.ถ้าเชื่อว่าไม่แพ้ เราก็จะไม่แพ้
4.คนเข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้
5.อุปสรรคล้วนเป็นยาขม ไม่มีใครอยากลิ้มลอง แต่ขึ้นชื่อว่ายาขม ส่วนใหญ่มักเป็นยาดีเสมอ
6.ขอบคุณความทุกข์ที่ทำให้ความสุขในคราวต่อมาเป็นความสุขที่แท้จริง
7.เพื่ออะไรกับการรอคอยที่ไม่มีความหมาย
8.ยิ่งบทเรียนยากขึ้นเท่าไหร่ ถ้าเราผ่านมันไปได้เราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น
9.กุหลาบไร้หนามมีเพียงมิตรภาพเท่านั้น
10.อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่ให้คำนึงถึงสิ่งที่กำลังทำ
11.แม้แต่นิ้วของคนเรายังยาวไม่เท่ากัน นับประสาอะไรกับความยั่งยืนของชีวิต
12.โลกใบนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ถ้าไม่ออกเดินทางก็ไม่มีวันค้นพบ
13.ไม่มีใครสะดุดภูเขาล้ม มีแต่สะดุดก้อนหินล้ม
14.ไม่มีใครเข้มแข็งตลอดไปและไม่มีใครอ่อนแอตลอดกาล
15.บางครั้งเราก็เหมือนคนตาบอดมีวิธีเดียวที่จะพาเรามุ่งหน้าไปได้คือการคลำทางเดินหน้าต่อไป
16.อย่าเกลียดน้ำตาเพราะมันคือเพื่อนแท้ อย่าเกลียดความอ่อนแอเพียงเพราะมันไม่ใช่ความเข้มแข็ง
17.มีเพียงชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่นเท่านั้นที่ควรค่าแก่การมีชีวิต
18.ทุกอย่างมีค่าเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าไม่ควรจะทำมันอีก
19.คนฉลาดย่อมไม่นำแต่ตาม ย่อมไม่พูดแต่ฟัง
20.ทุกคนได้ยินในสิ่งที่คุณพูด ต่เพื่อนที่ดีที่สุดจะได้ยินแม้ในสิ่งที่คุณไม่ได้พูด
21.อวดโง่ดีกว่าอวดฉลาด
22.คนที่ว่าคนอื่นโง่ บุคคลนั้นโง่ยิ่งกว่า คนที่ว่าคนอื่นฉลาด บุคคลนั้นคือผู้ฉลาดอย่างแท้จริง
23.ฝันได้แต่อย่าหวัง
24.เรียนรู้ที่จะแพ้อย่างผู้ชนะ แล้วจะรู้จักกับคำว่าชัยชนะที่แท้จริง
25.นักปราชญ์ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด
26.ความยึดถือคือความเจ็บปวด
27.พระเจ้าไม่ได้รักเรามากกว่าคนอื่น และไม่ได้รักคนอื่นมากกว่าเรา
28.อุปสรรคคือแบบทดสอบของชีวิต
29.ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต
30.สิ่งร้ายๆจะมาพร้อมกับสิ่งดีๆเสมอ
31.โลกใบนี้ยังมีมุมดีๆให้มอง
32.ตัวเรายังไม่ได้ดั่งใจเรา แล้วคนอื่นจะเป็นได้อย่างไร
33.ถนนบางสายไกลหน่อยแต่ก็ยังมีวันถึง
34.แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง แต่งใจด้วยความดี
35.ความเจ็บปวดทำให้หัวใจแข็งแกร่ง
36.เดินคนเดียวอาจไม่รู้สึกดีอะไร แต่อย่างน้อยก็มีที่แกว่งแขนมากขึ้น
37.ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าเดิม
38.ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เพราะทุกปัญหาแก้ไขได้
39.ถ้าไม่ลองก้าวจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองวิ่งได้
40.ตึกสูงระฟ้ามาจากก้อนอิฐ
41.ใช้ชีวิตอยู่กับความจริง ยอมรับสิ่งที่เป็น มองเห็นข้อดีคนอื่น หยัดยืนด้วยขาตัวเอง
42.เราจะรู้รสชาติของความสุขก็ต่อเมื่อเราผ่านความทุกข์มาก่อน
43.ปัญหามีไว้แก้ และต้องแก้ด้วยตัวเองไม่ใช่ยืมมือคนอื่นมาแก้
44.จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์คือความเชื่อใจ
45.ทุกคนมีคุณค่าเพียงแต่มีโอกาสแสดงคุณค่าไม่เท่ากัน
46.บางทีการได้เจอปัญหามันก็ดีเหมือนกัน
47.สิ่งที่ผ่านมาแล้วจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก
48.ไม่ว่าใครจะตายหรือหายไป สุดท้ายโลกก็ยังหมุนต่ออยู่ดี
49.น้ำตาให้ได้แค่ความเห็นใจ
--------------------------------------------------------------------------------
1.คาดหวังให้สูงเข้าไว้และแน่นอนว่าต้องเตรียมใจที่จะพบกับความผิดหวังด้วย
2.ถ้าอยากจะประสบความสำเร็จต้องกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง
3.ถ้าเชื่อว่าไม่แพ้ เราก็จะไม่แพ้
4.คนเข้มแข็งเท่านั้นที่จะอยู่บนโลกใบนี้ได้
5.อุปสรรคล้วนเป็นยาขม ไม่มีใครอยากลิ้มลอง แต่ขึ้นชื่อว่ายาขม ส่วนใหญ่มักเป็นยาดีเสมอ
6.ขอบคุณความทุกข์ที่ทำให้ความสุขในคราวต่อมาเป็นความสุขที่แท้จริง
7.เพื่ออะไรกับการรอคอยที่ไม่มีความหมาย
8.ยิ่งบทเรียนยากขึ้นเท่าไหร่ ถ้าเราผ่านมันไปได้เราก็จะยิ่งเก่งขึ้นเท่านั้น
9.กุหลาบไร้หนามมีเพียงมิตรภาพเท่านั้น
10.อย่ากังวลกับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง แต่ให้คำนึงถึงสิ่งที่กำลังทำ
11.แม้แต่นิ้วของคนเรายังยาวไม่เท่ากัน นับประสาอะไรกับความยั่งยืนของชีวิต
12.โลกใบนี้เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ ถ้าไม่ออกเดินทางก็ไม่มีวันค้นพบ
13.ไม่มีใครสะดุดภูเขาล้ม มีแต่สะดุดก้อนหินล้ม
14.ไม่มีใครเข้มแข็งตลอดไปและไม่มีใครอ่อนแอตลอดกาล
15.บางครั้งเราก็เหมือนคนตาบอดมีวิธีเดียวที่จะพาเรามุ่งหน้าไปได้คือการคลำทางเดินหน้าต่อไป
16.อย่าเกลียดน้ำตาเพราะมันคือเพื่อนแท้ อย่าเกลียดความอ่อนแอเพียงเพราะมันไม่ใช่ความเข้มแข็ง
17.มีเพียงชีวิตที่ทำเพื่อคนอื่นเท่านั้นที่ควรค่าแก่การมีชีวิต
18.ทุกอย่างมีค่าเสมอ อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้ว่าไม่ควรจะทำมันอีก
19.คนฉลาดย่อมไม่นำแต่ตาม ย่อมไม่พูดแต่ฟัง
20.ทุกคนได้ยินในสิ่งที่คุณพูด ต่เพื่อนที่ดีที่สุดจะได้ยินแม้ในสิ่งที่คุณไม่ได้พูด
21.อวดโง่ดีกว่าอวดฉลาด
22.คนที่ว่าคนอื่นโง่ บุคคลนั้นโง่ยิ่งกว่า คนที่ว่าคนอื่นฉลาด บุคคลนั้นคือผู้ฉลาดอย่างแท้จริง
23.ฝันได้แต่อย่าหวัง
24.เรียนรู้ที่จะแพ้อย่างผู้ชนะ แล้วจะรู้จักกับคำว่าชัยชนะที่แท้จริง
25.นักปราชญ์ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ควรหยุด
26.ความยึดถือคือความเจ็บปวด
27.พระเจ้าไม่ได้รักเรามากกว่าคนอื่น และไม่ได้รักคนอื่นมากกว่าเรา
28.อุปสรรคคือแบบทดสอบของชีวิต
29.ไม่มีอะไรแน่นอนในชีวิต
30.สิ่งร้ายๆจะมาพร้อมกับสิ่งดีๆเสมอ
31.โลกใบนี้ยังมีมุมดีๆให้มอง
32.ตัวเรายังไม่ได้ดั่งใจเรา แล้วคนอื่นจะเป็นได้อย่างไร
33.ถนนบางสายไกลหน่อยแต่ก็ยังมีวันถึง
34.แต่งหน้าด้วยเครื่องสำอาง แต่งใจด้วยความดี
35.ความเจ็บปวดทำให้หัวใจแข็งแกร่ง
36.เดินคนเดียวอาจไม่รู้สึกดีอะไร แต่อย่างน้อยก็มีที่แกว่งแขนมากขึ้น
37.ทำวันนี้ให้ดีที่สุด แล้วทำวันพรุ่งนี้ให้ดีกว่าเดิม
38.ความผิดพลาดเกิดขึ้นได้เพราะทุกปัญหาแก้ไขได้
39.ถ้าไม่ลองก้าวจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองวิ่งได้
40.ตึกสูงระฟ้ามาจากก้อนอิฐ
41.ใช้ชีวิตอยู่กับความจริง ยอมรับสิ่งที่เป็น มองเห็นข้อดีคนอื่น หยัดยืนด้วยขาตัวเอง
42.เราจะรู้รสชาติของความสุขก็ต่อเมื่อเราผ่านความทุกข์มาก่อน
43.ปัญหามีไว้แก้ และต้องแก้ด้วยตัวเองไม่ใช่ยืมมือคนอื่นมาแก้
44.จุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์คือความเชื่อใจ
45.ทุกคนมีคุณค่าเพียงแต่มีโอกาสแสดงคุณค่าไม่เท่ากัน
46.บางทีการได้เจอปัญหามันก็ดีเหมือนกัน
47.สิ่งที่ผ่านมาแล้วจะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้อีก
48.ไม่ว่าใครจะตายหรือหายไป สุดท้ายโลกก็ยังหมุนต่ออยู่ดี
49.น้ำตาให้ได้แค่ความเห็นใจ
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552
เก็บมาฝาก
ROMANCEMATHEMATICS
Smart man + smart woman = romance
ผู้ชายเท่ห์ + ผู้หญิงเก่ง = ความ โรแมนติก
Smart man + dumb woman = affair
ผู้ชายเก่ง + ผู้หญิงโง่ = ความใคร่ *
Dumb man + smart woman = marriage
ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงเก่ง = การแต่งงาน
Dumb man + dumb woman = pregnancy
ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงโง่ = ตั้งท้อง **
* OFFICE ARITHMETIC *
Smart boss + smart employee = profit
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องเก่ง = กำไร **
Smart boss + dumb employee = production
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องโง่ = ผลผลิต **
Dum! b boss + smart employee = promotion
เจ้านายโง่ + ลูกน้องเก่ง = เลื่อนตำแหน่ง
Dumb boss + dumb employee = overtime
เจ้านายโง่ + ลูกน้อง โง่ = OT อย่างเดียว **
* SHOPPING MATH *
A man will pay $2 for a $1 item he needs.
ผู้ชายจ่าย 2 บาท ต่อ ของ 1 ชิ้นที่เขาต้องการ
A woman will pay $1 for items that she doesn't need.
แต่ ผู้หญิงจ่าย 1 บาท ต่อ ของหลายๆชิ้น ที่เธอไม่ต้องการ **
* GENERAL EQUATIONS & STATISTICS *
A woman worries about the future until she gets a husband.
ผู้หญิงจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะมีสามี **
A man never worries about the future until he gets a wife.
แต่ ผู้ชายไม่เคยกังวลเกี่ยวกับอนาคตเลยจนกระทั่งมีภรรยา **
A successful man is one who makes more money than his wife can spend.
ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาเงินได้มากกว่าที่ภรรยาใช้ **
A successful woman is one who can find such a man.
แต่ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาสามีได้อย่างคนข้างบน **
* HAPPINESS *
To be happy with a man, you must understand him a lot and love him a little.
การจะมีความสุขกับผู้ชายคนหนึ่ง คุณจะต้องเข้าใจเค้ามากๆ แต่รักเค้าน้อยๆ
To be happy with a woman, you must love her a lot and not try to understand her at all.
การจะมีความสุขกับผู้หญิงคนหนึ่ง คุณต้องรักเธอมากๆ และไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไรในตัวเธอ ทั้งสิ้น **
* LONGEVITY *
Married men live longer than single men do, but married menare a lot more willing to die.
ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีอายุยืนกว่าชายโสด แต่ชายที่แต่งงานแล้วกลับเต็มใจเลือกที่จะตายมากกว่าอยู่ **
* PROPENSITY TO CHANGE *
A woman marries a man expecting he will change, but he doesn't. **
ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชาย และหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงเค้าได้ แต่ผู้ชายไม่เปลี่ยน*
A man marries a woman expecting that she won't change, and she does. **
ส่วน ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิง และหวังว่าเธอคงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็เปลี่ยน **
* DISCUSSION TECHNIQUE *
A woman has the last word in any argument.
ผู้หญิงมักมีคำพูดสุดท้ายในการโต้เถียง
Anything a man says after that is the beginning of a new argument.
แต่อะไรก็ตามที่ผู้ชายพูดออกมาต่อจากนั้น จะเป็นการเริ่มการโต้เถียง ครั้งใหม่
Smart man + smart woman = romance
ผู้ชายเท่ห์ + ผู้หญิงเก่ง = ความ โรแมนติก
Smart man + dumb woman = affair
ผู้ชายเก่ง + ผู้หญิงโง่ = ความใคร่ *
Dumb man + smart woman = marriage
ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงเก่ง = การแต่งงาน
Dumb man + dumb woman = pregnancy
ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงโง่ = ตั้งท้อง **
* OFFICE ARITHMETIC *
Smart boss + smart employee = profit
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องเก่ง = กำไร **
Smart boss + dumb employee = production
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องโง่ = ผลผลิต **
Dum! b boss + smart employee = promotion
เจ้านายโง่ + ลูกน้องเก่ง = เลื่อนตำแหน่ง
Dumb boss + dumb employee = overtime
เจ้านายโง่ + ลูกน้อง โง่ = OT อย่างเดียว **
* SHOPPING MATH *
A man will pay $2 for a $1 item he needs.
ผู้ชายจ่าย 2 บาท ต่อ ของ 1 ชิ้นที่เขาต้องการ
A woman will pay $1 for items that she doesn't need.
แต่ ผู้หญิงจ่าย 1 บาท ต่อ ของหลายๆชิ้น ที่เธอไม่ต้องการ **
* GENERAL EQUATIONS & STATISTICS *
A woman worries about the future until she gets a husband.
ผู้หญิงจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะมีสามี **
A man never worries about the future until he gets a wife.
แต่ ผู้ชายไม่เคยกังวลเกี่ยวกับอนาคตเลยจนกระทั่งมีภรรยา **
A successful man is one who makes more money than his wife can spend.
ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาเงินได้มากกว่าที่ภรรยาใช้ **
A successful woman is one who can find such a man.
แต่ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาสามีได้อย่างคนข้างบน **
* HAPPINESS *
To be happy with a man, you must understand him a lot and love him a little.
การจะมีความสุขกับผู้ชายคนหนึ่ง คุณจะต้องเข้าใจเค้ามากๆ แต่รักเค้าน้อยๆ
To be happy with a woman, you must love her a lot and not try to understand her at all.
การจะมีความสุขกับผู้หญิงคนหนึ่ง คุณต้องรักเธอมากๆ และไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไรในตัวเธอ ทั้งสิ้น **
* LONGEVITY *
Married men live longer than single men do, but married menare a lot more willing to die.
ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีอายุยืนกว่าชายโสด แต่ชายที่แต่งงานแล้วกลับเต็มใจเลือกที่จะตายมากกว่าอยู่ **
* PROPENSITY TO CHANGE *
A woman marries a man expecting he will change, but he doesn't. **
ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชาย และหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงเค้าได้ แต่ผู้ชายไม่เปลี่ยน*
A man marries a woman expecting that she won't change, and she does. **
ส่วน ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิง และหวังว่าเธอคงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็เปลี่ยน **
* DISCUSSION TECHNIQUE *
A woman has the last word in any argument.
ผู้หญิงมักมีคำพูดสุดท้ายในการโต้เถียง
Anything a man says after that is the beginning of a new argument.
แต่อะไรก็ตามที่ผู้ชายพูดออกมาต่อจากนั้น จะเป็นการเริ่มการโต้เถียง ครั้งใหม่
วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ครูและผู้บริหารไม่ชอบอ่าน=เด็กไม่ชอบไม่รักการอ่านด้วย
สวัสดีทศวรรษการอ่านแห่งชาติ
การอ่านโดยความหมายที่จะพัฒนาความรู้ ความคิด และจินตนาการของผู้เรียน มี ๒ ลักษณะ
๑) อ่านออกและเขียนได้
หมายถึงรู้จักหลักภาษาหรือหลักไวยากรณ์ภาษา
คือ รู้อักษรทั้ง ๓ แบบ คือ รู้พยัญชนะ รู้สระ และรู้วรรณยกต์
รู้การประสมอักษร
จากนั้นคือรู้ออกเสียงถูกต้อง และรู้ความหมายของคำ
อันว่าความหมายของคำนั้น มี ๒ ระดับเป็นอย่างน้อย คือ
(๑) ความหมายโดยตรง เช่น กิน คือ การรับอาหารเข้าไปในปาก เคี้ยวแล้วกลืน แต่บางคนก็ไม่เคี้ยว หลึดเลย พะนะ! หลึดเลย
(๒) ความหมายแฝง/ความหมายโดยนัย เช่น กิน หมายถึง การ
ทุจริตฉ้อฉลเงินหลวง ซึ่งการวิเคราะห์ความหมายแฝงนี้ ต้องดูบริบทของคำประกอบด้วย
การอ่านออกและเขียนได้นี้ เป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การอ่านเพื่อการเรียนรู้และรับรู้สหวิทยาการอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
๒) อ่านเพื่อพัฒนาความคิด
การอ่านในลักษณะนี้ เป็นการอ่านเพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์ ให้เห็นและเข้าใจสารัตถะของภาษาและถ้อยคำในรูปแบบการเขียนชนิดต่าง ๆ เช่นนิทาน สารคดี เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ์ และข้อเขียนประเภทอื่น
การอ่านแบบที่ ๒) นี้ นอกจากผู้อ่านจะมีความเข้าใจในเรื่องไวยากรณ์ภาษา คือ รู้เสียง รู้คำ และรู้ความหมายโดยตรงของคำและความหมายแฝงของคำแล้ว
เป็นการอ่านเพื่อพัฒนารสนิยม ความคิดและจินตนาการ เป็นการอ่านเพื่อสร้างฐานทางปัญญา ให้รู้จักแยกแยะระหว่างความดี ความงามและความจริง รู้จักคุณค่าของตัวเอง ธรรมชาติ และสัจธรรมบางประการ โดยเฉพาะการเข้าใจในคุณค่ามนุษย์ ฯลฯ
ดังนั้น หนังสือที่จะใช้อ่านเพื่อพัฒนาความรู้และยกระดับความคิดในนัยที่ว่านี้จึงต้องเป็นหนังสือที่ดี
หนังสือที่ดี หมายความว่า
(๑) ต้องแต่งดี คือมีรูปแบบการเขียนที่ดี จะเป็นงานเขียนร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ตาม แต่งดีหมายถึงมีการใช้คำที่สื่อความดี ไม่ว่าจะมองโดยความหมายตรงหรือความหมายแฝงเร้นก็ตาม คือใช้คำอย่างอลังการ หรือเรียกว่า มีสุนทรียรสในการใช้คำ หนังสือดี
(๒) ต้องมีเนื้อหาดี คือยกระดับสติปัญญา และสำนึกในความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าในตัวเอง และมองเห็นคุณค่าของผู้อื่น เนื้อหาที่ดีเปรียบได้ดังโคมไฟที่ส่องทางไปข้างหน้าให้ผู้อ่านบรรลุไปสู่จุดหมายปลายทางของความรู้สึกนึกคิดอย่างงดงามและสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับชีวิตได้อย่างง่ายงาม
พูดสั้น ๆ ว่า หนังสือดีคือมีความเข้มข้นและกลมกลืนกันทั้งรูปแบบการเขียน (การใช้คำ) เนื้อหา (ความหมาย) เรียกว่า มีความอลังการศาสตร์ของปรัชญาตะวันออก และหลักสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics Theory) ของชาวตะวันตก
.................................................................................
ผู้เขียนพูดมายืดยาวเช่นนี้ หาได้มีความคิดที่จะอวดรู้หรือสอนหนังสือสังฆราชแต่ประการใดไม่ แต่อยากพูดถึงปัญหาสำคัญหลาย ๆ ประการในการส่งเสริมการอ่านของบ้านเราในโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาของเรา คือ :
๑) มีความเข้าใจสับสนหรือไม่ระหว่าง (ก) การอ่านออกและเขียนได้ กับ (ข) การอ่านเพื่อพัฒนาความรู้และความคิด
การอ่านตามความหมายในข้อ ก อาจใช้หนังสือเรียนเป็นหลัก แต่การอ่านตามข้อ (ข) อาจใช้หนังสืออ่านประกอบประเภทวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ การอ่านตามความหมายใยข้อ (ก) อาจใช้หนังสือเรียนเป็นหลัก แต่การอ่านตามข้อ (ข) อาจใช้หนังสืออ่านประกอบประเภทวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์
๒) ถ้ามีความเข้าใจผิดเพี้ยนสับสน เพราะไม่สนใจ ไม่ใส่ใจศึกษา ตามข้อ (ก) ถามว่า ใครคือผู้ที่สับสนตามนั้น ระหว่างครูกับผู้บริหาร และรวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน!
๓) ถามต่ออีกว่า จริงหรือไม่ ที่การจัดซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ไม่ได้สนใจประเด็นดังกล่าวตามข้อ ๒) ทั้งนี้เพราะครูห้องสมุดก็ไม่ได้สนใจในวิชาความรู้เรื่องหนังสือดีและหนังสือด้อย
๔) ถ้าข้อ ๓) เป็นจริง ผู้เขียนขอถามต่อว่า จริงหรือไม่ที่งบประมาณซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดแต่ละปี ครูและผู้บริหารไม่ได้สนใจว่า หนังสือที่ได้มานั้น มีสาระประโยชน์แค่ไหน อย่างไร เพราะส่วนมากก็ล็อกสเป็กกันมาตั้งแต่เขตพื้นที่การศึกษา
๕) ดังนั้น จริงหรือไม่ว่า ทั้งข้อ ๑) - ๔) นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการส่งเสริมการอ่าน และอาจจะพูดได้ว่า :
(ก) ครูและผู้บริหารไม่สนใจที่จะเลือกซื้อหนังสือดี ๆ อย่างจริงจัง เพราะไม่ใส่ใจอ่านหนังสือ และสนใจแต่ผลประโยชน์และตำแหน่งขีดขั้นส่วนตนจนเคยตัว
(ข) ครูและผู้บริหารไม่สนใจที่จะสร้างบรรยากาศส่งเสริม กระตุ้นให้เด็กรู้จักหนังสือ รักหนังสือ และรักการอ่าน ตามลำดับกระบวนการที่พึงมีและพึงกระทำ เพราะลูกของครูและลูกผู้บริหารไม่ได้เรียนที่โรงเรียนที่ตัวเองสอน แต่ส่งไปเรียนในเมืองหรือโรงเรียนสาธิต
ค) จริงหรือไม่ที่ ๒๐ - ๓๐ ปีมานี้ โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไม่ได้ใส่ใจจริงจังในการสร้างเสริมประสบการณ์ด้านการอ่านให้เด็ก ๆ ปล่อยตามบุญตามกรรม
เรมีแต่พูดและพูดกันในห้องประชุมและพูดไว้ในกระดาษอันเงียบเชียบและว่างเปล่า แต่เราไม่เคยใส่ใจที่จะทำ
มีคำกล่าวว่า "การอ่านเป็นเรื่องยาก แต่การมีชีวิตอยู่โดยไม่อ่านเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า"
น่าเสียดายที่ประเทศของเรา กระทรวงศึกษาธิการของเรา รวมทั้งผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตำแหน่งใหญ่โต ไม่เคยใส่ใจกับคุณภาพของหนังสือที่ถูกมือแห่งผลประโยชน์จับยัด ๆ เข้ามาในห้องสมุด น่าเสียดายที่โรงเรียนของเราไม่ใส่ใขและไม่สนใจวิชาความรู้เกี่ยวกับหนังสือดี ๆ เพื่อเด็ก ๆ และน่าเสียดายยิ่งนักที่เด็ก ๆ ไม่มีหนังสือดี ๆ อ่าน แม้ว่าเราจะมีเงินงบประมาณมากพอในระดับหนึ่งก็ตาม
ครูและผู้บริหารสนใจสิ่งอื่น ๆ ไม่ได้สนใจการเรียนรู้และพัฒนาความคิดของเด็ก ๆ ผ่านการอ่านอย่างซาบซึ้งกับหนังสือดี
จากอดีตถึงปัจจุบันนั้น เราคงเห็นผลร้ายของการจัดการศึกษาที่ขาดปรัชญาในการส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง
อนาคตก็เช่นกัน การไม่อ่านหนังสือ เพราะครูและผู้บริหาร รวมทั้งผู้ใหญ่ที่คิดสั้น ๆ คิดแคบและคิดเห็นแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าและพวกพ้อง มัวแก่งแย่งแข่งขันขดขั้นตำแหน่ง อคติต่อความดีงามและอุดมคติของผู้อื่นอยู่ ทำให้เด็ก ๆ สูญเสียโอกาส
บางที ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า คนที่ขาดการสะสมสติปัญญาจากการอ่านอย่างรุนแรงนั้น เขาจะเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน
ในเมื่อเขาขาดแง่มุมทัศนะทางสุนทรียภาพในความคิด ขาดมุมมองและขาดความลึกซึ้งทางความคิดต่อปรากฏการณ์ทางสังคม
การอ่านหนังสือที่ดีนั้น ช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นความคิดที่ดีได้ด้วยหัวใจ ทำให้มีมุมคิดที่เข้มข้นและแหลมคมได้ ความเข้มแข็ง ความมีรสนิยมและความเชื่อศรัทธาที่ดีต่อสิ่งต่าง ๆ ล้วนก่อกำเนิดมาจากการอ่านที่ยาวนานทั้งนั้น
เราจะมีความหวังที่จะเห็นสังคมสงบสุข มีพลังทางปัญญาสร้างสรรค์ได้อย่างไร ในเมื่อสถานศึกษาหรือโรงเรียน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานบ่มเพาะคนดี ชีทางดี โดยครูบาอาจารย์และผู้บริหาร ไม่ได้สนใจการอ่านของเด็ก ๆ อย่างจริงจังและจริงใจมากนัก
เราไม่รู้จักหนังสือ เราไม่เคยหยิบยกหนังสือมาแนะนำกับเด็กแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะอยู่ในรายวืชาใดก็ตาม เรามัวแต่สอนวิชาความรู้แบบท่องจำ แต่เราไม่สนใจวิชาความรู้แบบวิเคราะห์สังเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ เราไม่อ่านแม้แต่น้อย
ดังนั้น เด็ก ๆ ก็จึงไม่อ่านหนังสือกัน เพราะครูอาจารย์และผู้บริหารก็ไม่อ่านหนังสือ!
(คัดลอกจากข้อเขียนประกอบการอภิปรายของ
อาจารย์ชัชวาลย์ โคตรสงคราม เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๑
ที่ค่ายเยาวชนส่งเสริมการอ่านและเขียน จังหวัดศรีษะเกษ)
การอ่านโดยความหมายที่จะพัฒนาความรู้ ความคิด และจินตนาการของผู้เรียน มี ๒ ลักษณะ
๑) อ่านออกและเขียนได้
หมายถึงรู้จักหลักภาษาหรือหลักไวยากรณ์ภาษา
คือ รู้อักษรทั้ง ๓ แบบ คือ รู้พยัญชนะ รู้สระ และรู้วรรณยกต์
รู้การประสมอักษร
จากนั้นคือรู้ออกเสียงถูกต้อง และรู้ความหมายของคำ
อันว่าความหมายของคำนั้น มี ๒ ระดับเป็นอย่างน้อย คือ
(๑) ความหมายโดยตรง เช่น กิน คือ การรับอาหารเข้าไปในปาก เคี้ยวแล้วกลืน แต่บางคนก็ไม่เคี้ยว หลึดเลย พะนะ! หลึดเลย
(๒) ความหมายแฝง/ความหมายโดยนัย เช่น กิน หมายถึง การ
ทุจริตฉ้อฉลเงินหลวง ซึ่งการวิเคราะห์ความหมายแฝงนี้ ต้องดูบริบทของคำประกอบด้วย
การอ่านออกและเขียนได้นี้ เป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การอ่านเพื่อการเรียนรู้และรับรู้สหวิทยาการอื่น ๆ ตามความเหมาะสม
๒) อ่านเพื่อพัฒนาความคิด
การอ่านในลักษณะนี้ เป็นการอ่านเพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์ ให้เห็นและเข้าใจสารัตถะของภาษาและถ้อยคำในรูปแบบการเขียนชนิดต่าง ๆ เช่นนิทาน สารคดี เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ์ และข้อเขียนประเภทอื่น
การอ่านแบบที่ ๒) นี้ นอกจากผู้อ่านจะมีความเข้าใจในเรื่องไวยากรณ์ภาษา คือ รู้เสียง รู้คำ และรู้ความหมายโดยตรงของคำและความหมายแฝงของคำแล้ว
เป็นการอ่านเพื่อพัฒนารสนิยม ความคิดและจินตนาการ เป็นการอ่านเพื่อสร้างฐานทางปัญญา ให้รู้จักแยกแยะระหว่างความดี ความงามและความจริง รู้จักคุณค่าของตัวเอง ธรรมชาติ และสัจธรรมบางประการ โดยเฉพาะการเข้าใจในคุณค่ามนุษย์ ฯลฯ
ดังนั้น หนังสือที่จะใช้อ่านเพื่อพัฒนาความรู้และยกระดับความคิดในนัยที่ว่านี้จึงต้องเป็นหนังสือที่ดี
หนังสือที่ดี หมายความว่า
(๑) ต้องแต่งดี คือมีรูปแบบการเขียนที่ดี จะเป็นงานเขียนร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ตาม แต่งดีหมายถึงมีการใช้คำที่สื่อความดี ไม่ว่าจะมองโดยความหมายตรงหรือความหมายแฝงเร้นก็ตาม คือใช้คำอย่างอลังการ หรือเรียกว่า มีสุนทรียรสในการใช้คำ หนังสือดี
(๒) ต้องมีเนื้อหาดี คือยกระดับสติปัญญา และสำนึกในความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าในตัวเอง และมองเห็นคุณค่าของผู้อื่น เนื้อหาที่ดีเปรียบได้ดังโคมไฟที่ส่องทางไปข้างหน้าให้ผู้อ่านบรรลุไปสู่จุดหมายปลายทางของความรู้สึกนึกคิดอย่างงดงามและสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับชีวิตได้อย่างง่ายงาม
พูดสั้น ๆ ว่า หนังสือดีคือมีความเข้มข้นและกลมกลืนกันทั้งรูปแบบการเขียน (การใช้คำ) เนื้อหา (ความหมาย) เรียกว่า มีความอลังการศาสตร์ของปรัชญาตะวันออก และหลักสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics Theory) ของชาวตะวันตก
.................................................................................
ผู้เขียนพูดมายืดยาวเช่นนี้ หาได้มีความคิดที่จะอวดรู้หรือสอนหนังสือสังฆราชแต่ประการใดไม่ แต่อยากพูดถึงปัญหาสำคัญหลาย ๆ ประการในการส่งเสริมการอ่านของบ้านเราในโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาของเรา คือ :
๑) มีความเข้าใจสับสนหรือไม่ระหว่าง (ก) การอ่านออกและเขียนได้ กับ (ข) การอ่านเพื่อพัฒนาความรู้และความคิด
การอ่านตามความหมายในข้อ ก อาจใช้หนังสือเรียนเป็นหลัก แต่การอ่านตามข้อ (ข) อาจใช้หนังสืออ่านประกอบประเภทวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ การอ่านตามความหมายใยข้อ (ก) อาจใช้หนังสือเรียนเป็นหลัก แต่การอ่านตามข้อ (ข) อาจใช้หนังสืออ่านประกอบประเภทวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์
๒) ถ้ามีความเข้าใจผิดเพี้ยนสับสน เพราะไม่สนใจ ไม่ใส่ใจศึกษา ตามข้อ (ก) ถามว่า ใครคือผู้ที่สับสนตามนั้น ระหว่างครูกับผู้บริหาร และรวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน!
๓) ถามต่ออีกว่า จริงหรือไม่ ที่การจัดซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ไม่ได้สนใจประเด็นดังกล่าวตามข้อ ๒) ทั้งนี้เพราะครูห้องสมุดก็ไม่ได้สนใจในวิชาความรู้เรื่องหนังสือดีและหนังสือด้อย
๔) ถ้าข้อ ๓) เป็นจริง ผู้เขียนขอถามต่อว่า จริงหรือไม่ที่งบประมาณซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดแต่ละปี ครูและผู้บริหารไม่ได้สนใจว่า หนังสือที่ได้มานั้น มีสาระประโยชน์แค่ไหน อย่างไร เพราะส่วนมากก็ล็อกสเป็กกันมาตั้งแต่เขตพื้นที่การศึกษา
๕) ดังนั้น จริงหรือไม่ว่า ทั้งข้อ ๑) - ๔) นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการส่งเสริมการอ่าน และอาจจะพูดได้ว่า :
(ก) ครูและผู้บริหารไม่สนใจที่จะเลือกซื้อหนังสือดี ๆ อย่างจริงจัง เพราะไม่ใส่ใจอ่านหนังสือ และสนใจแต่ผลประโยชน์และตำแหน่งขีดขั้นส่วนตนจนเคยตัว
(ข) ครูและผู้บริหารไม่สนใจที่จะสร้างบรรยากาศส่งเสริม กระตุ้นให้เด็กรู้จักหนังสือ รักหนังสือ และรักการอ่าน ตามลำดับกระบวนการที่พึงมีและพึงกระทำ เพราะลูกของครูและลูกผู้บริหารไม่ได้เรียนที่โรงเรียนที่ตัวเองสอน แต่ส่งไปเรียนในเมืองหรือโรงเรียนสาธิต
ค) จริงหรือไม่ที่ ๒๐ - ๓๐ ปีมานี้ โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไม่ได้ใส่ใจจริงจังในการสร้างเสริมประสบการณ์ด้านการอ่านให้เด็ก ๆ ปล่อยตามบุญตามกรรม
เรมีแต่พูดและพูดกันในห้องประชุมและพูดไว้ในกระดาษอันเงียบเชียบและว่างเปล่า แต่เราไม่เคยใส่ใจที่จะทำ
มีคำกล่าวว่า "การอ่านเป็นเรื่องยาก แต่การมีชีวิตอยู่โดยไม่อ่านเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า"
น่าเสียดายที่ประเทศของเรา กระทรวงศึกษาธิการของเรา รวมทั้งผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตำแหน่งใหญ่โต ไม่เคยใส่ใจกับคุณภาพของหนังสือที่ถูกมือแห่งผลประโยชน์จับยัด ๆ เข้ามาในห้องสมุด น่าเสียดายที่โรงเรียนของเราไม่ใส่ใขและไม่สนใจวิชาความรู้เกี่ยวกับหนังสือดี ๆ เพื่อเด็ก ๆ และน่าเสียดายยิ่งนักที่เด็ก ๆ ไม่มีหนังสือดี ๆ อ่าน แม้ว่าเราจะมีเงินงบประมาณมากพอในระดับหนึ่งก็ตาม
ครูและผู้บริหารสนใจสิ่งอื่น ๆ ไม่ได้สนใจการเรียนรู้และพัฒนาความคิดของเด็ก ๆ ผ่านการอ่านอย่างซาบซึ้งกับหนังสือดี
จากอดีตถึงปัจจุบันนั้น เราคงเห็นผลร้ายของการจัดการศึกษาที่ขาดปรัชญาในการส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง
อนาคตก็เช่นกัน การไม่อ่านหนังสือ เพราะครูและผู้บริหาร รวมทั้งผู้ใหญ่ที่คิดสั้น ๆ คิดแคบและคิดเห็นแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าและพวกพ้อง มัวแก่งแย่งแข่งขันขดขั้นตำแหน่ง อคติต่อความดีงามและอุดมคติของผู้อื่นอยู่ ทำให้เด็ก ๆ สูญเสียโอกาส
บางที ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า คนที่ขาดการสะสมสติปัญญาจากการอ่านอย่างรุนแรงนั้น เขาจะเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน
ในเมื่อเขาขาดแง่มุมทัศนะทางสุนทรียภาพในความคิด ขาดมุมมองและขาดความลึกซึ้งทางความคิดต่อปรากฏการณ์ทางสังคม
การอ่านหนังสือที่ดีนั้น ช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นความคิดที่ดีได้ด้วยหัวใจ ทำให้มีมุมคิดที่เข้มข้นและแหลมคมได้ ความเข้มแข็ง ความมีรสนิยมและความเชื่อศรัทธาที่ดีต่อสิ่งต่าง ๆ ล้วนก่อกำเนิดมาจากการอ่านที่ยาวนานทั้งนั้น
เราจะมีความหวังที่จะเห็นสังคมสงบสุข มีพลังทางปัญญาสร้างสรรค์ได้อย่างไร ในเมื่อสถานศึกษาหรือโรงเรียน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานบ่มเพาะคนดี ชีทางดี โดยครูบาอาจารย์และผู้บริหาร ไม่ได้สนใจการอ่านของเด็ก ๆ อย่างจริงจังและจริงใจมากนัก
เราไม่รู้จักหนังสือ เราไม่เคยหยิบยกหนังสือมาแนะนำกับเด็กแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะอยู่ในรายวืชาใดก็ตาม เรามัวแต่สอนวิชาความรู้แบบท่องจำ แต่เราไม่สนใจวิชาความรู้แบบวิเคราะห์สังเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ เราไม่อ่านแม้แต่น้อย
ดังนั้น เด็ก ๆ ก็จึงไม่อ่านหนังสือกัน เพราะครูอาจารย์และผู้บริหารก็ไม่อ่านหนังสือ!
(คัดลอกจากข้อเขียนประกอบการอภิปรายของ
อาจารย์ชัชวาลย์ โคตรสงคราม เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๑
ที่ค่ายเยาวชนส่งเสริมการอ่านและเขียน จังหวัดศรีษะเกษ)
วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ความรู้เกี่ยวกับบัตรประชาชน
เลขบัตรประชาชนทุกคนมีจำนวนเท่ากันหรือไม่ เลขแต่ละตัวหมายถึงอะไร
ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองระบุว่าเลขประจำตัวประชาชนของคนไทย
มี 13 หลักเท่ากันทุกคน ไม่ซ้ำกัน และไม่มีการเปลี่ยนหรือยกให้ใคร ระบบตัวเลขนี้รองรับจำนวน
ประชากรได้อีกมากในระดับ 100 ปี ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1548 ไทยเริ่มกำหนดเลข
ประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนตั้งแต่ 1 มกราคม 2527 และจัดระบบจนถึง
วันที่ 31 พฤษภาคม 2547
หลักที่ 1 หมายถึง บุคคลซึ่งมีอยู่ 8 ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ 1 คนที่เกิดและมีสัญชาติไทยและได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา 15 วันตามกฎหมาย โดย
เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป เด็กคนนั้นถือเป็นบุคคลประเภท 1 มีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข1
ประเภทที่ 2 คนที่เกิดและมีสัญชาติไทยได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลาเมื่อไปแจ้งภายหลังเด็กคนนั้นจะ
เป็นบุคคลประเภท 2 มีตัวเลขขึ้นด้วยเลข 2
ประเภทที่ 3 คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
ในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อน 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 4 คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้าโดยยังไม่มีเลขประจำตัว
ประชาชนในสมัยเริ่มแรก
ประเภทที่ 5 คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่นๆ
ประเภทที่ 6 ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่
ในลักษณะชั่วคราว เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนหรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ชั่วคราว เช่นนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติ
ที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตนแต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย
จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยาคนทั้งสองแบบที่ว่านี้ถือว่าเป็น
บุคคลประเภท 6
ประเภทที่ 7 บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมี
เลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7
ประเภทที่ 8 คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทยตั้งแต่หลัง วันที่
31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน
คนทั้งแปดประเภทนี้จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้นที่จะมีบัตรประจำตัวประชาชน
ได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์
ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียน
ประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้
หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนหรืออำเภอที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอ
ในจังหวัดนั้นๆ
หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก ซึ่งทางสำนักทะเบียน
ในแต่ละแห่งก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับหรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันเลขดังกล่าว
ก็จะหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน
ของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะปรากฏในบัตรประชาชนเมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง
แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น
หลักที่ 11 ถึงหลักที่ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภทหรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตร
หลักที่ 13 เป็นตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรก
ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองระบุว่าเลขประจำตัวประชาชนของคนไทย
มี 13 หลักเท่ากันทุกคน ไม่ซ้ำกัน และไม่มีการเปลี่ยนหรือยกให้ใคร ระบบตัวเลขนี้รองรับจำนวน
ประชากรได้อีกมากในระดับ 100 ปี ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1548 ไทยเริ่มกำหนดเลข
ประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนตั้งแต่ 1 มกราคม 2527 และจัดระบบจนถึง
วันที่ 31 พฤษภาคม 2547
หลักที่ 1 หมายถึง บุคคลซึ่งมีอยู่ 8 ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ 1 คนที่เกิดและมีสัญชาติไทยและได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา 15 วันตามกฎหมาย โดย
เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป เด็กคนนั้นถือเป็นบุคคลประเภท 1 มีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข1
ประเภทที่ 2 คนที่เกิดและมีสัญชาติไทยได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลาเมื่อไปแจ้งภายหลังเด็กคนนั้นจะ
เป็นบุคคลประเภท 2 มีตัวเลขขึ้นด้วยเลข 2
ประเภทที่ 3 คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
ในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อน 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 4 คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้าโดยยังไม่มีเลขประจำตัว
ประชาชนในสมัยเริ่มแรก
ประเภทที่ 5 คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่นๆ
ประเภทที่ 6 ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่
ในลักษณะชั่วคราว เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนหรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ชั่วคราว เช่นนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติ
ที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตนแต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย
จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยาคนทั้งสองแบบที่ว่านี้ถือว่าเป็น
บุคคลประเภท 6
ประเภทที่ 7 บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมี
เลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7
ประเภทที่ 8 คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทยตั้งแต่หลัง วันที่
31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน
คนทั้งแปดประเภทนี้จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้นที่จะมีบัตรประจำตัวประชาชน
ได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์
ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียน
ประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้
หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนหรืออำเภอที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอ
ในจังหวัดนั้นๆ
หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก ซึ่งทางสำนักทะเบียน
ในแต่ละแห่งก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับหรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันเลขดังกล่าว
ก็จะหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน
ของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะปรากฏในบัตรประชาชนเมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง
แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น
หลักที่ 11 ถึงหลักที่ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภทหรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตร
หลักที่ 13 เป็นตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรก
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552
ข้อคิดดีๆสำหรับผู้ที่ชนะและที่พ่ายแพ้
ข้อคิดดีๆ ผู้แพ้และผู้ชนะ
1.When a winner commits a mistake, he say I'm wrong (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาด จะพูดว่า ฉันทำผิดเอง
When a loser commits a mistake, he says it's not my fault
ผู้แพ้ : เมื่อพบข้อผิดพลาด จะพูดว่า ไม่ใช่ความผิดของฉัน
2.A winner works harder and has more time than a loser (Habit 2 :Begin with the end in mind)
ผู้ชนะ : จะทำงานหนักกว่าปกติ และมีเวลามากกว่าผู้แพ้
A loser always is too busy to do what is necessary (Habit 3 : Put first thing
first)
ผู้แพ้ :จะทำงานแบบยุ่งทั้งวัน โดยที่ไม่คิดว่างานไหน ควรทำก่อนทำหลัง
3.A winner faces and solves his/her problems (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะเผชิญหน้ากับปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหานั้น
A loser does otherwise
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้าม หลีกเลี่ยงปัญหา
4) A winner makes things happen (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะลงมือทำงานให้ปรากฏผลงานขึ้น
A loser makes promises
ผู้แพ้ : จะให้แต่คำสัญญา คือมีแต่ลมปาก แต่ไม่ลงมือ
5) A winner wld say " I am good but not as good as I want to be "(Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะพูดว่า “ ฉันทำได้ดี แต่ยังไม่ดีเท่ากับที่ฉันต้องการ “
A loser wld say " I am not as bad as others
ผู้แพ้ : จะพูดว่า “ ยังมีคนอื่นอีกหลายคนที่มีผลงานแย่กว่าตัวเขา “
6) A winner listens, understand and responds (Habit 5 : Seek first to u
nderstand then be understood)
ผู้ชนะ : จะตั้งใจฟัง แล้วทำความเข้าใจ และ สามารถตอบสนองได้
A loser only waits until it's his/her turn to speak
ผู้แพ้ : จะรออย่างเดียว โดยไม่ฟัง ไม่ทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด
รอจนกว่าจะถึงคิวที่จะได้พูดเรื่องของตัวเอง
7) A winner respects people who are superior to him and wld like to learn from them (Habit 1 : Be proactive)'
ผู้ชนะ : จะยอมรับ นับถือคนที่มีความสามารถเหนือกว่า และจะเรียนรู้จากคนเหล่านั้น
A loser does otherwise, and wld try to find his superior's faults
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้าม และจะพยายามหาข้อผิดพลาดของคนที่เหนือกว่าเขา
8) A winner is responsible not just for his own work (Haibt 4 : Think
win-win and Habit 6 : Synergize)
ผู้ชนะ : จะมีความรับผิดชอบ ไม่เพียงแต่งานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น จะช่วยคิดให้องค์กรประสบความสำเร็จ ( ไม่ใช่ไปก้าวก่ายงานคนอื่นนะ)
A loser will not dare help others and wld say I'm just doing my job
ผู้แพ้ : จะไม่กล้าที่จะช่วยเหลือคนอื่น และ มักจะพูดว่า ฉันไม่ว่าง กำลังทำงานของฉันอยู่
9) A winner wld say " There shd be a better way to do it "
(Habit 1 : Be proactive and Habit 2 : Begin with the end in mind)
ผู้ชนะ : ต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้นได้ เสมอ
A loser wld say " This is the only way to do "
ผู้แพ้ : จะพูดว่า “ นี่คือหนทางเดียวที่ทำได้ “
10) A winner like you will share this with his/her friends (Habit 4 & 6)
ผู้ชนะ : จะแบ่งปันบทความนี้ไปยังเพื่อนๆของเขา
A loser will just keep this to himself/herself because he/she
doesn't hv time to share this with &nbs p;others.
ผู้แพ้ : จะเก็บบทความนี้เอาไว้ เพราะว่า เขาไม่มีเวลาที่จะแบ่งปันไปให้คนอื่น
ที่มา : Ps.Nual
1.When a winner commits a mistake, he say I'm wrong (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาด จะพูดว่า ฉันทำผิดเอง
When a loser commits a mistake, he says it's not my fault
ผู้แพ้ : เมื่อพบข้อผิดพลาด จะพูดว่า ไม่ใช่ความผิดของฉัน
2.A winner works harder and has more time than a loser (Habit 2 :Begin with the end in mind)
ผู้ชนะ : จะทำงานหนักกว่าปกติ และมีเวลามากกว่าผู้แพ้
A loser always is too busy to do what is necessary (Habit 3 : Put first thing
first)
ผู้แพ้ :จะทำงานแบบยุ่งทั้งวัน โดยที่ไม่คิดว่างานไหน ควรทำก่อนทำหลัง
3.A winner faces and solves his/her problems (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะเผชิญหน้ากับปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหานั้น
A loser does otherwise
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้าม หลีกเลี่ยงปัญหา
4) A winner makes things happen (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะลงมือทำงานให้ปรากฏผลงานขึ้น
A loser makes promises
ผู้แพ้ : จะให้แต่คำสัญญา คือมีแต่ลมปาก แต่ไม่ลงมือ
5) A winner wld say " I am good but not as good as I want to be "(Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะพูดว่า “ ฉันทำได้ดี แต่ยังไม่ดีเท่ากับที่ฉันต้องการ “
A loser wld say " I am not as bad as others
ผู้แพ้ : จะพูดว่า “ ยังมีคนอื่นอีกหลายคนที่มีผลงานแย่กว่าตัวเขา “
6) A winner listens, understand and responds (Habit 5 : Seek first to u
nderstand then be understood)
ผู้ชนะ : จะตั้งใจฟัง แล้วทำความเข้าใจ และ สามารถตอบสนองได้
A loser only waits until it's his/her turn to speak
ผู้แพ้ : จะรออย่างเดียว โดยไม่ฟัง ไม่ทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด
รอจนกว่าจะถึงคิวที่จะได้พูดเรื่องของตัวเอง
7) A winner respects people who are superior to him and wld like to learn from them (Habit 1 : Be proactive)'
ผู้ชนะ : จะยอมรับ นับถือคนที่มีความสามารถเหนือกว่า และจะเรียนรู้จากคนเหล่านั้น
A loser does otherwise, and wld try to find his superior's faults
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้าม และจะพยายามหาข้อผิดพลาดของคนที่เหนือกว่าเขา
8) A winner is responsible not just for his own work (Haibt 4 : Think
win-win and Habit 6 : Synergize)
ผู้ชนะ : จะมีความรับผิดชอบ ไม่เพียงแต่งานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น จะช่วยคิดให้องค์กรประสบความสำเร็จ ( ไม่ใช่ไปก้าวก่ายงานคนอื่นนะ)
A loser will not dare help others and wld say I'm just doing my job
ผู้แพ้ : จะไม่กล้าที่จะช่วยเหลือคนอื่น และ มักจะพูดว่า ฉันไม่ว่าง กำลังทำงานของฉันอยู่
9) A winner wld say " There shd be a better way to do it "
(Habit 1 : Be proactive and Habit 2 : Begin with the end in mind)
ผู้ชนะ : ต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้นได้ เสมอ
A loser wld say " This is the only way to do "
ผู้แพ้ : จะพูดว่า “ นี่คือหนทางเดียวที่ทำได้ “
10) A winner like you will share this with his/her friends (Habit 4 & 6)
ผู้ชนะ : จะแบ่งปันบทความนี้ไปยังเพื่อนๆของเขา
A loser will just keep this to himself/herself because he/she
doesn't hv time to share this with &nbs p;others.
ผู้แพ้ : จะเก็บบทความนี้เอาไว้ เพราะว่า เขาไม่มีเวลาที่จะแบ่งปันไปให้คนอื่น
ที่มา : Ps.Nual
เกณฑ์เลื่อนขั้นเงินเดือน(ใหม่)
ศธ.คลอดเกณฑ์เลื่อนขั้นเงินเดือน
การศึกษา-สาธารณสุข 24 พฤศจิกายน 2552 - 00:00
ศธ.คลอดเกณฑ์เลื่อนขั้นเงินเดือน หลังยกเลิกระบบซี วางกรอบคะแนนผลสัมฤทธิ์ของงาน 80% ที่เหลือเป็นสมรรถนะการปฏิบัติหน้าที่ 20% แต่รวมแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 70% ถึงจะได้ปรับเงินเดือน แถมกำหนดขั้นบันไดเงินเดือนที่จะได้รับการเลื่อนขั้น ต่ำสุด 0.1-1.5% และสูงสุดไม่เกิน 4-6%
นายชินภัทร ภูมรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการและการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเพื่อเตรียมการสำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติราชการ รวมถึงการเลื่อนขั้นเงินเดือนของข้าราชการพลเรือน เนื่องจากในปีงบประมาณ 2553 จะต้องเริ่มใช้การเลื่อนเงินเดือนในระบบใหม่ที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากเดิมเป็นขั้นเงินเดือน ทั้งนี้ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ทำหนังสือเวียน ก.พ.ว20 ลงวันที่ 3 กันยายน 2552 มายัง สป.ศธ.
ปลัด ศธ.กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมกำหนดให้การประเมินผลการปฏิบัติราชการ มี 2 องค์ประกอบ คือ 1. ผลสัมฤทธิ์ของงาน ร้อยละ 80 และ 2.พฤติกรรมการปฏิบัติราชการ หรือสมรรถนะ ร้อยละ 20 จากที่ ก.พ.กำหนดว่าต้องให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ของงานไม่ต่ำกว่า 70% ทั้งนี้ เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มใช้ระบบนี้ ที่ประชุมจึงต้องการให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ของงานมากกว่าสมรรถนะ เพราะการกำหนดสมรรถนะของแต่ละสายงานอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่หลังมีความชัดเจนแล้ว ก็จะเพิ่มสัดส่วนสูงขึ้น
ปลัด ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับผลสัมฤทธิ์ของงาน 80% นั้น จะพิจารณาจาก 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ปริมาณผลงาน 2.คุณภาพ 3.ความรวดเร็ว และ 4.ความประหยัดคุ้มค่า ส่วนตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย จะพิจารณาจากงานที่ได้รับมอบหมาย คือ งานตามคำรับรองประจำปี งานตามหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก และงานที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้จะมากำหนดตัวชี้วัดประเมินผลสัมฤทธิ์ของงาน โดย ก.พ.กำหนดว่าตัวชี้วัด มีค่าน้ำหนักไม่น้อยกว่า 10% ของคะแนนรวม หรือมีไม่เกิน 10 ตัวชี้วัด เพื่อไม่เป็นภาระในการเก็บข้อมูล ส่วนการประเมินสมรรถนะ 20% นั้น จำแนกเป็น 2 ส่วน คือ 1.สมรรถนะหลัก จะประเมินกับข้าราชการพลเรือนทุกคน ใน 5 เรื่อง คือ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริการที่ดี การสั่งสมความเชี่ยวชาญ การยึดมั่นในความถูกต้อง การทำงานเป็นทีม และ 2.สมรรถนะทางการบริหาร จะวัดกลุ่มข้าราชการอำนวยการขึ้นไป ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ สภาวะผู้นำ การวางกลยุทธ์ศักยภาพในการนำการปรับเปลี่ยน การควบคุมตนเอง การสอนงานและมอบหมายงาน
นายชินภัทรกล่าวต่อไปว่า ในการประเมินจะมีการกำหนดช่วงคะแนน ตลอดจนกำหนดจำนวนข้าราชการในแต่ละช่วงคะแนนด้วย เพราะต้องผูกโยงกับการเลื่อนเงินเดือน ซึ่งต่างจากระบบเลื่อนขั้นเงินเดือนในอดีต ที่ไม่มีการกำหนดจำนวนข้าราชการในแต่ละช่วงคะแนน ส่งผลทำให้แม้ผลคะแนนการประเมินออกมาสูง แต่ข้าราชการกลับไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับมีจำกัด ทั้งนี้ จะมีการแบ่งกลุ่มคนที่ได้รับการประเมินออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 1.กลุ่มปรับปรุง ต่ำกว่า 60 คะแนน กำหนดสัดส่วนข้าราชการที่อยู่ในกลุ่มนี้ 5% ซึ่งจะไม่ได้เลื่อนเงินเดือน, กลุ่มพอใช้ ระหว่าง 60-69 คะแนน สัดส่วน 10% เลื่อนเงินเดือน 0.1-1.5%, กลุ่มดี ระหว่าง 70-79 คะแนน สัดส่วน 70% เลื่อนเงินเดือน 1.6-3%, กลุ่มดีมาก ระหว่าง 80-89 คะแนน สัดส่วนไม่เกิน 10% เลื่อนเงินเดือน 3.1-4.5% และกลุ่มดีเด่น ระหว่าง 90-100 คะแนน สัดส่วนไม่เกิน 5% เลื่อนเงินเดือน 4.6-6% ทั้งนี้ การประเมินเพื่อเลื่อนเงินเดือนจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกจะเสร็จสิ้นวันที่ 31 มีนาคม 2553 และช่วงที่ 2 เสร็จสิ้นวันที่ 30 กันยายน.
-----------------------------
จากไทยโพสต์ออนไลน์
การศึกษา-สาธารณสุข 24 พฤศจิกายน 2552 - 00:00
ศธ.คลอดเกณฑ์เลื่อนขั้นเงินเดือน หลังยกเลิกระบบซี วางกรอบคะแนนผลสัมฤทธิ์ของงาน 80% ที่เหลือเป็นสมรรถนะการปฏิบัติหน้าที่ 20% แต่รวมแล้วต้องไม่ต่ำกว่า 70% ถึงจะได้ปรับเงินเดือน แถมกำหนดขั้นบันไดเงินเดือนที่จะได้รับการเลื่อนขั้น ต่ำสุด 0.1-1.5% และสูงสุดไม่เกิน 4-6%
นายชินภัทร ภูมรัตน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าที่เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงผลการประชุมเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินผลการปฏิบัติราชการและการเลื่อนเงินเดือนของข้าราชการพลเรือนสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (สป.ศธ.) เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเพื่อเตรียมการสำหรับการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินผลการปฏิบัติราชการ รวมถึงการเลื่อนขั้นเงินเดือนของข้าราชการพลเรือน เนื่องจากในปีงบประมาณ 2553 จะต้องเริ่มใช้การเลื่อนเงินเดือนในระบบใหม่ที่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์จากเดิมเป็นขั้นเงินเดือน ทั้งนี้ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ทำหนังสือเวียน ก.พ.ว20 ลงวันที่ 3 กันยายน 2552 มายัง สป.ศธ.
ปลัด ศธ.กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมกำหนดให้การประเมินผลการปฏิบัติราชการ มี 2 องค์ประกอบ คือ 1. ผลสัมฤทธิ์ของงาน ร้อยละ 80 และ 2.พฤติกรรมการปฏิบัติราชการ หรือสมรรถนะ ร้อยละ 20 จากที่ ก.พ.กำหนดว่าต้องให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ของงานไม่ต่ำกว่า 70% ทั้งนี้ เนื่องจากปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มใช้ระบบนี้ ที่ประชุมจึงต้องการให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ของงานมากกว่าสมรรถนะ เพราะการกำหนดสมรรถนะของแต่ละสายงานอาจจะยังไม่ชัดเจน แต่หลังมีความชัดเจนแล้ว ก็จะเพิ่มสัดส่วนสูงขึ้น
ปลัด ศธ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับผลสัมฤทธิ์ของงาน 80% นั้น จะพิจารณาจาก 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ปริมาณผลงาน 2.คุณภาพ 3.ความรวดเร็ว และ 4.ความประหยัดคุ้มค่า ส่วนตัวชี้วัดและค่าเป้าหมาย จะพิจารณาจากงานที่ได้รับมอบหมาย คือ งานตามคำรับรองประจำปี งานตามหน้าที่ความรับผิดชอบหลัก และงานที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษซึ่งทั้ง 3 ส่วนนี้จะมากำหนดตัวชี้วัดประเมินผลสัมฤทธิ์ของงาน โดย ก.พ.กำหนดว่าตัวชี้วัด มีค่าน้ำหนักไม่น้อยกว่า 10% ของคะแนนรวม หรือมีไม่เกิน 10 ตัวชี้วัด เพื่อไม่เป็นภาระในการเก็บข้อมูล ส่วนการประเมินสมรรถนะ 20% นั้น จำแนกเป็น 2 ส่วน คือ 1.สมรรถนะหลัก จะประเมินกับข้าราชการพลเรือนทุกคน ใน 5 เรื่อง คือ การมุ่งผลสัมฤทธิ์ การบริการที่ดี การสั่งสมความเชี่ยวชาญ การยึดมั่นในความถูกต้อง การทำงานเป็นทีม และ 2.สมรรถนะทางการบริหาร จะวัดกลุ่มข้าราชการอำนวยการขึ้นไป ประกอบด้วย 6 ด้าน คือ สภาวะผู้นำ การวางกลยุทธ์ศักยภาพในการนำการปรับเปลี่ยน การควบคุมตนเอง การสอนงานและมอบหมายงาน
นายชินภัทรกล่าวต่อไปว่า ในการประเมินจะมีการกำหนดช่วงคะแนน ตลอดจนกำหนดจำนวนข้าราชการในแต่ละช่วงคะแนนด้วย เพราะต้องผูกโยงกับการเลื่อนเงินเดือน ซึ่งต่างจากระบบเลื่อนขั้นเงินเดือนในอดีต ที่ไม่มีการกำหนดจำนวนข้าราชการในแต่ละช่วงคะแนน ส่งผลทำให้แม้ผลคะแนนการประเมินออกมาสูง แต่ข้าราชการกลับไม่ได้รับการเลื่อนขั้นเงินเดือน เนื่องจากงบประมาณที่ได้รับมีจำกัด ทั้งนี้ จะมีการแบ่งกลุ่มคนที่ได้รับการประเมินออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้ 1.กลุ่มปรับปรุง ต่ำกว่า 60 คะแนน กำหนดสัดส่วนข้าราชการที่อยู่ในกลุ่มนี้ 5% ซึ่งจะไม่ได้เลื่อนเงินเดือน, กลุ่มพอใช้ ระหว่าง 60-69 คะแนน สัดส่วน 10% เลื่อนเงินเดือน 0.1-1.5%, กลุ่มดี ระหว่าง 70-79 คะแนน สัดส่วน 70% เลื่อนเงินเดือน 1.6-3%, กลุ่มดีมาก ระหว่าง 80-89 คะแนน สัดส่วนไม่เกิน 10% เลื่อนเงินเดือน 3.1-4.5% และกลุ่มดีเด่น ระหว่าง 90-100 คะแนน สัดส่วนไม่เกิน 5% เลื่อนเงินเดือน 4.6-6% ทั้งนี้ การประเมินเพื่อเลื่อนเงินเดือนจะแบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงแรกจะเสร็จสิ้นวันที่ 31 มีนาคม 2553 และช่วงที่ 2 เสร็จสิ้นวันที่ 30 กันยายน.
-----------------------------
จากไทยโพสต์ออนไลน์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)