วันอาทิตย์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 9

451. ใครแต่งเรื่อง “แสงหนึ่งคือรุ้งงาม”...................
ตอบ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม
452. หน่วยงานใดประกาศการสิ้นพระชนม์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ.....
ตอบ สำนักนายกรัฐมนตรี
453. ตาม รัฐธรรมนูญ นายกเป็นคนนอกได้หรือไม่........
ตอบ ไม่ได้ นายกรัฐมนตรีต้องเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
454. นับตั้งแต่มีการประชุมรัฐสภาครั้งแรก สภาผู้แทนฯต้องพิจารณาบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีภายในกี่วัน.....
ตอบ 30 วัน
455. การกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษากำหนดอย่างไร..........
ตอบ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
456.ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษา กำหนดและปรับปรุงขึ้นพ.ศ. ใด...........................
ตอบ พ.ศ. 2547
457.ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษา กำหนดเวลาทำงานเวลาเท่าไร.................
ตอบ 08.30 น. – 16.30 น.
458.ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยกำหนดเวลาทำงานและวันหยุดราชการของสถานศึกษา กำหนดเวลาพัก (หยุดกลางวัน) กี่โมง.................
ตอบ 12.00 น. – 13.00 น.
459. สถานศึกษาต้องมีเวลาทำงานอย่างน้อยกี่ชั่วโมง..................
ตอบ ไม่น้อยกว่า 35 ชั่วโมง
460. วันปิดภาคเรียนให้ถือว่า......................
ตอบ เป็นวันพักผ่อนของนักเรียน (ไม่ใช่ของครู ครูถือเป็นผลพลอยได้)
461. สถานศึกษาอนุญาตให้ครูหยุดพักผ่อนในวันเสาร์ อาทิตย์ได้หรือไม่.....
ตอบ ได้ แต่หากมีราชการจำเป็นให้ข้าราชการมาปฏิบัติราชการตามปกติ
462. การลงโทษนักเรียนและนักศึกษากำหนดโดยใช้ระเบียบ กฎหมายใด......
ตอบ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
463. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. ใด.....
ตอบ พ.ศ. 2548
464. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 เกิดจากกฎหมายใด............
ตอบ พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546) (มาตรา 6 และ 65) - มาตรา 6 กำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่รักษาการตาม พรบ คุ้มครองเด็ก ออกระเบียบกระทรวงในส่วนที่เกี่ยวข้องกับบทบาทกระทรวงของตน มาตรา 65 (มาตรา 64 นักเรียนต้องปฏิบัติตามระเบียบของสถานศึกษา) หากฝ่าฝืนให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจนำตัวไปมอบแก่ผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อสอบถามและอบรมสั่งสอนหรือลงโทษตามระเบียบและให้ผู้ปกครองว่ากล่าวตักเตือน
465. ระเบียบกระทรวงศึกษาฯ ว่าด้วยการลงโทษนักเรียนฯ ก่อนหน้านี้เป็นฉบับใด....
ตอบ ฉบับปี พ.ศ. 2543
466.การลงโทษนักเรียนและนักศึกษา ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 มีความมุ่งหมายอย่างไร......
ตอบ เพื่อการอบรมสั่งสอน
467. ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 โทษของนักเรียนที่กระทำความผิดมีกี่สถาน................
ตอบ 4 สถาน คือ
1) ว่ากล่าวตักเตือน
2) ทำทัณฑ์บน
3) ตัดคะแนนความประพฤติ
4) ทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
468. การลงโทษนักเรียน ผู้ลงโทษต้องคำนึงถึงข้อใด........
ตอบ อายุของนักเรียน และความร้ายแรงของพฤติกรรมประกอบการลงโทษ
(ไม่ใช่เพื่อความสะใจ หรือเพื่อกลั่นแกล้ง)
469. เจตนาของการลงโทษนักเรียนคือข้อใด..........
ตอบ แก้นิสัย และความประพฤติที่ไม่ดี ให้รู้สำนึกผิด และกลับมาประพฤติตนในทางที่ดีต่อไป
470. การว่ากล่าวตักเตือนใช้ในกรณีใด...................
ตอบ กระทำความผิดไม่ร้ายแรง
471. การทำทัณฑ์บน ใช้ในกรณีใด.......
ตอบ นักเรียนประพฤติตนไม่เหมาะสมกับการเป็นนักเรียน ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงโรงเรียน ฝ่าฝืนระเบียบโรงเรียน หรือได้รับโทษว่ากล่าวตักเตือนแล้วแต่ยังไม่เข็ดหลาบ)
472.การทำทัณฑ์บนมีวิธีทำอย่างไร..............
ตอบ ทำเป็นหนังสือ เชิญผู้ปกครองมาบันทึกรับทราบความผิดและรับรองการทำทัณฑ์บนไว้ด้วย
473. การตัดคะแนนความประพฤติ ตัดอย่างไร......
ตอบตัดตามระเบียบปฏิบัติว่าด้วยการตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนของแต่ละสถานศึกษา และบันทึกเป็นหลักฐาน
474. การทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใช้ในกรณีใด.........
ตอบ นักเรียนกระทำความผิดที่สมควรต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
475. การให้ทำกิจกรรม ทำอย่างไร........
ตอบ ให้เป็นไปตามแนวทางที่ ศธ กำหนด
476. ใครรักษาการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548..........
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
477. ใครลงนามประกาศใช้ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียน.....
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ..........ขณะนั้น2548: นายอดิศัย
478. เกรดระดับต่างๆ มีกี่ระดับ ความหมายอย่างไร..............
ตอบ มี 8 ระดับ : 8 ตัว (ที่จริงเขากำหนดในช่วงชั้นที่ 4แต่สถานศึกษาอาจกำหนดให้เหมือนหรือต่างกันได้ในช่วงชั้นที่ 1-3)
- 4 หมายถึง ผลการเรียนดีเยี่ยม คะแนน 80-100
- 3.5 หมายถึง ผลการเรียนดีมาก คะแนน 75 - 79
- 3 หมายถึง ผลการเรียนดี คะแนน 70-74
- 2.5 หมายถึง ผลการเรียนค่อนข้างดี คะแนน 65-69
- 2 หมายถึง ผลการเรียนน่าพอใจ คะแนน 60-64
- 1.5 หมายถึง ผลการเรียนพอใช้ คะแนน 55-59
- 1 หมายถึง ผลการเรียนผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ คะแนน 50-54
- 0 หมายถึง ผลการเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ คะแนน 0 -49
479. เกรด 8 ตัวนี้เริ่มใช้สำหรับนักเรียนปีใด......
ตอบ ช่วงชั้นที่ 4 ตั้งแต่ปี 46-48 เป็นต้นไป
480. ผู้ที่จบช่วงชั้นที่ 4 ปีการศึกษา 2547 ให้คิดเกรดเป็นกี่ระดับ.........
ตอบ 5 ระดับ (0 1 2 3 4)
481. คำสั่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่ 3734/2547 เรื่อง มอบอำนาจเกี่ยวกับเงินรายได้สถานศึกษา มอบอำนาจการอนุมัติจ่ายเงิน การอนุมัติจ่ายเงินยืม และการอนุมัติก่อหนี้ผูกพันเงินรายได้สถานศึกษาของรัฐที่เป็นนิติบุคคล และไม่เป็นนิติบุคคล แทนเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน อย่างไร.......
- ผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาพิเศษ ครั้งละไม่เกิน1,000,000 บาท
(หนึ่งล้านบาท)
- ผอ. เขต ครั้งละไม่เกิน 3,000,000 บาท (สามล้านบาท)
- ผอ. สำนักการคลังและสินทรัพย์ สพฐ. ครั้งละไม่เกิน 3,000,000 บาท (สามล้านบาท)
- ผู้ว่าราชการจังหวัด ครั้งละไม่เกิน 4,000,000 (สี่ล้านบาท)
- ที่ปรึกษาที่รับผิดชอบการปฏิบัติราชการของสำนักการคลังและสินทรัพย์ สพฐ ครั้งละไม่เกิน 5,000,000 (ห้าล้านบาท)
- รองเลขาธิการ สพฐ. ครั้งละไม่เกิน 6,000,000 (หกล้านบาท)
482. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการขอบคุณหรืออนุโมทนา พ.ศ. ใด..........
ตอบ พ.ศ. 2547
483. ใครรักษาการในระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการขอบคุณหรืออนุโมทนา พ.ศ. 2547……
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
484. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการขอบคุณหรืออนุโมทนา พ.ศ. 2547 บังคับใช้สถานศึกษา ส่วนราชการ สังกัดกระทรวงศึกษา ยกเว้นข้อใด..........
ตอบ สถานศึกษาอุดมศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล
- ผอ สถานศึกษา สำหรับบริจาค ไม่ถึง 5,000,000 (ห้าล้านบาท)
- ผู้อำนวยการสำนัก สำหรับบริจาค ไม่ถึง 5,000,000 (ห้าล้านบาท)
- ผอ. เขต สำหรับบริจาค ไม่ถึง 5,000,000 (ห้าล้านบาท)
- หัวหน้าส่วนราชการ (เช่น เลขาธิการ ปลัดกระทรวง) สำหรับการบริจาค ห้าล้านบาทแต่ไม่ถึงสิบล้านบาท
- รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สำหรับ 10 ล้านบาทขึ้นไป
485. มีผู้บริจาคเงิน 8 ล้านบาท ใครเป็นผู้ตอบขอบคุณ หรืออนุโมทนา.....
ตอบ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
486. หากบริจาคที่ดิน คำนวณราคาอย่างไร........
ตอบ ให้ถือตามราคาที่เจ้าพนักงานที่ดินรับรอง
487. กรณีบริจาคแรงงาน คำนวณราคาอย่างไร....
ตอบ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำของแต่ละจังหวัด ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานกำหนด
488. หากบริจาคเงิน ห้าล้านขึ้นไป เพื่อจัดสร้างสถานที่เป็นประโยชน์แก่สถานศึกษาหรือส่วนราชการหากผู้บริจาคจำนงจะขอพระบรมฉายาลักษณ์เป็นเกียรติยศแก่สถานที่ที่ได้สร้างขึ้น ให้ทำอย่างไร.....
ตอบ ให้หัวหน้าส่วนราชการที่ได้รับประโยชน์รายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณานำความกราบบังคมทูลฯ ขอรับพระราชทาน
489. หากใบสุทธิสูญหาย แล้วมีผู้มาขอใหม่ใครเป็นผู้สำเนาถูกต้อง.....
ตอบ ผู้อำนวยการโรงเรียน
490. โรงเรียนสามารถเก็บเงินค่าธรรมเนียมการออกใบสุทธิได้หรือไม่...
ตอบ ได้ ไม่เกิน 100 บาท
491. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยเรื่องต่างๆ นานา ใครเป็นผู้รักษาการตามระเบียบนั้นๆ................
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (มีอำนาจตีความ วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาตามมาเกี่ยวกับระเบียบที่ออก)
492. การแบ่งส่วนราชการในสำนักงานเขตประกาศเป็นกฎหมายใด..........
ตอบกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(พ.ศ. 2546)
493. กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์การแบ่งส่วนราชการภายในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพ.ศ. 2546 กำหนดให้ในสำนักงานเขตแบ่งเป็นกี่กลุ่ม.........
ตอบ 5 กลุ่ม
1) กลุ่มอำนวยการ
2) กลุ่มบริหารบริหารงานบุคคล
3) กลุ่มนโยบายและแผน
4) กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา
5) กลุ่มนิเทศ ติดตาม และประเมินผลการจัดการศึกษา
494. ในระยะแรกของการตั้งสำนักงานเขตพื้นที่ อาจมีการตั้งกลุ่มงานใด....
ตอบ กลุ่มส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา เพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษา
495. หลังจากตั้งกลุ่มส่งเสริมประสิทธิภาพการจัดการศึกษาแล้ว ต้องยุบภายในกี่ปี....
ตอบ 3 ปี
496. หากเขตพื้นที่ต้องการเพิ่มกลุ่มในสำนักงานเขตมากกว่า 5 กลุ่มทำได้หรือไม่....
ตอบ ได้....ทั้งนี้โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
497. การแบ่งกลุ่มงานต่างๆ ใน กลุ่ม 5 กลุ่มในสำนักงานเขต ให้ปฏิบัติอย่างไร...
ตอบ ประกาศสำนักงานเขต โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
498. ประธาน ส.ว. คือใคร_______________________
ตอบ นายประสบสุข บุญเดช
499. ประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นใคร___________
ตอบ นายนรนิติ เศรษฐบุตร
550. ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ__________
ตอบ นต. ประสงค์ สุ่นศิริ

ถ้าข้อมูลส่วนใดเก่า...ล้าสมัยก็อย่าไปใส่ใจนะครับ....มีความคิดเห็นใดๆ..โปรดแสดงกลับให้ทราบด้วย...ขอขอพระคุณ
ครูปู-ปุถุชน

เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 8

401. ผู้ที่ปราศจากเหตุอันควร หรือกระทำการใดๆ ที่เป็นเหตุไม่ให้เด็กเข้าเรียน มีโทษอย่างไร....
ตอบ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท (ปรับไม่เกิน หนึ่งหมื่นบาท)
402. ผู้มีอำนาจแต่งตั้ง “พนักงานเจ้าหน้าที่ ตาม พรบ. การศึกษาภาคบังคับ 2545 คือใคร......
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
403. หลักธรรมาภิบาล มีกี่หลัก .................
ตอบ มี 6 หลัก ประกอบด้วย
1) หลักนิติธรรม
2) หลักคุณธรรม
3) หลักความโปร่งใส
4) หลักความมีส่วนร่วม
5) หลักความรับผิดชอบ
6) หลักความคุ้มค่า
404. SPBB คืออะไร............
ตอบ ระบบงบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงานเชิงยุทธศาสตร์) (Strategy Performance Base Budgeting)
405. การจัดการศึกษาโดยสถาบันพระพุทธศาสนา แบ่งเป็นระดับอย่างไร.....
1) การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา (มัธยมต้นและมัธยมปลาย)
2) การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกธรรม (มัธยมศึกษาตอนต้น)
3) การศึกษาพระปริยัติธรรมแผนกบาลี (ชั้นเปรียญธรรม 3 ประโยค เป็นมัธยมปลาย)
406. การจัดการศึกษาโดยสถาบันพระพุทธศาสนา มีคณะกรรมการสถานศึกษาหรือไม่...
ตอบ มี (เพราะเป็นการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน)
407. สถาบันพระพุทธศาสนาสามารถจัดการศึกษาตามกฎหมายใด....
ตอบ พรบ การศึกษาแห่งชาติและกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสถาบันพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2548
408. เด็กที่มีความต้องการพิเศษในโรงเรียนเรียนร่วม มีกี่ประเภท...........
ตอบ 10 ประเภท ได้แก่
1) เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น
2) เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
3) เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
4) เด็กที่มีความบกพร่องทางกายและการเคลื่อนไหว
5) เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
6) เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม
7) เด็กออทิสติก
8) เด็กสมาธิสั้น
9) เด็กที่มีความบกพร่องซ้ำซ้อน
10) เด็กปัญญาเลิศ
409. เด็กที่อายุไม่ถึง 18 แต่แต่งงาน ถือเป็นเด็กหรือไม่...........
ตอบ ไม่...บรรลุนิติภาวะโดยการสมรส
410. พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อใด....
ตอบ 2 ตุลาคม 2546
411. พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เริ่มบังคับใช้เมื่อใด....
ตอบ พ้นกำหนด 180 วัน นับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
412. เด็ก ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 คือ......
ตอบ ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี บริบูรณ์
413. ประเภทเด็กใน พรบ คุ้มครองเด็ก มีประเภทใดบ้าง.....
ตอบ เด็กพิการ เด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า เด็กที่อยู่ในสภาวะลำบาก และเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด..........
(5 ประเภท ที่จะต้องได้รับการคุ้มครอง)
414. เด็กพิการ หมายความว่าอย่างไร.......
ตอบ เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย สมอง สติปัญญาหรือจิตใจไม่ว่าความบกพร่องนั้นจะมีมาตั้งแต่กำเนิดหรือเกิดภายหลังก็ตาม
415. เด็กเร่ร่อน หมายความว่าอย่างไร..........
ตอบ เด็กที่ไม่มีบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง หรือมีแต่ไม่เลี้ยงดู หรือไม่สามารถเลี้ยงดูได้ จนเป็นเหตุให้เด็กต้องเร่ร่อนไปที่ต่างๆ หรือเด็กที่มีพฤติกรรมใช้ชีวิตเร่ร่อน จนน่าจะเกิดอันตรายต่อสวัสดิภาพของตน
416. เด็กกำพร้า หมายความว่าอย่างไร.....
ตอบ เด็กที่บิดาหรือมารดาเสียชีวิต เด็กที่ไม่ปรากฏบิดามารดาหรือไม่สามารถสืบหาบิดามารดาได้
417. เด็กที่อยู่ในสภาพยากลำบาก หมายความว่าอย่างไร.........
ตอบ เด็กที่อยู่ในครอบครัวยากจน หรือบิดา มารดาอย่าร้าง ทิ้งร้าง ถูกฃุมขัง หรือแยกกันอยู่และได้รับความลำบาก หรือเด็กที่ต้องรับหน้าที่ในครอบครัวเกินวัย หรือเกินกำลัง ความสามารถ สติปัญญา หรือเด็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้
418. เด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิด หมายความว่าอย่างไร..........
ตอบ เด็กที่ประพฤติตนไม่สมควร เด็กที่ประกอบอาชีพ หรือคบค้าสมาคมกับบุคคลที่น่าจะชักนำไปสู่การกระทำผิดกฎหมาย หรือขัดศีลธรรม เด็กที่อยู่ในสภาพแวดล้อม หรือสถานที่อันอาจชักนำไปในทางเสื่อมเสีย
418. การเลี้ยงดูโดยมิชอบ หมายความว่าอย่างไร.....
ตอบ การไม่ให้การอุปการะเลี้ยงดู อบรมสั่งสอน หรือพัฒนาเด็กตามมาตรฐานขั้นต่ำที่กำหนดในกฎกระทรวง จนน่าจะเกิดอันตรายแก่ร่างกาย หรือจิตใจของเด็ก
419. การทำให้เด็กเสียเสรีภาพ ถือเป็นการทารุณกรรมหรือไม่..........
ตอบ ถือเป็นการทารุณกรรมอย่างหนึ่ง
420. การกระทำผิดทางเพศต่อเด็ก เป็นการทารุณกรรมหรือไม่..........
ตอบ เป็น
421. สถานรับเลี้ยงเด็กรับเด็กอายุเท่าได...........
ตอบ ไม่เกิน 6 ปีบริบูรณ์
422. สถานรับเลี้ยงเด็กต้องมีเด็กกี่คนขึ้นไป..........
ตอบ ตั้งแต่ 6 คนขึ้นไป
423. สถานสงเคราะห์มีเด็กกี่คนขึ้นไป..........
ตอบ ตั้งแต่ 6 คน ขึ้นไป
(เป็นที่อุปการะ เลี้ยงดูและพัฒนาเด็กที่จำต้องได้รับการสงเคราะห์)
424. สถานคุ้มครองสวัสดิภาพ หมายความว่าอย่างไร...............
ตอบ สถานที่ให้การศึกษา อบบรม ฝึกอาชีพ เพื่อแก้ไขความประพฤติ บำบัด รักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพ ทางด้านร่างกาย และจิตใจแก่เด็กที่พึงได้รับการคุ้มครองสวัสดิภาพ
425. สถานพินิจ หมายความว่าอย่างไร............
ตอบ สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
426. สถานพัฒนาและฟื้นฟู หมายความว่าอย่างไร......
ตอบ สถานที่ โรงเรียน สถาบัน หรือศูนย์ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การบำบัด รักษา ฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจ ตลอดจนการศึกษา แนะแนวการฝึกอบรมอาชีพแก่เด็กที่ที่จำต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพเป็นพิเศษ
427. ผู้รักษาการณ์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กมีใครบ้าง
1) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
2) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
3) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
4) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
428. ใครเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ..........
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
429. ใครเป็นรองประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ…….
ตอบ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
430. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองเด็กเห็งชาติ...
ตอบ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
431. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติต้องมีผู้หญิงสัดส่วนเท่าใด........
ตอบ ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3
432. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติมีวาระกี่ปี.....
ตอบ คราวละ 3 ปี
433. สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติคือสำนักงานใด.......
ตอบ สำนักงานปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
434. ใครเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กกรุงเทพมหานคร.....
ตอบ ผู้ว่า กทม. (ปลัด กทม. เป็นรอง)
435. ใครเป็นประธานคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัด......
ตอบ ผู้ว่าฯ(รองผู้ว่าฯเป็นรองประธาน)
436. การปฏิบัติต่อเด็กปฏิบัติอย่างไร..........
ตอบ คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญ
437. วันครู วันที่เท่าไร..........
ตอบ 16 มกราคม
438. วันสงกรานต์ วันที่เท่าไร........
ตอบ 12-14 เมษายน
439. วันมาฆบูชา ตรงกับวันใด...............
ตอบ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3
440. วันมาฆะบูชา พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ 3 ประการคือข้อใด....
ตอบ ไม่ทำบาปทั้งปวง ทำความดี ทำจิตใจให้บริสุทธิ์
441. วันมาฆะบูชา สำคัญอย่างไร......
ตอบ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ 3 ประการ ภิกษุที่พระพุทธเจ้าบวชให้ รวมกัน 1,250 รูปโดยมิได้นัดหมายจึงเรียก วันจาตุรงคสันนิบาต
442. วันจักรี วันที่เท่าไร......
ตอบ 6 เมษายน
443. วันแรงงาน วันที่เท่าไร..........
ตอบ 1 พฤษภาคม
444. วันฉัตรมงคล วันที่เท่าไร........
ตอบ 5 พฤษภาคม
445. วันพืชมงคลวันใด.................
ตอบ 11 พฤษภาคม
446. วันวิสาขบูชา ตรงกับวันใด.....
ตอบ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (ตรงวันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน)
447. วันอาสาฬหบูชา ตรงกับวันใด...........
ตอบ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 (วันที่พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเทศนาครั้งแรก มีพระภิกษุรูปแรก และถือเป็นวันครบพระรัตนตรัย คือ พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์)
448. วันสถาปนาลูกเสือแห่งชาติ ตรงกับวันใด..........
ตอบ 1 กรกฎาคม
449. วันออกพรรษา ตรงกับวันใด..........
ตอบ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11
450. บุตรสาวสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอชื่อว่า.............
ตอบ ท่านผู้หญิงทัศนาวลัย ศรสงคราม

วันเสาร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 7

351. คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูฯ มีกี่คน.........
ตอบ ๒๓ คน รวมเลขาธิการ
352. ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษามีกี่คน แต่ละคนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์สูงในด้านใด....
ตอบ ๓ คน ด้านสวัสดิการสังคม ๑ คน ด้านบริหารธุรกิจ ๑ คน และด้านกฎหมาย ๑ คน
353. ผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นผู้ที่มี
ความรู้ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูงในด้านใด...........
ตอบ ด้านสวัสดิการสังคม การบริหารธุรกิจ และกฎหมาย ด้านละ ๑ คน รวมเป็น ๓ คน
354. ใครเป็นผู้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากร
ทางการศึกษา
ตอบ คณะรัฐมนตรี
355. คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา มีอำนาจหน้าที่อย่างไร
๑.ดำเนินงานด้านสวัสดิการสวัสดิภาพสิทธิประโยชน์เกื้อกูลความมั่นคงของผู้ประกอบวิชาชีพ
ทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา
๒. ส่งเสริม สนับสนุน ยกย่อง และผดุงเกียรติของผู้ประกอบอาชีพทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา
๓. ส่งเสริมผู้ประกอบวิชาชีพ ได้รับสวัสดิการตามสมควร
๔. ให้ความเห็น ให้คำปรึกษา และคำแนะนำในเรื่องการส่งเสริมสวัสดิการ สวัสดิภาพ
สิทธิประโยชน์ และความมั่นคงของผู้ประกอบวิชาชีพแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
๕.ดำเนินงานและบริหารจัดการเรื่องการจัดหาผลประโยชน์ของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
๖. ออกข้อบังคับ กฎเกณฑ์ในการดำเนินกิจการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการฯ
๗. แต่งตั้งกรรมการ หรืออนุกรรมการ กระทำการใดๆ แทน
๘. สรรหา แต่งตั้งเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากร
ทางการศึกษา
๙. ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการบริหารงานสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม
สวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
356. สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาสามารถหา
ผลประโยชน์จากการลงทุนได้หรือไม่................
ตอบ ได้
357. รายได้ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องส่งกระทรวงการคลัง ตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังและกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือไม่........
ตอบ ไม่ต้อง
358.เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษามีวาระดำรงตำแหน่งกี่ปี..........
ตอบ คราวละ ๔ ปี ไม่เกิน ๒ วาระติดต่อกัน
359. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาต้อง
ปฏิบัติราชการเต็มเวลาหรือไม่.........
ตอบ ปฏิบัติงานเต็มเวลา
360. คุณสมบัติด้านอายุของเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและ
บุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างไร........
ตอบ ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน ๖๐ ปี
361. บทลงโทษใน พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นอย่างไร...............
๑. ผู้ใดประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต ระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับ
ไม่เกิน ๒๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
๒. ผู้ใดแสดงด้วยวิธีใดๆ ให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิ หรือพร้อมจะประกอบวิชาชีพโดยไม่ได้
รับอนุญาตจากคุรุสภา และสถานศึกษาได้รับผู้ไม่ได้รับอนุญาตเข้าประกอบวิชาชีพควบคุม
ระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ
๓. ผู้ใดถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ แล้วฝ่าฝืนประกอบวิชาชีพควบคุม หรือแสดง
ด้วยวิธีใดๆให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิหรือพร้อมจะประกอบวิชาชีพควบคุมนับแต่วันที่ได้รับ
ทราบคำสั่งพักใช้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐๐๐๐ บาท หรือ
ทั้งจำทั้งปรับ
362.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษามีชื่อย่อว่าอย่างไร
ตอบ ส.ก.ส.ค.
363. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประกาศใช้ พศ. ใด.....
ตอบ พ.ศ. ๒๕๔๗
364. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องใด........
ตอบ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารบุคคล โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการปฏิบัติในการบริหารข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตั้งแต่การกำหนดอัตราเงินเดือน ตำแหน่ง การบรรจุแต่งตั้ง การ
โยกย้ายโอน วินัยและการดำเนินการทางวินัย ตลอดจนถึงการออกจากราชการ
365. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษท พ.ศ. ๒๕๔๗ มีกี่หมวด กี่มาตรา...........
ตอบ ๙ หมวด ๑๔๐ มาตรา ดังนี้............
๑. หมวด ๑ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
๒. หมวด ๒ บททั่วไป
๓.หมวด ๓ การกำหนดตำแหน่ง วิทยฐานะ และการได้รับเงินเดือน เงินวิทยฐานะและ
เงินประจำตำแหน่ง
๔. การบรรจุและการแต่งตั้ง
๕. การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ
๖. วินัยและการรักษาวินัย
๗. การดำเนินการทางวินัย
๘. การออกจากราชการ
๙. การอุทธรณ์และการร้องทุกข์
366. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ค.ศ. ดำรงตำแหน่งคราวละกี่ปี......
ตอบ ๔ ปี
367. กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน ก.ค.ศ. มีกี่คน ใครบ้าง........
ตอบ ๗ คน
1. ผู้แทน ผอ. เขต ๑ คน
2. ผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษา ๑ คน
3. ผู้แทนข้าราชการครู ๔ คน
4. ผู้แทนบุคลากรทางการศึกษา ๑ คน
368. กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในวาระกี่ปี ....
ตอบ ๔ ปี สามารถรับเลือกตั้งได้อีก แต่ดำรงตำแหน่งไม่เกิน ๒ วาระติดกัน
369. อำนาจหน้าที่ของ กคศ. มีอะไรบ้าง........................................
1. เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการผลิตและการบริหารงาน
บุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาม พรบ ระเบียบข้าราการครูฯ ;๔๗
2. กำหนดนโยบาย วางแผน และกำหนดเกณฑ์อัตรากำลังของข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา รวมทั้งให้ความเห็นชอบจำนวน และอัตราตำแหน่งของหน่วยงานการศึกษา
3. เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีกรณีที่ค่าครองชีพเปลี่ยนแปลงไปมากเพื่อให้
คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับปรุงเงินเดือน เงินเพิ่มค่าครองชีพ สวัสดิการ หรือประโยชน์เกื้อกูล
สำหรับข้าราชการครูฯ
4. ออกกฎ ก.ค.ศ. ระเบียบ ข้อบังคับ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูฯ
5. พิจารณา ตีความ วินิจฉัย ปัญหาที่เกิดจากการใช้ พรบ ระเบียบข้าราชการครูฯ นี้
6. พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการ มาตรฐานการบริหารงานบุคคล รวมทั้งพิทักษ์ระบบคุณธรรมของข้าราชการครูฯ
7. กำหนดวิธีการ เงื่อนไขการจ้าง หรือบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งกำหนดอัตราเงินเดือนและค่าตอบแทน
8. ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนา การเสริมสร้างขวัญกำลังใจ และการยกย่องเชิดชูเกียรติ ข้าราชการครูฯ
9. ส่งเสริมสนับสนุนการจัดสวัสดิการ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่นแก่ข้าราชการครูฯ
10. พิจารณาตั้ง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และคณะอนุกรรมการอื่นเพื่อปฏิบัติหน้าที่
ตามที่ กคศ. มอบหมาย
11. ส่งเสริมสนับสนุน ประสานงาน ให้คำปรึกษาแนะนำและชี้แจงด้านการบริหารงานบุคคลแก่หน่วยงานการศึกษา
369. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษท พ.ศ. ๒๕๔๗ มีกี่หมวด กี่มาตรา......
ตอบ ๙ หมวด ๑๔๐ มาตรา ดังนี้)
๑. หมวด ๑ คณะกรรมการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
๒. หมวด ๒ บททั่วไป
๓. หมวด ๓ การกำหนดตำแหน่ง วิทยฐานะ และการได้รับเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงิน
ประจำตำแหน่ง
๔. การบรรจุและการแต่งตั้ง
๕. การเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ
๖. วินัยและการรักษาวินัย
๗. การดำเนินการทางวินัย
๘. การออกจากราชการ
๙. การอุทธรณ์และการร้องทุกข์
370. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน ก.ค.ศ. ดำรงตำแหน่งคราวละกี่ปี......
ตอบ ๔ ปี
371. กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน ก.ค.ศ. มีกี่คน ใครบ้าง........
ตอบ ๗ คน
1. ผู้แทน ผอ. เขต ๑ คน
2. ผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษา ๑ คน
3. ผู้แทนข้าราชการครู ๔ คน
4. ผู้แทนบุคลากรทางการศึกษา ๑ คน
372. กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ในวาระกี่ปี ....
ตอบ ๔ ปี สามารถรับเลือกตั้งได้อีก แต่ดำรงตำแหน่งไม่เกิน ๒ วาระติดกัน
373. อำนาจหน้าที่ของ กคศ. มีอะไรบ้าง........................................
1. เสนอแนะและให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายการผลิต และการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาม พรบ ระเบียบข้าราการฃรูฯ ;๔๗
2. กำหนดนโยบาย วางแผน และกำหนดเกณฑ์อัตรากำลังของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งให้ความเห็นชอบจำนวน และอัตราตำแหน่งของหน่วยงานการศึกษา
ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาปรับปรุงเงินเดือน เงินเพิ่มค่าครองชีพ สวัสดิการ หรือประโยชน์เกื้อกูล สำหรับข้าราชการครูฯ
4. ออกกฎ ก.ค.ศ. ระเบียบ ข้อบังคับ เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูฯ
5. พิจารณา ตีความ วินิจฉัย ปัญหาที่เกิดจากการใช้ พรบ ระเบียบข้าราชการครูฯ นี้
6. พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการ มาตรฐานการบริหารงานบุคคล รวมทั้งพิทักษ์ระบบคุณธรรม
ของข้าราชการครูฯ
7. กำหนดวิธีการ เงื่อนไขการจ้าง หรือบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งกำหนดอัตราเงินเดือนและค่าตอบแทน
8. ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนา การเสริมสร้างขวัญกำลังใจ และการยกย่องเชิดชูเกียรติของข้าราชการครูฯ
9. ส่งเสริมสนับสนุนการจัดสวัสดิการ สิทธิประโยชน์เกื้อกูลอื่นแก่ข้าราชการครูฯ
10. พิจารณาตั้ง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาและคณะอนุกรรมการอื่นเพื่อปฏิบัติหน้าที่ตามที่ กคศ. มอบหมาย
11. ส่งเสริมสนับสนุน ประสานงาน ให้คำปรึกษาแนะนำ และชี้แจงด้านการบริหารงานบุคคลแก่หน่วยงานการศึกษา
12. กำหนดมาตรฐาน พิจารณา และให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการ การอุทธรณ์ และการร้องทุกข์ตามที่กำหนดไว้ใน พรบ. ระเบียบข้าราชการครูฯ ๔๗
13. กำกับ ดูแล ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูฯ เพื่อรักษาความเป็นธรรมและมาตรฐานด้านการบริหารงานบุคคล
14. รายงานและเสนอแนะต่อรัฐมนตรีเจ้าสังกัดในกรณีที่ปรากฏว่าส่วนราชการ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา คณะอนุกรรมการ หรือผู้ปฏิบัติหน้าที่ตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูฯ ๔๗
นี้ ไม่ปฏิบัติตาม พรบ. นี้ หรือปฏิบัติแย้งตามที่กำหนดใน พรบ. นี้
15. พิจารณารับรองคุณวุฒิของผู้ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือคุณวุฒิอย่างอื่นเพื่อประโยชน์ในการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาและกำหนดอัตราเงินเดือนหรือค่าตอบแทนที่ควรได้รับ
16. กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการปฏิบัติต่างๆ ตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูฯ ๔๗ นี้
17. พิจารณาจัดระบบทะเบียนประวัติเกี่ยวกับวัน เดือน ปีเกิด และควบคุมการเกษียณอายุ
ราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
374. อ.ก.ค.ศ. วิสามัญคือใคร........
ตอบ คณะอนุกรรมการวิสามัญที่ก.ค.ศ. แต่งตั้งขึ้น เพื่อกระทำการใดๆ แทน ก.ค.ศ. หรือหน้าที่ที่ ก.ค.ศ.กำหนด
375. เลขาธิการ สำนักงาน ก.ค.ศ. มีฐานะเทียบเท่าอธิบดีหรือไม่............
ตอบ ใช่
376. หน่วยงานใดมีหน้าที่วิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา และการจัดระบบบริหารราชการในหน่วยงานการศึกษา...
ตอบ สำนักงาน ก.ค.ศ.
377. อำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ก.ค.ศ. มีอะไรบ้าง........................
๑. เป็นเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินงานในหน้าที่ของ ก.ค.ศ.
๒.วิเคราะห์และวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และการจัดระบบบริหารราชการในหน่วยงานการศึกษา
๓. ศึกษา วิเคราะห์เกี่ยวกับมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
๔. พัฒนาระบบข้อมูลและจัดทำแผนกำลังคนสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
๕. ศึกษา วิเคราะห์ เสนอแนะนโยบาย ประสานงาน และดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
๖. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และบริหารเงินทุน ตลอดจนสวัสดิการข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา
๗. กำกับ ติดตาม และตรวจสอบการปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ของหน่วยงานการศึกษาและเขตพื้นที่การศึกษา การศึกษา
เสนอต่อ ก.ค.ศ.
๙. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือ ตามที่ ก.ค.ศ. มอบหมาย
378. อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา มีชื่อเต็มว่าอย่างไร........................
ตอบ คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษา
379. อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประกอบด้วยใครบ้าง..............(เก่า) (ใหม่เพิ่มสัดส่วนมัธยม)
-ประธาน ซึ่งอนุกรรมการเลือกกันเอง ....... กรรมการโดยตำแหน่ง (ผู้แทน จาก ก.ค.ศ. ผู้แทนคุรุสภา และผู้แทนเขตพื้นที่ ๓ คน
-กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๓ คน
-กรรมการผู้แทนข้าราชการครู ๓ คน
380. วาระดำรงตำแหน่งของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา กี่ปี...........
ตอบ ๔ ปี
381. อำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาประจำเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา) มีอะไรบ้าง...........................................
๑. พิจารณากำหนดนโยบายการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการครูฯ ในเขตพื้นที่การศึกษารวมทั้งกำหนดจำนวนและอัตราตำแหน่งและเกลี่ยอัตรากำลังให้สอดคล้องกับนโยบายการบริหารงานบุคคล ระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่ ก.ค.ศ. กำหนด
๒. พิจารณาให้ความเห็นชอบการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการครูฯ ในเขตพื้นที่การศึกษา
๓.ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการพิจารณาความดีความชอบของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาและข้าราชการครูและบุคลากรในเขตพื้นที่การศึกษา
๔. พิจารณาเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินการทางวินัย การออกจากราชการการอุทธรณ์และการ
ร้องทุกข์ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗
๕. ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนา การเสริมสร้างขวัญกำลังใจ การปกป้องคุ้มครอง ระบบคุณธรรม การจัดสวัสดิการ และการยกย่องเชิดชูเกียรติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในหน่วยงาน
การศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา
๖. กำกับดูแลติดตามและประเมินผลการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา
๗.จัดทำและพัฒนาฐานข้อมูลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา การศึกษาในหน่วยงานการศึกษา เพื่อเสนอ ก.ค.ศ.
๙. พิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องการบริหารงานบุคคลในเขตพื้นที่การศึกษาที่ไม่ได้อยู่ใน
อำนาจและหน้าที่ของผู้บริหารของหน่วยงานการศึกษา
๑๐. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร
ทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗
382. ผู้อำนายการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูฯ ๒๕๔๗ คือใคร มีบทบาทอย่างไร........
ตอบ เป็นผู้บริหารราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และเป็นผู้บังคับบัญชาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา
383. อำนาจหน้าที่ของ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู
และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มีอำนาจหน้าที่อย่างไรบ้าง.............
๑. รับผิดชอบในการปฏิบัติงานราชการที่เป็นอำนาจและหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และตามที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา มอบหมาย
๒. เสนอแนะการบรรจุแต่งตั้งและการบริหารงานบุคคลในเรื่องอื่นที่อยู่ในอำนาจและหน้าที่
ของอ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
๓. พิจารณาเสนอความดีความชอบของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา และข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษา
๔. จัดทำแผนและส่งเสริมการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในหน่วยงานการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา
๕. จัดทำทะเบียนประวัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา
๖. จัดทำมาตรฐานคุณภาพงาน กำหนดภาระงานขั้นต่ำ และเกณฑ์การประเมินผลงานสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
๗. ประเมินคุณภาพการบริหารงานบุคคลและจัดทำรายงานการบริหารงานบุคคลเสนอ
อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ต่อไป
๘. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ใน พรบ. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือตามที่ ก.ค.ศ. มอบหมาย
384. บทบาทในการบริหารงานบุคคลของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน (มาตรา ๒๖ พรบ.ระเบียบ
ข้าราชการครูฯ ๔๗) มีอะไรบ้าง
๑. กำกับ ดูแลการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย กำหนด ระเบียบ ข้อบังคับ หลักเกณฑ์ และวิธีการตามที่ ก.ค.ศ. และอ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษากำหนด
๒. เสนอความต้องการจำนวนและอัตราตำแหน่งของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาเพื่อเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณา
๓. ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษาต่อผู้บริหารสถานศึกษา
๔. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือตามที่อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา มอบหมาย
385. ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทหน้าที่อย่างไร ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารหข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗
๑. ควบคุม ดูแลให้การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาสอดคล้องกับนโยบาย กฎ ระเบียบ
ข้อบังคับ หลักเกณฑ์ และวิธีการตามที่ ก.ค.ศ. และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษากำหนด
๒.พิจารณาเสนอความดีความชอบของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา
๓. ส่งเสริมสนับสนุนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
๔. จัดทำมาตรฐาน ภาระงานสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา
๕. ประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
๖. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ใน พรบ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือตามที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือคณะกรรมการสถานศึกษา
มอบหมาย
386. ผู้ซึ่งจะเข้ารับการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องมีคุณสมบัติทั่วไปอย่างไร
๑. มีสัญชาติไทย
๒. อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์
๓. เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
๔. ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
๕. ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ.
๖. ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างพักราชการ ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ถูกสั่งพัก เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
๗. ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรม อันดีสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา
๘. ไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
๙. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
๑๐. ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษจำคุก
๑๑. ไม่เคยเป็นผู้ถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์การระหว่างประเทศ
๑๒. ไม่เป็นผู้เคยถูกลงทาให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูฯ
๑๓. ไม่เคยเป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐ
387. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ใน กคศ. ๗ คน จะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านใดบ้าง
ตอบ ด้านการศึกษา ด้านการบริหารจัดการภาครัฐ ด้านการบริหารบุคคล ด้านกฎหมาย ด้านการบริหารองค์กร ด้านการศึกษาพิเศษ และด้านการบริหารธุรกิจหรือด้านเศรษฐกิจ อย่างละ ๑ คน
388. ผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นผู้แทนผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาใน ก.ค.ศ.จะต้องมีกี่คน.................
ตอบ ๑ คน
389. ผู้ทรงใน กคศ. จะต้องมีอายุไม่เกินกี่ปี......................
ตอบ ๗๐ ปีบริบูรณ์
385. ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทหน้าที่อย่างไร ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารหข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗
๑. ควบคุม ดูแลให้การบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาสอดคล้องกับนโยบาย กฎ ระเบียบ
ข้อบังคับ หลักเกณฑ์ และวิธีการตามที่ ก.ค.ศ. และ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษากำหนด
๒. พิจารณาเสนอความดีความชอบของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา
๓. ส่งเสริมสนับสนุนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
๔. จัดทำมาตรฐาน ภาระงานสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสถานศึกษา
๕. ประเมินผลการปฏิบัติงานตามมาตรฐานของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา
๖. ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ใน พรบ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
พ.ศ. ๒๕๔๗ หรือตามที่ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือคณะกรรมการสถานศึกษา
มอบหมาย
386. ผู้ซึ่งจะเข้ารับการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจะต้องมีคุณสมบัติทั่วไปอย่างไร
๑. มีสัญชาติไทย
๒. อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปีบริบูรณ์
๓. เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
๔. ไม่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น
๕. ไม่เป็นคนไร้ความสามารถ หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ หรือเป็นโรคที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ.
๖. ไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างพักราชการ ถูกสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ถูกสั่งพัก เพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
๗. ไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรม อันดีสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา
๘. ไม่เป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมือง
๙. ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
๑๐. ไม่เป็นผู้เคยต้องโทษจำคุก
๑๑. ไม่เคยเป็นผู้ถูกลงโทษให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกจากรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือองค์การระหว่างประเทศ
๑๒. ไม่เป็นผู้เคยถูกลงทาให้ออก ปลดออก หรือไล่ออกตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูฯ
๑๓.ไม่เคยเป็นผู้เคยกระทำการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานรัฐ
387. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ใน กคศ. ๗ คน จะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านใดบ้าง
ตอบ ด้านการศึกษา ด้านการบริหารจัดการภาครัฐ ด้านการบริหารบุคคล ด้านกฎหมาย ด้านการบริหารองค์กร ด้านการศึกษาพิเศษ และด้านการบริหารธุรกิจหรือด้านเศรษฐกิจ อย่างละ ๑ คน
388. ผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นผู้แทนผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาใน ก.ค.ศ.จะต้องมีกี่คน.................
ตอบ ๑ คน
389. ผู้ทรงใน กคศ. จะต้องมีอายุไม่เกินกี่ปี......................
ตอบ ๗๐ ปีบริบูรณ์

วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553

กระบวนทัศน์-Paradigm

Paradigm กระบวนทัศน์
คำว่า กระบวนทัศน์ (Paradigm) ซึ่งมาจากภาษากรีก โดย para แปลว่า beside ส่วน digm แปลว่า ทฤษฎี คือ ชุดแนวความคิด หรือ มโนทัศน์ (Concepts) ค่านิยม (Values) ความเข้าใจรับรู้ (Perceptions) และการปฏิบัติ (Practice) ที่มีร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง ชุมชนหนึ่งและได้ก่อตัวเป็นแบบแผน ของทัศนะอย่างเฉพาะแบบหนึ่ง เกี่ยวกับความจริง (Reality) ซึ่งเป็นฐานของวิถี เพื่อการจัดการตนเอง ของชุมชนนั้น ทีทำหน้าที่สองประการ ประการแรกทำหน้าที่ วางหรือกำหนดกรอบ ประการที่สอง ทำหน้าที่บอกเราว่าควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร ภายในกรอบเพื่อให้เกิดความสำเร็จ รวมไปถึง เราวัดความสำเร็จนั้นอย่างไร
Paradigm เป็นวิธีการหรือมุมมองต่อปรากฏการณ ์ที่แสดงความสัมพันธ์ ซึ่งนำไปสู่การวิจัยและการปฏิบัติ ช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ ประเด็นปัญหา แนวทางแก้ไข และเกณฑ์ ในการพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน paradigm ประกอบด้วยทฤษฎีและวิธีการ
Paradigm หรือ กระบวนทัศน์ โดยมุมมองทางด้านวิทยาศาสตร์ได้นิยามไว้ว่า คือตัวอย่างต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับของ การทำงานด้าน วิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ตัวอย่างที่รวมไปถึงกฎ ทฤษฎี การนำไปใช้และเครื่องมือรวมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ก่อให้ เกิดรูปแบบที่ซึ่งนำไปสู่ แนวปฏิบัติที่เชื่อมโยงกันอย่างเฉพาะพิเศษ ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอธิบายต่อว่า " คนที่มีงานวิจัยอยู่ในกระบวนทัศน์เดียวกัน จะมีกฎและมาตรฐานการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์เหมือนกัน และได้ผลออกมาเหมือนกัน"
กระบวนทัศน์ ก็คือ กระบวนคิดวิเคราะห์ วิธีคิด วิธีปฏิบัติ แนวการดำเนินชีวิต มาทบทวนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุค และสถานการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความเชื่อพื้นฐานที่มีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน แตกต่างกันตามเพศ ตามวัย ตามสิ่งแวดล้อม ตามการศึกษาอบรม และตามการตัดสินใจเลือกของแต่ละบุคคล ความเชื่อพื้นฐานนี้แหละเป็นตัวกำหนด ให้แต่ละคนชอบอะไร และไม่ชอบอะไร พอใจแค่ไหนและอย่างไร เป็นตัวนำร่องการตัดสินใจ ด้วยความเข้าใจ และเหตุผลในตัวบุคคลคนเดียวกัน อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ หากรู้สึกว่ามีเหตุผล เพียงพอที่จะเปลี่ยน แต่จะไม่เปลี่ยนด้วยอารมณ์ ก่อนเปลี่ยนจะต้องมีความเข้าใจ กระบวนทัศน์เก่าที่มีอยู่และ กระบวนทัศน์ที่จะรับเข้ามาแทน มีการชั่งใจจนเป็นที่พอใจ มิฉะนั้นจะไม่ยอมเปลี่ยน เพราะอย่างไรเสีย ตราบใดที่มีสภาพเป็น คนเต็มเปี่ยมจะต้อง มีกระบวนทัศน์ใด กระบวนทัศน์หนึ่งเป็น ตัวตัดสินใจเลือกว่า จะเอาหรือจะปฏิเสธ ไม่มีไม่ได้ ถ้าไม่มีจะไม่รู้จักเลือก และตัดสินใจไม่เป็น
กระบวนทัศน์ไม่ใช่สมรรถนะตัดสินใจ สมรรถนะตัดสินใจ(faculty of decision) คือ เจตจำนง (The will) กระบวนทัศน์เป็นสมรรถนะเข้าใจ (understanding) และเชิญชวนให้เจตจำนงตัดสินใจ
กระบวนทัศน์แม้จะมีมากมาย กล่าวได้ว่าไม่มีคน 2 คนที่มีกระบวนทัศน์เหมือนกันราวกับแกะ
กระบวนทัศน์การวิจัย (Research Paradigm) เป็นกระบวนการทางความคิดและปฏิบัติการเกี่ยวกับการวิจัย ที่มีการเชื่อมโยง ระหว่างโลกทัศน์ (worldview) และมโนทัศน์ (concept) ต่อความเป็นจริง หรือปรากฏการณ์ในโลกอันเป็นพื้นฐาน ในการสร้างและทำความเข้าใจรับรู้ (perception) ต่อความเป็นจริง หรือปรากฏการณ์นั้นๆ เพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างแนวปฏิบัติ (practice) รวมทั้งหาวิธีการจัดการ (management) ร่วมกัน โดยมีเป้าหมาย ในการสร้างแบบแผน (pattern) แบบจำลอง (model) รวมทั้ง ค่านิยม (value) ที่เป็นพื้นฐาน การจัดการตนเอง ของชุมชนหนึ่งๆ
ในเรื่องของกระบวนทัศน์นี้มีข้อที่น่าสังเกตคือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ นั้น เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นในสังคมมนุษย์ ครั้งที่หนึ่ง จากที่มนุษย์เร่ร่อนหากิน โดยการล่าสัตว์และเก็บพืชผลตามธรรมชาติมาทำเกษตรกรรมแบบตั้งรกราก และครั้งที่สอง เมื่อสมัยเรเนซอง และการปฏิวัติอุตสาหกรรมตามมา โดยอาจมองเดคาร์ต-นิวตัน ว่าเป็นนักคิด นักวิทยาศาสตร์ที่ให้ความชัดเจน แก่กระบวนทัศน์ในยุคนั้น ซึ่งได้แบ่งกายออกจากจิตอย่างเด็ดขาด และนิวตันก็มองสรรพสิ่งว่าเป็นก้อน ดังเช่นลูกบิลเลียดที่เคลื่อนไหว กระทบกระทั่งกัน หรือสัมพันธ์กันแต่ภายนอก ซึ่งจะตรงข้ามกับทัศนะในการ มองธรรมชาติแบบกระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ครั้งที่สาม ที่มนุษยชาติกำลังจะก้าวเข้าสู่ ยุคควอนตัมฟิสิกส์ที่ความสัมพันธ์แบบ เครือข่ายอันเป็น พลวัตจากภายในกายกับจิต คือหนึ่งเดียวไม่อาจแบ่งแยกกันได้ เคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนแทรกซึมอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
ฉะนั้น เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงมนุษย์จึงจำเป็นจะต้องมีวิธีคิดแบบใหม่ ซึ่งผู้เขียนเองในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงพยายามชี้ให้เห็นว่ากำลังมี การชนปะทะกัน ระหว่างวิทยาศาสตร์กายภาพ (mathematics philosophy) กับ universe ซึ่งเป็น machine กับโลกธรรมชาติ และอาจจะถึงจุดแตกหัก หากมนุษย์ยังคงดำเนินวิถีเช่นเดิมต่อไป แม้ว่าโลกยังคงอยู่ได้ แต่อาจมีมนุษยชาติ หลายเผ่าพันธุ์ไม่น้อย ที่จะต้องได้รับผลของความวิบัติที่เกิดขึ้น
ในเรื่องวิธีคิดแบบใหม่นี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่อง รากฐานของการเรียนรู้ เพราะกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐาน ขององค์ความรู้ที่เราเชื่อมั่นว่าเป็นความจริง องค์ความรู้ที่ให้คำอธิบาย หรือตอบความจริงที่ว่านั้น ให้กับมนุษย์เราที่สำคัญที่สุดคือ วิทยาศาสตร์ที่มีรากเหง้าจากฟิสิกส์ กระบวนการเรียนการสอนทั้งหมดตั้งอยู่บนรากฐานนั้น วิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์เก่าจากฟิสิกส์เก่า และในปัจจุบันนี้ก็ยังมีวิทยาศาตร์ใหม่ที่ตั้งบนฟิสิกส์ใหม่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก และบางส่วนได้พิสูจน์อย่างไร้ข้อสงสัยแล้วว่า วิทยาศาสตร์เก่า แม้ว่าจะนำมาใช้ได้จริงแต่ก็ยังหยาบมาก ซึ่งเมื่อลงไปในรายละเอียดแล้ว วิทยาศาสตร์เก่านั้นมีทั้งไม่จริงหรือไม่ก็ไม่สมบูรณ์เลย
วิทยาศาสตร์ใหม่และเป็นความรู้ใหม่จริงๆ นั้นมาจากวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ นำมาใช้ตามคำเรียกหาของนักวิชาการตะวันตก ในความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ด้านหนึ่งหมายถึง ควอนตัมฟิสิกส์และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ วิทยาศาสตร์ทางจิต สำหรับควอนตัมฟิสิกส์นั้น แม้ว่ายังมีการจัดไว้ให้เป็นวิทยาศาสตร์กายภาพ แต่ที่แน่นอนคือ ควอนตัมฟิสิกส์ ไม่ใช่ฟิสิกส์คลาสสิกของนิวตัน หรือกาลิเลโอดังเช่นที่เราคุ้นเคยกันอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าจะมีบางอย่างที่ไม่จริง แต่ก็ยังนำมาใช้ได้ เป็นเพราะวิทยาศาสตร์เก่าตั้งบน หลักการเครื่องจักรเครื่องยนต์ประกอบขึ้น มาจากชิ้นส่วนของวัตถุที่แปลกต่างกัน เครื่องจักรเครื่องยนต์ที่จะทำงานได้ก็ต้องอาศัย พลังงานจากภายนอก ทำให้เราสามารถกำหนดหรือทำนายผลของการทำงานนั้นๆ ได้
แต่ควอนตัมฟิสิกส์ลงไปในรายละเอียดกว่าวิทยาศาสตร์คลาสสิกมากยิ่งนัก ในระดับที่ละเอียดเช่นนั้น การทำงานคือการใช้พลังงาน ที่มีเนื้อใน โดยมีรูปแบบทางควอนตัมออกมาเป็นชุดๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียวหรือเป็นองค์รวม ซึ่งทั้งหมดคือส่วน และส่วนคือทั้งหมด โดยทั้งหมดจะไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไปด้วยกัน เปลี่ยนแปลงสรรค์สร้างสิ่งใหม่ตลอดไป นั่นก็กระบวนการที่เรียกว่า วิวัฒนาการของธรรมชาติ โดยในธรรมชาตินั้นไม่มีการปฏิรูป จะมีก็แต่วิวัฒนาการที่ว่าเท่านั้น
เนื่องจากควอนตัมฟิสิกส์นั้นลงไปในรายละเอียดมาก สู่สภาวะที่ไม่มีความคงที่แน่นอน มีสภาวะเป็นคลื่น เป็นสสาร เป็นครึ่งๆ กลางๆ หรือเป็นสภาพของสนามแห่งความพัวพันกันก็ได้ เป็นต้นว่า เป็นสนามพลังงานที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นสนามข้อมูล ความจำ ที่ว่าง หรือเวลาก็ได้ กระทั่งเป็นดังที่นักฟิสิกส์หลายคนเชื่อว่า เป็นสนามพลังงานจิตหรือเป็นสนามจิตที่ไร้สำนึกของจักรวาลก็ได้ ซึ่งสภาพที่ละเอียดยิ่งเช่นนั้น ไม่แน่นอน ไม่เที่ยงและทำนายไม่ได้ มีลักษณะที่ไม่แตกต่างไปจากจิตจริงๆ
ดังนั้น ในทศวรรษหลังๆ มานี้ จึงมีกลุ่มวิชาที่เกี่ยวข้องกับจิตหรือระบบประสาทและสมอง รวมทั้งเรื่องของพลังงานจิตและความรู้เร้นลับ ความรู้ที่แนบเนื่องกับศาสนาที่อุบัติจากทางตะวันออก เช่น ศาสนาพุทธ รวมกันแล้วว่า 12 วิชาที่เรียกรวมๆ กันว่า วิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งมีอภิปรัชญาใหม่เป็นตัวเชื่อมระหว่างควอนตัมเมคานิกส์หรือฟิสิกส์ใหม่ที่กล่าวมานั้นกับเรื่องของจิตหรือจิตวิญญาณทั้งหมด ฉะนั้น กระบวนการเรียนรู้ใหม่และระบบการศึกษาใหม่จึงต้องเป็นไปตามนั้น ทำให้การมองความจริง หรือการรับรู้โลกและจักรวาลของมนุษย์ ซึ่งก็คือการรับรู้ธรรมชาติต้องเปลี่ยนแปลงไป ธรรมชาติของจักรวาลกายภาพ ที่โลกตะวันตก สอนมานั้นเป็นเรื่องของกายวัตถุทั้งหมด แท้จริงนั้นเป็นความรู้เก่าของชาวตะวันออกซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว
หนึ่ง คือธรรมชาติกายภาพที่มนุษย์มองเห็น
สอง จะเป็นภาพมายาของธรรมชาติที่แท้จริงซึ่งอยู่เบื้องหลังอีกที จึงนำมาอธิบายต่อไปได้ว่าทำไมมนุษย์ และสัตว์แต่ละชนิดจึงเห็น และรับรู้ธรรมชาติได้ไม่เหมือนกัน เพราะทั้งคนและสัตว์แต่ละชนิด แต่ละประเภทแปลธรรมชาติที่แท้จริง (ปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสง/สสาร) ให้เป็นการรับรู้หรือมองเห็นแปลกต่างจากกัน
ส่วนธรรมชาติที่สาม คือ จิตสูงสุดหรือปัญญาสูงสุด คือความจริงแท้ที่รับรู้ด้วยจิตเหนือจิต นั่นคือ สัจธรรมหรือธรรมะในพุทธศาสนา นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าหรือเต๋าหรือพรห์มมัน/ปรมาตมันที่ล้วนคือ “หนึ่ง” เช่นเดียวกันทั้งสิ้น เพียงแต่ใช้คำเรียกต่างกัน
การมองเห็นหรือเรียนรู้ความจริงที่เปลี่ยนไปนี้คือ สิ่งที่นักคิดหลายคนเรียกว่า วิสัยทัศน์ใหม่ต่อความจริงแท้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในหลักการที่รับรู้ร่วมกันนั่นคือ โลกทัศน์หรือ “กระบวนทัศน์” ซึ่งมีหลักการและรูปแบบใหม่ ที่แปลกต่างไม่เหมือนเดิม ด้วยฟิสิกส์ใหม่ เป็นตัวผลักดันการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับตัวเร่งที่มนุษย์ได้มาจากความคิด และการสะท้อนความคิด ของตนเองสู่ภายใน
อาทิ จากสภาวะล่มสลายของระบบนิเวศธรรมชาติและมหันตภัยทุกๆ ด้านที่เป็นผลพวง ไม่ว่าจะเป็นสภาพโลกร้อน เอลนีโญ อากาศเป็นพิษ และมลภาวะ ทำให้มนุษย์รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ด้วยวิทยาศาสตร์กายภาพและชีววิทยาที่ตั้งอยู่บนความบังเอิญ มนุษย์ได้ดำรงชีวิต ของตนและนำพาสังคมโลกผิดพลาดไปจากกระบวนการธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ด้วยวิกฤตในแทบทุกๆ ด้าน กลายเป็นวิกฤตการณ์ที่มีคุณค่าและความหมายในแง่ของการสื่อให้มนุษย์เริ่มรู้ตัว มนุษย์แทบทุกคนต่างรู้แล้วว่าเราต้องเปลี่ยนแปลง ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดที่เป็นรากฐานของระบบทุกระบบของสังคม จึงต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ไปด้วยกัน ทั้งกรุเพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ใหม่ของสังคมด้วยเช่นกัน นั่นคือการเปลี่ยนแปลง ที่ศรีอรพินเธอเคยบอกว่า
"เวลาของการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงแล้ว เราทุกคน ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ต้องอ่านสัญลักษณ์นั้นให้ออกและดำเนินการไปตามนั้น อย่างเงียบๆ การเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องเป็นโลกาภิวัตน์ คือต้องทั้งหมด แม้แต่เศษผงธุลีก็ต้องเปลี่ยน"
ฉะนั้น ระบบการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความจริงที่ยอมรับร่วมกันใหม่ โดยเปลี่ยนจากระบบการศึกษา ปัจจุบันที่สารัตถะ ทั้งหมดนั้น อยู่ที่ภายนอก ที่มนุษย์รับรู้เป็นความแปลกต่าง ไปสู่กระบวนทัศน์ทางการศึกษา ที่ชี้นำจากภายในออกมา ภายนอก ด้านหนึ่ง เป็นการศึกษา ที่สอดคล้องกับกระบวนการวิวัฒนาการทางกายภาพ ของสมองและพฤติกรรมที่กำหนดจากภายใน มาปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อมภายนอก ให้มีการเคลื่อนไหววิวัฒนาการต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ส่วนอีกด้านหนึ่ง จะเป็นการเดินทางที่จะเตรียมนำตัวมนุษย์ไปสู่ปัญญาเหนือปัญญาของจักรวาลอีกทีหนึ่ง ดังที่ ญ็อง เปียเจต์ และรูดอล์ฟ สไตเนอร์ พูดเหมือนๆ กับดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น
ความหมายของกระบวนทัศน์ (Paradigm)
คำว่า กระบวนทัศน์ (Paradigm) เป็นคำศัพท์ที่ Thomas S. Kuhn ได้นำเสนอและเผยแพร่เมื่อประมาณต้นปี ค.ศ. 1970 (ตรงกับ พ.ศ. 2513) อีกทั้งจากการประชุมทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในปี ค.ศ. 1974 และจากการประชุมทางด้านการบริหารรัฐกิจของประเทศ
สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1975 เป็นผลให้นักวิชาการสนใจศึกษาเกี่ยวกับกระบวนทัศน์มากขึ้น
นักวิชาการได้ให้ความหมายของกระบวนทัศน์ไว้หลายความหมาย ดังนี้
Thomas S. Kuhn กล่าวว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง ผลสำเร็จทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Achievement) ที่นักวิชาการนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมองค์การ นโยบาย โครงสร้าง กระบวนการ เทคโนโลยี และพฤติกรรมการบริหาร
Robert T. Holt & John M. Richardson กล่าวว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง แบบแผน หรือกรอบเค้าโครงที่กำหนดรูปแบบและแนวทางการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ (1) แนวความคิดเชิงทฤษฎี (2) ทฤษฎี (3) กฎ (4) ปัญหา (5) ข้อเสนอแนะ
เฉลิมพล ศรีหงษ์ กล่าวว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง การกำหนดแก่นของปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาในลักษณะภาพรวม ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และใช้เป็นพื้นฐานร่วมกันในการศึกษาค้นคว้าหาคำตอบ หรืออธิบายรายละเอียดต่อไป
กล่าวโดยสรุปกระบวนทัศน์ หมายถึง ตัวแบบ รูปแบบ กรอบแนวความคิด แนวทางการศึกษา ที่ใช้วิธีการทางด้าน วิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการศึกษา และแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการ ณ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.novabizz.com/NovaAce/Subconscious.htm

วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 6

301. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุรุสภามีกี่คน.........
ตอบ ๗ คน
302. กรรมการประเภทใดมีจำนวนมากที่สุดในคณะกรรมการคุรุสภา.........
ตอบ กรรมการผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ
303. กรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการคุรุสภา มีกี่คน............
ตอบ ๗ คน
304. คณะกรรมการคุรุสภามีทั้งหมดกี่คน.............
ตอบ ๓๖ คน
305. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการคุรุสภา.............
ตอบ เลขาธิการคุรุสภา
306.การเลือกกรรมการผู้แทนคณบดีคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ซึ่งเป็นกรรมการในคณะ
กรรมการคุรุสภา มีวิธีเลือกอย่างไร.................
ตอบ คณบดี คณะครุศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัย ต่างๆ เลือกกันเอง
307. กรรมการชุดใดในคณะกรรมการคุรุสภาที่ได้มาจากการเลือกตั้ง......
ตอบ กรรมการผู้แทนครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้เลือกตั้งกันตามสัดส่วน
308. พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา กล่าวถึงคณะกรรมการกี่คณะ.......
ตอบ ๓ คณะ ได้แก่
๑. คณะกรรมการคุรุสภา
๒. คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ว่าด้วยมาตรฐานและใบอนุญาต)
๓. คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
309. คณะกรรมการคุรุสภามีอำนาจหน้าที่อย่างไรบ้าง..................
๑.บริหารและดำเนินการตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของคุรุสภาซึ่กำหนด
ใน พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖
๒. ให้คำปรึกษาและแนะนำแก่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ
๓. พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ตามมาตร ๕๔
๔. เร่งรัดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ หรือคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด
๕. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา
๖. ควบคุมดูแลการดำเนินงานและบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เกี่ยวกับเรื่อง การแบ่งส่วนงานของสำนักงานเลขาธิการฯ การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติ อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของคุรุสภา คัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน วินัย และลงโทษวินัย การ
ออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์ การบริหารจัดการการเงิน พัสดุ และทรัพย์สินของคุรุสภา
กำหนดอำนาจหน้าที่และระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายใน
๗. กำหนดนโยบายการบริหารงาน และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการฯ
๘. ปฏิบัติงานอื่นตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา
๙. พิจารณาหรือดำเนินการในเรื่องอื่นตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย
310. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ตาม พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มีอะไรบ้าง....................
๑. พิจารณาการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา การพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต
๒. กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
๓. ส่งเสริม พัฒนา และเสนอแนะคณะกรรมการคุรุสภา กำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ
๔. ส่งเสริม ยกย่อง และพัฒนาวิชาชีพไปสู่ความเป็นเลิศในสาขาต่างๆ ตามที่กำหนดในข้อบังคับของคุรุสภา
๕. แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการ หรือมอบหมายกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ
311. คณะกรรมการคุรุสภามีการประชุมอย่างน้อยเดือนละกี่ครั้ง............
ตอบ ๑ ครั้ง
312. หากการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ประธานไม่อยู่ ทำอย่างไร........
ตอบ ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งมาเป็นประธาน
313. รัฐมนตรีสามารถเข้าร่วมประชุม หรือชี้แจงในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาได้หรือไม่ .....
ตอบ ได้
314. การดำเนินการของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ อนุกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้เป็นไปตามกฎหมายใด..........
ตอบ ประมวลกฎหมายอาญา
315. กรรมการมาตรฐานวิชาชีพ กับกรรมการคุรุสภา สามารถดำรงตำแหน่งในคราวเดียวกันได้หรือไม่......
ตอบ ไม่ได้ ยกเว้นประธาน และกรรมการโดยตำแหน่ง
316. กรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วยใครบ้าง....................
ตอบ ๑๙ คน
๑. รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุรุสภา
๒. กรรมการโดยตำแหน่ง ๕ คน
๓. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ คน
๔. กรรมการผู้แทนคณะศึกษาศาสตร์ หรือครุศาสตร์ ๒ คน
๕. กรรมการจากผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ๖ คน
๖. เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ
317. ใครมีอำนาจในการสรรหา และถอดถอนเลขาธิการคุรุสภา...........
ตอบ คณะกรรมการคุรุสภา
318. เลขาธิการคุรุสภาจะต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาหรือไม่...............
ตอบ เลขาธิการคุรุสภาจะต้องเป็นผู้สามารถทำงานให้สำนักงานคุรุสภาได้เต็มเวลา
319. อายุต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ สามารถเป็นเลขาธิการคุรุสภาได้หรือไม่.........
ตอบ ไม่ได้
320. อายุเกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์ สามารถเป็นเลขาธิการคุรุสภาได้หรือไม่..........
ตอบ ไม่ได้
321. เลขาธิการคุรุสภามีวาระดำรงตำแหน่งกี่ปี.............
ตอบ คราวละ ๔ ปี อาจได้รับแต่งตั้งอีก แต่ดำรงตำแหน่งเกิน ๒ วาระติดต่อกันไม่ได้
322. หน้าที่ของเลขาธิการคุรุสภามีอะไรบ้าง.............
ตอบ บริหารกิจการของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ระเบียบ ข้อบังคับเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ทุกตำแหน่งในสำนักงาน
323. ใครมีหน้าที่เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาต่อคณะกรรมการคุรุสภา
ตอบ เลขาธิการคุรุสภา
324. วิชาชีพควบคุม ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้แก่วิชาชีพใดบ้าง....
ตอบ วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา
325. ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต จะได้รับโทษอย่างไร.........
ตอบ จำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
326. ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เข้ามาให้ความรู้แก่ผู้เรียนเป็นครั้งคราวในฐานะวิทยากรพิเศษทางการศึกษาถือว่าผิด พรบ. สภาครู หรือไม่..........
ตอบ ไม่ผิด
327. ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจะได้รับโทษจำคุก และปรับ ยกเว้นบุคคลใด.......
ตอบ ผู้เข้ามาเป็นวิทยากรพิเศษ หรือให้ความรู้แก่ผู้เรียนเป็นครั้งคราว หรือ ผู้ไม่ได้ประกอบวิชาชีพหลักด้านการเรียนการสอนแต่บางครั้งต้องทำหน้าที่สอน นักศึกษาฝึกงานการสอนผู้เข้ารับการฝึกอบรม
328. ผู้จัดการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมหรือไม่........
ตอบ ไม่ต้องมี
329. ผู้ที่ทำหน้าที่สอนในศูนย์การเรียน ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมหรือไม่
ตอบ ไม่ต้อง
330. คณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมหรือไม่....
ตอบ ไม่ต้อง
331. ผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่.....
ตอบ มี
332. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่.........
ตอบ จะต้องมี เพราะเป็นผู้บริหารการศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนผู้บริหารระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา ไม่ต้องมี
333. อายุต่ำกว่า ๒๐ ปี สามารถขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้หรือไม่........
ตอบ ไม่ได้
334. ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพควบคุม จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง..................
๑. มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
๒. มีวุฒิปริญญาทางการศึกษาหรือเทียบเท่า หรือมีวุฒิการศึกษาตามที่คุรุสภารับรอง
๓. ผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติการสอนตามที่คุรุสภากำหนด
335. ผู้ฝ่าฝืนประกอบวิชาชีพควบคุมโดยมิได้รับอนุญาตจากคุรุสภาจะได้รับโทษอย่างไร.....
ตอบ จำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
336. มาตรฐานวิชาชีพ ตาม พรบ. สภาครู ๒๕๔๖ ประกอบด้วยมาตรฐานด้านใดบ้าง......
ตอบ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน
337. มาตรฐานการปฏิบัติตนให้กำหนดเป็นข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ ประกอบด้วยจรรยาบรรณด้านใดบ้าง
๑. จรรยาบรรณต่อตนเอง
๒. จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
๓. จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
๔. จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ
๕. จรรยาบรรณต่อสังคม
338. อำนาจชี้ขาด (บทลงโทษ) ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพมีอะไรบ้าง.........
๑. ยกข้อกล่าวหา
๒. ตักเตือน
๓. ภาคทัณฑ์
๔. พักใบอนุญาตตามสมควร แต่ไม่เกิน ๕ ปี
๕. เพิกถอนใบอนุญาต (เป็นเวลา ๕ ปี)
339. ผู้ถูกกล่าวหาสามารถอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพภายในกี่วัน....
ตอบ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัย
340. คำวินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพออกในรูปแบบใด.....
ตอบ คำสั่ง พร้อมด้วยเหตุผลแนบ
341. หากผู้ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฝ่าฝืนจะได้รับโทษอย่างไร.....
ตอบ จำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือ ปรับไม่เกิน ๖๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
342. สมาชิกคุรุสภามีกี่ประเภท........
ตอบ ๒ ประเภท สมาชิกสามัญ และสมาชิกกิตติมศักดิ์
343. ผู้ที่เป็นสมาชิกสามัญของคุรุสภา จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร.......
ตอบ มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ไม่เป็นคนล้มละลาย ไร้ความสามารถหรือมีประวัติเสื่อมเสียทางจริยธรรม
344. สมาชิกคุรุสภา ประเภทสมาชิกกิตติมศักดิ์ เป็นอย่างไร......
ตอบ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะกรรมการคุรุสภาแต่งตั้งโดยต้องมีมติเป็นเอกฉันท์
345. ครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นสมาชิกคุรุสภาประเภทใด.....(สมาชิกสามัญ)
346. สมาชิกสามัญสามารถแสดงความคิดเห็นหรือซักถามเกี่ยวกับกิจการของคุรุสภาต่อคณะกรรมการฯได้หรือไม่
ตอบ ได้
347. กรณีใดถือว่าพ้น (หรือสิ้นสุด) จากการเป็นสมาชิกคุรุสภา......
ตอบ ตาย ลาออก มติคณะกรรมการฯ รวมถึงการถูกเพิกถอนใบอนุญาต
348. คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาม พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๖ เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ใด.........
๑. ส่งเสริมสวัสดิการ สวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์ ความมั่นคงของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
๒. ส่งเสริมความสามัคคี ผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพ
๓. ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษา เรื่อง สื่อการเรียนการสอน วัสดุ
อุปกรณ์
๔. ส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาด้านสวัสดิการ สวัสดิภาพ การผดุงเกียรติของผู้ประกอบวิชาชีพ
349. ใครเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูฯ ....
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาฯ
350. กรรมการโดยตำแหน่ง ๖ คน ของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูฯ มีใครบ้าง.
๑. เลขาธิการสภาการศึกษา (สภาการศึกษา)
๒. เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
๓. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
๔. เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
๕. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

ธรรมชาติของมนุษย์

ธรรมชาติของมนุษย์
ในการทำงานกับมนุษย์ เราจะต้องเรียนรู้และพยายามเข้าใจถึง การกระทำและการแสดงของเขาเกิดเนื่องจาก " ความเป็นมนุษย์ที่มี ความต้องการ" เช่นเดียวกัน ซึ่งการศึกษาเรื่องธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์ จะช่วยให้เราเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น และนำไปสู่การยอมรับความแตกต่างของมนุษย์ได้ เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับมนุษย์ในสังคม อย่างมีความสุข รู้และเข้าใจความมีอยู่เป็นอยู่จริง ตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งจะช่วยให้เรา สามารถตอบสนองความต้องการ ของผู้อื่นได้ อย่างถูกต้อง อันนำไปสู่การมี ความสัมพันธ์ที่ดี และมีมนุษยสัมพันธ์ต่อกัน เราควรระลึกเสมอว่า คนมิใช่สิ่งของ (Man is not a thing ) หรือเครื่องจักร เพราะคนมีอารมณ์ความรู้สึก ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดเห็น และบุคคลิกลักษณะส่วนตัว ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิต และประสิทธิภาพขององค์การ มนุษยสัมพันธ์จึงเป็นการศึกษาใจคนเป็นส่วนใหญ่ เป็นการเข้ากับคน เอาชนะใจคน (เสถียร มงคลหัตถี , 2510 : 30) ด้วยเหตุนี้ความสามารถเข้ากับคนได้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินชีวิต

" ผู้ที่ล้มเหลวในการดำเนินชีวิตก็เพราะเข้ากับคนไม่ได้ แม้จะมีความรู้ความสามารถสูงสักเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถเข้ากับคน หรือสังคมได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถ รวมทั้งชีวิตร่างกายจะไร้คุณค่า สิ้นความหมาย และนั่นคือความล้มเหลวของชีวิตของคนเรา "

ในโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งไปกว่าคน และในตัวบุคคลไม่มีอะไรจะสำคัญยิ่งไปกว่าจิตใจ ( In the world there is nothing great but man, in man there is nothing great but mind )
การที่มนุษย์มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน จะทำให้บุคคลทำงานและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีราบรื่นดี และมีความสุข หากสัมพันธภาพเป็นไปในทางลบ ก็จะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสงบสุข มีผลให้งานด้อยประสิทธิภาพไปด้วยและอาจจะทำให้เกิดความแตกแยกในที่สุด ดังนั้นจึงควรมุ่งศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล อันจะเป็นผลต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของมนุษย์ (Ann Ellenson ,1982 : 11)
ธรรมชาติของมนุษย์
ธรรมชาติได้สร้างสิ่งที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน โดยมีการคัดเลือกพันธ์ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตใดที่มีความสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งมีชีวิตนั้นก็จะสามารถอยู่รอด และถ่ายทอดลักษณะเด่นนั้นๆ ออกมาให้แก่ลูกหลานสืบต่อเผ่าพันธ์ และสามารถดำรงเผ่าพันธ์ตนเองไว้ได้ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างดียิ่ง มนุษย์จึงยังสามารถดำรงเผ่าพันธ์ของตนไว้ได้จนถึงปัจจุบัน
โธมาส ฮอบส์ ( Thomas Hobbes ) กล่าวว่า " ธรรมชาติของคนนั้นป่าเถื่อน เห็นแก่ตัว ขี้โม้โอ้อวดตน ต่ำช้า หยาบคาย เอาแต่ใจตัวเอง ยื้อแย่งแข่งดีกันโดยไม่มีขอบเขต อายุสั้น แต่ถ้าพบกับความทุกยากแล้ว คนจึงจะลดความเห็นแก่ตัวลงและสังคมจะช่วยให้เขาดีขึ้น " วิลเลียมสัน (Williamson) ก็กล่าวทำนองเดียวกันว่า " ทุกคนที่เกิดมาเป็นเสมือนผีร้าย "( Every body is evil) แต่ จอห์น ล็อค ( John Lock ) กลับมีแนวความคิดเห็นตรงกันข้ามว่า " มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นคนดี ไม่ได้มีความเห็นแก่ตัว ส่วนความไม่ดีนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมของเขา " ( กฤษณา ศักดิ์ศรี, 2534 : 94 )นอกจากนี้แล้วนักสังคมวิทยาเห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปชอบเรียนรู้ มีความอยากรู้ อยากเห็นอยากดู ชอบที่จะรู้เรื่องของผู้อื่นบางคนรู้จักคนอื่นดีกว่าตนเองเสียอีกเพราะไม่เคยสำรวจตัวเองดูบ้างเลยเพราะโดยทั่วไป คนชอบเรียนรู้เรื่อง ของคนอื่น มากกว่าตนเอง และมีความรู้สึกว่าตนเองรู้จักผู้อื่นได้ดี แต่ถ้าหากมีคำถามย้อนกลับว่า ตัวท่านเองนั้นรู้จักตัวเองแค่ไหน คนๆ นั้นมักจะโกรธ มิใช่เพราะว่าดูถูก แต่ภายใต้จิตสำนึกนั้น คือความไม่รู้จักตัวเองแล้วทำให้รู้สึกมี ปมด้อยเกิดขึ้น
แนวความคิดของนักจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
เชื่อว่า คนเรามีลักษณะของความเป็นมนุษย์และสัตว์ผสมอยู่ด้วยกัน และเน้นว่าชีวิตของมนุษย์หล่อหลอมมาจากความต้องการทางร่างกาย แรงขับทางเพศและสัญชาตญาณของความก้าวร้าว นักจิตวิเคราะห์กลุ่มนี้มองมนุษย์ในแง่ของความเป็นสัตว์และความเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ กล่าวคือ
คนเรามีลักษณะเหมือนกับสัตว์ในแง่ของความต้องการ อาหาร การขับถ่าย และความต้องการทางเพศ แต่คนแตกต่างไปจากสัตว์ ในแง่ที่ว่าสามารถจะพัฒนาเทคนิคการสื่อความหมายต่างๆ ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ซึ่งสามารถแยกตนไปจากเรื่องของสัญชาตญาณได้ นั่นคือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีคุณธรรม สามารถครอบคลุมพฤติกรรม อุดมคติ การกระทำของตนเองได้
ดังนั้นในแง่ของการวิเคราะห์ทางจิตมนุษย์ พบว่ามีความเป็นสัตว์ แต่มีบางสิ่งที่พัฒนาสูงขึ้นไปกว่าสัตว์ ข้อคิดเห็นของทฤษฎีนี้คือ กล่าวคือ ถ้าจะยอมรับความเป็นมนุษย์ก็ไม่ควรปฏิเสธความเป็นสัตว์ของเขาด้วย เพราะพื้นฐานของพฤติกรรมมีผลมาจากกระบวนการจิตไร้สำนึก ซึ่งเกิดจากแรงจูงใจที่ไม่รู้ตัว (Unconscious Motivation) ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น ความปรารถนาอยากได้สิ่งต่างๆ เป็นสิ่งที่มีติดตัวอยู่ในมนุษย์ทุกคน ตลอดถึงความเกลียด ความกลัว อันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้เองที่มีส่วนทำให้มนุษย์มีพฤติกรรม ที่แม้แต่ตนเองไม่สามารถเข้าใจตนเองได้ พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นสามารถพิจารณาได้เป็น 2 แง่มุม กล่าวคือ ในแง่มุมหนึ่ง เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ในลักษณะธรรมดาสามัญ ที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างง่ายๆ ส่วนมุมหนึ่งเป็นความหมายใน สัญลักษณ์ ซึ่งสืบเนื่องมาจากจิตไร้สำนึก และการกระตุ้นของสิ่งที่เก็บกดอยู่ภายในจิตใจ ซึ่งสามารถจะเข้าใจได้โดย การวิเคราะห์ทางจิต
เกี่ยวกับบุคลิกภาพของมนุษย์ นักจิตวิทยากลุ่มนี้อธิบายโครงสร้างของบุคลิกภาพมนุษย์ว่าประกอบด้วย Id Ego และ Super-Ego
Id เป็นความต้องการในการที่จะแสวงหาความสุขให้กับตนเอง โดยยึดหลัก Pleasure Principle ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม เพียงแต่ขอให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติ
Ego เป็นความต้องการซึ่งยังมีการใช้เหตุผล และศีลธรรมเข้ามาร่วมพิจารณาเกี่ยวข้องกับการกระทำต่างๆ ของคนเรา โดยเกิดจากการผสมผสานของ Id กับ Super Ego
Super Ego ได้แก่ มโนธรรม ประเพณี วัฒนธรรม คุณธรรมรวมตลอดถึงความเสียสละต่างๆ ในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ตนเองและสังคมสงบสุข
การประสมประสานกันระหว่าง Id Ego และ Super Ego ก่อให้เกิดเป็นบุคลิกภาพ ผลของขบวนการความสัมพันธ์ของภาระหน้าที่ของ Ego (Ego Function) เริ่มมีความสำคัญตั้งแต่ วัยทารก วัยเด็ก ตลอดถึงช่วงที่ตามมาของขั้นพัฒนาการตามขั้นตอนของชีวิต พฤติกรรมที่แสดงออกเป็นผลซึ่งกันและกันของแนวโน้มระหว่าง Id Ego Super-Ego
กลุ่มมนุษยนิยม ( Humanism )
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ เช่น มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) และโรเจอร์ ( Carl R. Rogers ) มีความเชื่อว่ามนุษย์เป็น "Men of play" แต่ละคนมีชีวิตอยู่ในความเปลี่ยนแปลงในโลก มีตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง และปฏิสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง และประสบการณ์ต่างๆ และการรับรู้ของเขาจะสร้าง "ตน" ของเขาให้แตกต่างกัน และมนุษย์ทุกคนจะต้องมีคุณค่าและความต้องการความพึงพอใจในตนเอง
ดังนั้นถ้าคนได้รับการตอบสนองตามความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อันได้แก่ ความต้องการทางร่างกาย เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ เช่น อาหาร น้ำ การขับถ่าย ความต้องการทางจิตใจ เช่น การต้องการความรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น ความต้องการความรัก ความภาคภูมิใจในตนเอง ความรู้จักตนและความสามารถที่จะซึ้งในคุณค่าของความเป็นคนได้ ถ้าความต้องการ พื้นฐานเบื้องต้นได้รับการตอบสนอง พฤติกรรมของมนุษย์ จะพัฒนาการในแนวโน้มที่จะตอบสนองความต้องการพื้นฐานชั้นสูงๆ ต่อไป ด้วยความเชื่อพื้นฐานนี้เอง
นักจิตวิทยากลุ่มนี้เชื่อว่า ธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์นั้นดี ถ้าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนองมนุษย์ก็จะทำแต่ความดี
มนุษย์ทุกคนต้องดิ้นรนหาหนทางตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคน มีชีวิตอยู่กับความเปลี่ยนแปลงในโลก ที่มีตนเป็นศูนย์กลางและมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
บุคคลแต่ละคนมีประสบการณ์ของตนเองซึ่งไม่เหมือนใคร เป็นการรับรู้ของตนเองและสิ่งนี้เองก่อให้เกิด ตน( Self ) หรือ " โครงสร้างของตน " ขึ้นมาโครงสร้างของตนนั้นเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของบุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเป็นผลจากการประเมินการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
โครงสร้างของตนคือรูปแบบของการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง เช่น บุคลิกลักษณะ ความสามารถ บทบาทต่างๆ ของตนเกี่ยวกับผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งเจตคติและค่านิยมของตนเอง การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะช่วยพัฒนาความรู้สึกเกี่ยวกับ "ตน" (Self) ได้ดีขึ้น บิดามารดามี บทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างโครงสร้างแห่ง "ตน" ของแต่ละบุคคล การที่จะรู้จักบุคคลให้ ลึกซึ้ง ต้องพยายามเข้าใจถึง โลกส่วนตัว และประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคน Carl R. Rogers นักจิตวิทยาให้คำปรึกษาที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งของกลุ่มนี้ กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่า
มนุษย์โดยพื้นฐานแล้วเป็นผู้มีเหตุผลสามารถที่จะตัดสินใจด้วยตนเองได้ มนุษย์มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีความดี เชื่อถือและไว้วางใจได้ มนุษย์ยังมีความเฉลียวฉลาดในการปรับตัว และต้องการความเป็นอิสระในการที่จะพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้า
ส่วนแนวโน้มที่จะพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์นั้น Rogers เชื่อว่าลักษณะธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีแนวโน้มที่ติดตัวมา แต่กำเนิดของอินทรีย์ ที่จะพัฒนาความสามารถและศักยภาพที่มีอยู่ทั้งหมด ตามวิถีทางที่จะช่วยให้อินทรีย์คงอยู่ หรือสร้างเสริมให้ดียิ่งขึ้น โดยการปรับตัว การขัดเกลา การพัฒนา การพึ่งตนเอง และการเป็นตัวของตัวเอง นอกจากนั้น Rogers ยังเน้นว่า มนุษย์นั้น มีลักษณะดังนี้ (Brammer Lawrence M., 1973 อ้างใน กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 : 104 - 105)
1. มีแนวโน้มที่จะพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์
2. มีแนวโน้มที่จะโต้ตอบความต้องการของตนเอง ไม่เฉพาะเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น เมื่อหิว จะแสวงหาอาหาร แต่การจะเป็นในวิธีที่ไม่ไปทำลายความต้องการด้านอื่น เช่น ศักดิ์ศรี เกียรติยศหากแต่เป็นการแสวงหาอาหารเพื่อคงไว้ซึ่งเกียรติยศ ศักดิ์ศรีและความต้องการด้านอื่นๆ ของมนุษย์
3. มีแรงจูงใจที่กว้างขวางมาก เพราะรวมถึงความต้องการทางสรีระ ความอยากรู้อยากเรียน การแสวงหากิจกรรมที่นำมาสู่ความพึงพอใจ ความเติบโตทางร่างกาย วุฒิภาวะ ความต้องการสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดระหว่างบุคคล ความต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเอง ที่จะมีส่วนในการควบคุมสิ่งแวดล้อมและหลีกหนีจากการถูกควบคุม
4. การพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์ โดยอินทรีย์เป็นผู้กระทำ และเป็นผู้เลือกทิศทางของการกระทำ
5. มนุษย์มีความสามารถที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ตามศักยภาพของความสามารถ โดยที่ความสามารถเหล่านี้ จะแสดงออกมาได้ในสภาพที่เหมาะสมเท่านั้น
ส่วน อับราฮัม มาสโลว์ Abraham Maslow นักจิตวิทยาอีกคนหนึ่งในกลุ่มมนุษยนิยมนี้ ย้ำว่าคนเรามีความต้องการที่จะสนอง "ตน" ในด้านความต้องการขั้นต่ำ จนถึงความต้องการขั้นสูงตามลำดับ ความต้องการขั้นต่ำ คือความต้องการที่จะอยู่รอด เช่น ความหิว ความกระหาย ส่วนความต้องการขั้นสูง ได้แก่ ความต้องการที่จะได้รับความรัก ได้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะได้มีเกียรติยศชื่อเสียง ได้ใฝ่หาความรู้ และแสวงหาสิ่งสวยงามไห้แก่ชีวิตเป็นต้น
Maslow ถือว่าการที่คนเราจะพัฒนา "ตน" ให้สมบูรณ์นั้นจะต้องตอบสนองความต้องการตามลำดับขั้นโดยลำดับ จนถึงขั้นที่สามารถ เข้าใจตนเองและโลกโดยถ่องแท้ ( นิภา นิธยายน ,2530 : 42 ) และด้วยความเชื่อพื้นฐานนี้เอง นักจิตวิทยากลุ่มนี้จึงเชื่อว่า ธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์นั้นดี ถ้าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง มนุษย์จะต้องทำแต่ความดี ถ้ามนุษย์ต้องดิ้นรน และทำสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรมก็เพราะการพยายามหาทางตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้วยวิธีต่างๆ นั่นเอง
คาร์ล อาร์ โรเจอร์ ( Carl R. Rogers ) และ อับราฮัม เอช. มาสโลว์ ( Abraham H. Maslow ) จึงมีความเชื่อที่เหมือนกันว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนดีด้วยตนเอง ซึ่งมีมาแต่กำเนิด (Every body is good) ส่วนพฤติกรรมของมนุษย์เป็น ผลผลิตของความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
กลุ่มพฤติกรรมนิยม ( Behaviorism )
นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยมเชื่อว่า มนุษย์จะเติบโตขึ้นมาอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการจัดกระทำและสภาพแวดล้อม ซึ่งสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาการของมนุษย์ และสร้างพฤติกรรมหรือลดพฤติกรรมมนุษย์ได้นักจิตวิทยากลุ่มนี้เชื่อว่า "พฤติกรรมมนุษย์ย่อมมีสาเหตุ" (Caused Behavior) พฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์สามารถควบคุมและกำหนดได้ตามที่นักปรับพฤติกรรมต้องการได้ เพราะเขาเชื่อว่ามนุษย์เป็น "Mechanical man" นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ Watson , Hull , Skinner, Bandura (กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 : 107)
Skinner กล่าวว่า "ถ้าหากว่าเขาสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ เขาก็จะสามารถกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นไปตามที่เขาต้องการได้ทุกประการ" เขามีความเห็นว่ามนุษย์มีพฤติกรรมตามสิ่งแวดล้อม ถ้าสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ก็สามารถกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ Skinner ที่ได้ทดลองเรื่องการเรียนรู้ด้วยการวางเงื่อนไขแบบแสดงการกระทำ Operant Conditioning) เขามีความเชื่อว่า พฤติกรรมของบุคคลถูกควบคุมจากผลที่ได้รับ นั่นคือการกระทำใดๆ ก็ตามถ้าได้รับแรงเสริมหรือการเสริมแรง (Reinforcement) จะมีแนวโน้มให้เกิดการกระทำนั้นอีก
ส่วน Bandura ได้อธิบายการเรียนรู้ทางสังคม หรือการเรียนรู้จากการสังเกต หรือการเรียนรู้จากตัวแบบว่า การเรียนรู้แบบนี้เกิดจากการเลียนแบบหรือสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่น โดยอธิบายกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมว่ามีขั้นตอนดังนี้ คือ การเรียนรู้ตัวแบบจากสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้และจดจำการกระทำของตัวแบบ ซึ่งผู้เรียนแสดงพฤติกรรมตามที่สังเกตจากตัวแบบ
หลักการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura สามารถอธิบายที่มาของบุคลิกภาพได้ว่าเกิดจากการเรียนรู้ โดยการเลียนแบบหรือสังเกตพฤติกรรมผู้อื่นที่มีอิทธิพลต่อบุคคลผู้นั้นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้นพฤติกรรมของมนุษย์จะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวแบบให้คนได้เรียนรู้ และพัฒนาขึ้นมาเป็นบุคลิกภาพของตนเอง
กลุ่มปัญญานิยม ( Cognitivism )
นักจิตวิทยาปัญญานิยมมีความเชื่อว่า มนุษย์นั้นมีพัฒนาการตามวุฒิภาวะ มนุษย์มีสติปัญญาหรือโครงสร้างของสติปัญญา ที่สามารถปรับให้เกิด การเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมได้ตามระดับวุฒิภาวะหรือความพร้อม นักจิตวิทยาพวกนี้ไม่ปฏิเสธอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนั้น ก็ปฏิเสธความเป็น "มนุษย์" และความต้องการพื้นฐานของคน
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ มีความเชื่อว่าพฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์นั้นเกิดตามความสามารถที่มนุษย์จะเรียนรู้ โดยปรับโครงสร้าง สติปัญญา (Accommodation)ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ บรูเนอร์ (Bruner) เลวิน (Lewin) จีน เพียเจย์ ( Jean Piaget ) และลอเรนซ์ โคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberh) ซึ่งเชื่อว่า มนุษย์เป็นผลิตผลของการปรับตนในสภาพแวดล้อม Piaget นักจิตวิทยาผู้นำของกลุ่มนี้ได้อธิบายถึงเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาอันเป็นรากฐานของการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ว่า ประสบการณ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญาขึ้น การพัฒนาด้านสติปัญญา และความคิดจะเริ่มจากการมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อม แต่บุคคลมีพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน ฉะนั้นพัฒนาการทางสติปัญญาจึงแตกต่าง
สำหรับ Bruner (พรรณี ช. เจนจิต , 2528 : 117 -118 ) มีความเห็นว่า คนทุกคนจะมีพัฒนาการทางความรู้ความเข้าใจใน การเรียนรู้และปรับโครงสร้างทางสติปัญญานั้น ก็โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การกระทำ (Acting) การสร้างภาพในใจ (Imagine) และการใช้สัญลักษณ์ ( Symbolizing ) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
ธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎี x ทฤษฎี y
ธรรมชาติของมนุษย์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในความคิดของแมกเกรเยอร์ ( McGregor ) คือทฤษฎี x และทฤษฎี y
ความเชื่อในทฤษฎี x เกี่ยวกับธรรมชาติของคนคือ คนทุกคนไม่มีความรู้สึกอยากทำงาน เกียจคร้านชอบหลบเลี่ยงงาน แสวงหาแต่ความสบาย ฉะนั้นผู้บริหารจะต้องใช้วิธีการบังคับ สั่งการ ควบคุม ดูแลคนงานที่มีลักษณะนิสัยตามทฤษฎี x ให้ทำงาน
ทฤษฎี y มีสาระสำคัญว่า การกระทำของมนุษย์นั้น มิใช่ผลของการบังคับ แต่เป็นการกระทำ อันเนื่องมาจากความเต็มใจ คือมีความรู้สึกอยากทำงานอยากจะมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเท่าที่เป็นอยู่ มีความรู้สึกสร้างสรรค์ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น

ทฤษฎีZ ( Z theory ) ของ Redin (อ้างใน ศิริโสภาคย์ บูรพาเดชา , 2528 : 67 - 68 ) เชื่อว่ามนุษย์มีความซับซ้อน (Man is a complex man) มนุษย์มีลักษณะทั่วไป ดังนี้
1. เป็นผู้มีความตั้งใจทำงาน
2. ยอมรับทั้งความดีและความชั่ว
3. มนุษย์จะถูกผลักดันจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมให้ทำสิ่งต่างๆ
4. มนุษย์มีเหตุผลเป็นสิ่งจูงใจให้ทำงาน
5. มักพึ่งพาอาศัยกัน และจะต้องติดต่อเกี่ยวข้องกันในสังคม
6. ทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
โดยสรุป ทฤษฎีแซด มีแนวคิดว่า มนุษย์มีลักษณะเป็นกลางๆ ไม่ดีไม่เลว จะทำสิ่งต่างๆ เพราะได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักของพระพุทธศาสนา
กล่าวถึงมนุษย์ว่า เป็น อินทรีย์พลวัต ( Dynamic Organism) หมายถึง ร่างกายที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่างๆ มาตอบสนอง ต่อความต้องการหรือ ความยากต่างๆ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ตัณหาหรือความอยากนี้เอง ทำให้คนต้องดิ้นรน พยายามทำทุกอย่างให้ได้มาตามแรงปรารถนานั้น ( วไลพร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม , 2527 : 67 )
มนุษย์ประกอบได้ด้วยขันธ์ห้า ได้แก่ ( สาโรช บัวศรี, 2526 : 11)
1. รูป ( Body ) คือ ร่างกาย หรือส่วนที่จับต้องได้ เห็นได้ หรือจะเรียกว่า เป็นส่วนของเนื้อหนัง
2. เวทนา ( Feelings หรือ Sensation ) คือ ความรู้สึกเป็นทุกข์ เป็นสุข รวมเรียกว่าอารมณ์
3. สัญญา ( Remembering ) คือ ความจำ
4. สังขาร ( Thought หรือ Idea ) คือ ความคิด
5. วิญญาณ ( Sensory consciousness ) คือ ความรู้ตัว หรือการรับรู้
ขันธ์ห้านี้ อาจย่นย่อลงเป็นส่วนประกอบของมนุษย์ว่าประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
(1) กาย หมายถึง รูปกาย และ
(2) นาม หมายถึง จิต นอกจากนั้นแล้วขันธ์ห้านี้ทำให้มนุษย์เกิดปัญหาเกิดขึ้นอันเป็นอกุศลมูลที่ติดตามตัวเองอยู่เสมอ คือ ความโลภ โกรธ หลง
โดยธรรมชาติมนุษย์มีธรรมชาติอีกประการคือ จะแสวงหาความสุขให้กับตนเอง และต้องการหลีกเลี่ยงความทุกข์ ซึ่งความสุขของมนุษย์แสวงหามีเป็นลำดับดังนี้
1. ความสุขเกิดจากความต้องการทางร่างกาย เช่น การกิน การดื่ม การนอน การร่วมประเวณี
2. ความสุขเกิดจากการสนองความต้องการทางจิตใจ เช่น การพักผ่อนหย่อนใจ ฟังดนตรี กีฬา เที่ยว เข้าสังคม
3. ความสุขเกิดจากการสนองความต้องการทางปัญญา เช่น เกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ การคิดหาเหตุผลจนสามารถรู้แจ้ง ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย
4. ความสุขเกิดจากการหมดความต้องการ หรือหมดตัณหา อันได้แก่ วิมุตติ วิสุทธิ นิพพาน วิราคะ (สนธิ์ บางยี่ขันและวิธาน ชีวคุปต์ , 2526 : 6)
จากการศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ทั้งในแง่ปรัชญา จิตวิทยาในสาขาต่างๆ รวมทั้งพุทธ -ศาสนาแล้ว จะช่วยให้รู้จัก และเข้าใจ มนุษย์ในแง่มุมต่างๆ ได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่การเรียนรู้พฤติกรรมและการแสดงออกของมนุษย์เพื่อใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป อย่างไรก็ตาม
มนุษย์มีธรรมชาติโดยทั่วไปที่น่าศึกษาดังต่อไปนี้ ( วิจิตร อาวะกุล , 55 - 56 )
1. มีความอิจฉาริษยา และต่อต้านผู้อื่นที่ดีกว่าตน ดังที่ หลวงวิจิตรวาทการ กล่าวว่า
"อย่าทำตัวดีเด่น…จะเป็นภัย
เพราะไม่มีใคร…อยากเห็นเราเด่นเกิน"
2. มีสัญชาติญาณแห่งการทำลาย ชอบความหายนะ เช่น ชอบดูไฟไหม้บ้านมากกว่าดูการสร้างบ้าน หรือดูจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันมักมีแต่ข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี
3. ต่อสู้ ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง
4. มีความต้องการทางเพศและมีความต้องการด้านร่างกายอื่นร่วมด้วย
5. มีความหวาดกลัวอิทธิพล ผู้มีอำนาจ ภัยต่างๆ ภัยธรรมชาติ ภูตผีปีศาจ ไสยศาสตร์ และจะกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ตนพ้นภัย
6. กลัวความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความยากลำบาก และความตาย
7. มีความโหดร้ายทารุณ ป่าเถื่อน ชอบซ้ำเติม
8. ชอบทำอะไรตามสะดวกสบาย มักง่าย ไม่ชอบระเบียบบังคับ
9. ชอบความตื่นเต้น หวาดเสียว ผจญภัย ท่องเที่ยว ชอบมีประสบการณ์ในชีวิตแปลกๆ ใหม่ๆ
10. มีนิสัยอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง
นอกจากนั้นแล้ว มนุษย์ยังมีลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือ "มักจะเข้าข้างตนเองเสมอ และไม่ชอบให้ใครตำหนิติเตียนตนเอง" หากมีใครตำหนิก็มักจะหาสาเหตุแก้ตัวให้พ้นข้อครหานั้นๆ "หากแต่ขณะเดียวกันก็มักจะมองเห็นแต่ความผิด…ความไม่ดีของผู้อื่น" อยู่เสมออันเกิดเนื่องมาจาก "แรงขับของการต้องการมีชีวิตอยู่และแรงขับแห่งความก้าวร้าวทำร้ายทำลายผู้อื่น เพียงเพื่อให้คนอื่นและตนเองคิดและรู้สึกว่า "ตนนั้นเป็นผู้ที่มีดีมีความรู้ความสามารถเหนือผู้อื่น" มนุษย์มีธรรมชาติและเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้ว ดังคำกล่าวในโคลงโลกนิติที่กล่าวว่า
โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น
โทษตนหนักเท่าภูผา หนักยิ่ง
ปองปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ เดชาดิศร
อาจกล่าวสรุปได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์มีทั้งดีและไม่ดี นั่นคือ "มนุษย์ทุกคนไม่มีใครดีหมดตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า" หมายความว่า "ไม่มีใครที่ดีพร้อมทุกอย่าง แล้วก็ไม่มีใครเลวหมดไปเสียทุกอย่างจนหาข้อดีไม่ได้เลย" ทุกๆ คนล้วนมีข้อดีข้อด้อยของตนเอง เพียงแต่ข้อดีหรือข้อเสีย ฝ่ายใดจะมากน้อยกว่ากัน ถ้าข้อดีมากกว่าข้อเสียก็จะเป็นคนดี หรือถ้าข้อเสียมากกว่าข้อดีก็เป็นคนเลว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการอบรมเลี้ยงดู และปัจจัยสภาพแวดล้อม ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ เกี่ยวกับมนุษย์ว่า
"เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง"
พุทธทาสภิกขุ
ดังนั้น ในการคบกันจะต้องยอมรับและคำนึงถึง ความเป็นมนุษย์ที่มีความแตกต่าง มีทั้งความดีและความชั่วปนกันไป "จงหัดมองคนอื่นด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง อย่างยุติธรรม ปราศจากอคติทั้งหลาย และพยายามเข้าใจเละยอมรับผู้อื่น อย่างที่เขาเป็นอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" เราก็จะมีความสุขมากขึ้น
โดยทั่วไปข้อควรคำนึงถึง "มนุษย์"ในสังคม ได้แก่
มนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง
มนุษย์มีพฤติกรรม และพฤติกรรมของมนุษย์ย่อมมีสาเหตุ
มนุษย์มีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด
มนุษย์มีความรู้สึก นึกคิดและมีการรับรู้ เนื่องจากมนุษย์มีขันธ์ห้า สามารถรับรู้สิ่งเร้าทำให้เกิดการตอบสนอง
มนุษย์มีความแตกต่าง อันเกิดมาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
มนุษย์มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
มักเข้าข้างตนเองอยู่เสมอ
มีความอยากรู้อยากเห็น
ความแตกต่างของมนุษย์
มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกัน "ไม่มีใครเหมือนใคร" แม้แต่ฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันและจากอสุจิตัวเดียวกันที่เรียกว่า ฝาแฝดแท้ที่มีรูปร่างหน้าตา เพศเหมือนกัน ยังมีความแตกต่างกันบางประการมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่เหตุและปัจจัยสภาพแวดล้อม มนุษย์มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ กัน ซึ่งกฤษณา ศักดิ์ศรี ( 2534 : 124 - 125) กล่าวว่ามนุษย์แตกต่างกันในเรื่องของ
1. รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง (Appearance) มนุษย์ย่อมเลือกเกิดไม่ได้ แล้วแต่บุญนำกรรมแต่ง บางคนสูง บางคนต่ำ บางคนขาว บางคนหน้าตาดี บางคนขี้ริ้วขี้เหร่ บางคนท่าทางสง่างาม บางคนพิการ แต่เขาก็เป็นมนุษย์ที่มีสิทธิเสรีภาพ และความเป็นคนเสมอกันหมด ฉะนั้นเราควรไม่มีอคติในเรื่องรูปร่าง หน้าตา ท่าทางและการแต่งกายของคนในการสัมพันธ์กัน
2. อารมณ์ (Emotion) มนุษย์มีอารมณ์ต่างกัน บางคนอารมณ์เย็น อารมณ์ร้อน โมโห ฉุนเฉียว โกรธง่าย การแสดงออกต่างกัน ทำให้บุคลิกแตกต่างกัน
3. นิสัย (Habit) มนุษย์แตกต่างกันบางคนนิสัยดี ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต แต่บางคนนิสัยใจคอโหดร้าย ไว้ใจไม่ได้ คดโกง อิจฉา ริษยา ฯลฯ
4. เจตคติ (Attitude) หรือ ท่าทีความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งและแสดงออกแตกต่างกัน เป็นรายบุคคล หรือเป็นหมู่เป็นเหล่า
5. พฤติกรรม (Behavior) ของมนุษย์ต่างกันสุดจะพรรณนา
6. ความถนัด (Aptitude) มนุษย์เกิดมามีความถนัดตามธรรมชาติที่ติดตัวมาต่างกัน ถ้าเขาได้ทำงานที่เขาถนัดจะทำได้ดี ผลงานดี ขวัญการทำงานดี แต่ถ้าให้ทำงานที่ไม่ถนัดจะทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่ดี ผลงานเสีย หนักใจ กลุ้มใจ และขวัญเสีย
7. ความสามารถ (Ability ) มนุษย์เรามีความสามารถต่างกัน เช่น ด้านร่างกายแข็งแรงไม่เท่ากัน คนที่แข็งแรงกว่าย่อมทำงานหนักตรากตรำได้มากกว่าตนอ่อนแอ ชายแข็งแรงกว่าหญิง หญิงอาจทำงานละเอียด เรียบร้อยกว่าชาย
8. สุขภาพ (Health) มนุษย์ย่อมมีสุขภาพแข็งแรงอ่อนแอไม่เท่ากัน สุขภาพจิตต่างกัน บางคนผอมแห้งแรงน้อย บางคนมีโรคภัยประจำตัว บางคนก็มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
9. รสนิยม (Taste) มนุษย์มีรสนิยมต่างกัน ที่เรียกว่า นานาจิตตัง ฉะนั้น อย่าดูหมิ่นเหยียดหยาม เยาะเย้ย ถากถาง ตำหนิติเตียน เพราะคนเรานั้น มีพื้นฐานต่างกัน อย่าดูถูกกันเราต้องเคารพสิทธิความเป็นคนของเขาที่เขามีสิทธิชอบธรรมที่จะชอบ จะไม่ชอบอะไรได้ และสิ่งนี้เองทำให้คนเรามีรสนิยมต่างกัน
10. สังคม (Social) คนเราย่อมมีสังคมและโลกของเขาที่ชอบอย่างนั้น ประเภทนั้น
ความแตกต่างของมนุษย์ดังกล่าวเป็นสาเหตุให้มนุษย์เกิดขัดแย้งกัน ไม่สามารถเข้ากันหรือสัมพันธ์กันได้ หากขาดความรู้ ความเข้าใจ ไม่ยอมรับกัน เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่เคารพสิทธิไม่ให้เกียรติเคารพนับถือกันและไม่ยอมรับในความแตกต่างกัน
ความแตกต่างของมนุษย์ อาจสรุปได้ว่าประกอบด้วยความแตกต่างทางด้านร่างกาย ความแตกต่างด้านจิตใจ ความแตกต่างด้านอารมณ์ ความแตกต่างทางสังคม และความแตกต่างทาง สติปัญญา
สาเหตุของความแตกต่างของมนุษย์
เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุอันแท้จริงที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกัน ควรได้พิจารณาถึงด้านสหวิทยาการ ซึ่งมีแนวคิดถึงสาเหตุที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกัน ดังนี้ (กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 :128)
1. เชื้อชาติ ทำให้มนุษย์มีรูปร่างหน้าตา สีผิวกาย ผมขน แตกต่างกันไป
2. ศาสนา หล่อหลอมให้มนุษย์มีความเชื่อถือ อบรมสั่งสอนให้ยึดมั่นมาต่างกัน ต่างคนต่างศาสนา ก็ย่อมต่างความนึกคิดแล้วแต่ว่าศาสนาจะอบรมสั่งสอนอย่างไร
3. การกระทำ ได้แก่ การประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น คนที่ฝึกหัดให้มีกิริยามารยาทเรียบร้อย หรือท่าทางที่สง่าผ่าเผย ก็จะเป็นผู้มีกิริยาเรียบร้อย สง่าผ่าเผย ส่วนผู้ที่มิได้ฝึกหัดอาจมีพฤติกรรมตรงกันข้าม กระทำตาม Id หรือตามความเคยชินที่ทำอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารมูมมาม เคี้ยวอาหารเสียงดัง
4. วัย ผู้ใหญ่ย่อมมีประสบการณ์ ความสุขุมเยือกเย็น ผ่านชีวิตมามากกว่า จึงแตกต่างกับเด็ก หรือผู้มีวัยอ่อนกว่า เนื่องจากสมรรถภาพ ความนึกคิด วุฒิภาวะต่างกัน
5. ความแข็งแรง การที่บุคคลมีร่างกาย จิตใจ แข็งแรง หรืออ่อนแอ มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ทำให้บุคคลเกิดความแตกต่างกัน
6. การอบรมสั่งสอน บุคคลที่ได้รับการฝึกอบรมสั่งสอน เลี้ยงดูมาต่างกัน ย่อมทำให้เกิดความแตกต่างกันได้
7. เพศ หญิงชายย่อมมีความแข็งแรง ความมั่นคง หวั่นไหว ความรู้สึกผิดชอบยึดมั่นในขนบธรรมเนียมและเชื่อที่ต่างกัน ชายชอบบู๊ ต่อสู้โลดโผน หญิงชอบสวยงามละเอียดอ่อน
8. การศึกษา ความรู้มากหรือน้อยย่อมทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลง และหรือมีความรู้ ความเข้าใจ รู้สึกนึกคิดต่างกัน
9. ฐานะทางเศรษฐกิจ ความรวยความจนทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันไปหลายอย่าง เช่น ความเชื่อถือ ศรัทธา ความมั่นใจ บุคลิกภาพ ความคิด นิสัยใจคอเปลี่ยนไปเมื่อฐานะเปลี่ยนไป คนจนอาจรู้จักนอบน้อมถ่อมตน แต่คนรวยส่วนใหญ่มีคนนับหน้าถือตามาก ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองสูง
10. ถิ่นกำเนิด คนทางเหนือ ทางใต้ อีสาน ดินฟ้าอากาศ ย่อมมีส่วนหล่อหลอมให้มนุษย์มีบุคลิกภาพและนิสัยใจคอแตกต่างกัน ทางเหนือ อากาศหนาวเย็นสบาย ทำให้คนเมืองเหนือใจดี เป็นมิตรกับคนทั่วไป ทางใต้ต้องผจญกับดินฟ้าอากาศแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ลมพัดแรงและเสียงดัง อากาศร้อน ทำให้คนภาคใต้ต้องทำตนหรือพูดแข่งกับเวลาและเสียงลมทะเล ส่วนใหญ่จึงพูดเร็ว
11. ภาษา มนุษย์ในโลกนี้มีภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารแตกต่างกันหลายร้อยหลายพันภาษา ทำให้มนุษย์ติดต่อกันได้บ้างไม่ได้บ้าง เข้าใจกันได้ไม่สนิทใจ อาจเกิดความรู้สึกขัดแย้งดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยามกันได้ การสื่อด้วยภาษาที่แตกต่างกัน เราต้องพยายามทำใจเป็นกลาง มองคนในแง่ดี พราะบางทีการตีความของภาษาไม่ตรงหรือถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้พูด ถ้าผู้ฟังฟังแล้วปักใจเชื่อโดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อน มิตรภาพอาจบิดเบือนได้
12. กฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี ก็มีส่วนทำให้คนเราแตกต่างกัน เช่น ประเทศทางอาหรับอนุญาตให้ชายมีภรรยาได้ถึง 5 คน โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่เมืองไทยเราถือว่าคนเดียวเท่านั้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย
13. อิทธิพลของกลุ่ม บรรดาพวกมีอิทธิพล อาจทำให้ความคิด ความเชื่อ ความประพฤติปฏิบัติของคนเราแตกต่างไป ถ้าเราอยู่ในกลุ่มอิทธิพลซึ่งมีแนวความคิดดีสร้างสรรค์ เราก็เป็นคนดี แต่หากไปอยู่ในกลุ่มโจรก็กลายเป็นคนไม่ดีตามกลุ่มไป
14. การอาชีพ มีอิทธิพลต่อลักษณะบทบาทและพฤติกรรมของคน อาชีพนักบวชจำเป็นต้องสุขุม เรียบร้อย ขอทานต้องทำกิริยาท่าทางดูน่าสงสาร พนักงานขายต้องพูดมากพูดเก่ง พูดดี

อาจสรุปถึงปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกัน ได้ดังนี้
1. กรรมพันธุ์ (Heredity) คือ สิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากบิดา มารดา หรือบรรพบุรุษ
2. สิ่งแวดล้อม (Environment) คือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราและมีอิทธิพลต่อมนุษย์ แบ่งได้เป็น
2.1 สิ่งแวดล้อมก่อนเกิด ได้แก่ สภาพนับตั้งแต่ปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาและสภาพมดลูกของมารดาก่อนคลอด ปัจจัยที่มีอิทธิพลจัดเป็นสิ่งแวดล้อมก่อนเกิดได้แก่ (1) สุขภาพของแม่ (2) อารมณ์ของแม่ (3) อาหาร (4) สารพิษและสิ่งเสพติดที่แม่ได้รับ (5) ทัศนคติของพ่อแม่ต่อการตั้งครรภ์ (6) ฐานะทางเศรษฐกิจ (7) การศึกษา
2.1 สิ่งแวดล้อมขณะเกิด ได้แก่ (1) วิธีการคลอด (2) อุบัติเหตุระหว่างการคลอด
2.3 สิ่งแวดล้อมหลังเกิด ได้แก่ (1) การอบรมเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอน (2) การศึกษาที่ได้รับ/โรงเรียน (3) สื่อมวลชน (4) กลุ่มเพื่อน
3. กรรม / การกระทำ (Action) คือการกระทำของบุคคลซึ่ง แบ่งเป็น
3.1กรรมเก่า หมายถึง ผลของการกระทำของตนเอง หรือผู้ให้กำเนิด อันรวมทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เช่น สิ่งที่เกิดขึ้นตามพันธุกรรมก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่า เช่น ลูกพิการเพราะพ่อหรือแม่ติดเชื้อกามโรค ก็ถือว่า พ่อหรือแม่สร้างกรรมไว้ให้เกิดแก่ลูก ลูกได้รับกรรมเก่าของตัวเองโดยพ่อหรือแม่ หรือเมื่อเด็กซนจนเกิดอุบัติเหตุ ตอนหลังเป็นผู้ใหญ่แล้วเป็นคนพิการ ก็เพราะกรรมเก่าเมื่อเป็นเด็กได้ทำไว้ คนที่เรียนหนังสือไม่เก่งเพราะเมื่อก่อนนั้นไม่เอาใจใส่ ไม่ขยัน ไม่ตั้งใจเรียน ได้แต่เที่ยวเตร่ เล่น สนุกสนาน ทำอะไรตามใจตัวเอง เลยทำให้พื้นฐานของวิชาการต่างๆ อ่อนมากรวมทั้งนิสัยการเรียนการหาความรู้เสียไป คือไม่สนใจค้นคว้าหาความรู้ พอขึ้นมาเรียนในชั้นสูงๆ ก็รู้สึกจะไปไม่รอด เรียนได้ไม่ดีเกิดมีความคับข้องใจและท้อใจ
3.2 กรรมใหม่ หมายถึง การกระทำของมนุษย์เราในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะส่งผลที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน (กฤษณา ศักดิ์ศรี, 2534 : 126 - 127)
ขอขอคุณhttp://www.novabizz.com/NovaAce/Subconscious.htm

วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 5

250. การพิจารณาว่าเป็นนิติบุคคลในกฎหมายเอกชน หรือมหาชน พิจารณาด้านใด
ตอบ พิจารณาจากกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคล และกิจกรรมที่นิติบุคคลนั้นดำเนินการ
251. นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน หมายถึงอะไร
ตอบ หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายเอกชน เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น
252. การดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นนิติบุคคลประเภทใด
ตอบ นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน
253. ข้อสังเกตนิติบุคคลในกฎหมายเอกชน
ตอบ ส่วนใหญ่มักเป็นการดำเนินการที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเอกชน และไม่มีการใช้อำนาจเหนือบุคคลอื่น
254. นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน หมายถึงข้อใด......
ตอบ นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายมหาชน เช่น กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือกฎหมายรองจำพวกพระราชบัญญัติ
255. นิติบุคคลในกฎหมายมหาชนมีลักษณะอย่างไร.....
ตอบ การดำเนินงาน หรือกิจกรรมของนิติบุคคลในกฎหมายมหาชนจะต้องเป็นกิจกรรมที่เรียกว่า
“บริการสาธารณะ” โดยใช้อำนาจมหาชน หรืออำนาจรัฐตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การบริหารราชการกระทรวง ทบวง กรม ราชการ ส่วนภูมิภาค
256. องค์กรมหาชน ดำเนินการภายใต้กฎหมายเอกชน หรือมหาชน.......
ตอบ กฎหมายมหาชน
257. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๔๖ สถานศึกษาใดที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
๑. สถานศึกษาสังกัดสำนักงานการศึกษาพิเศษ สังกัด สพฐ.
๒. สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
๓. สถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน..สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง”
๔. โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
๕. วิทยาลัยชุมชน
๖. โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ
258. การศึกษานอกโรงเรียน สังกัดส่วนราชการใดในกระทรวงศึกษาธิการ..........
ตอบ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
259. สถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นไปตามกฎหมายใด
ตอบ พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา ๓๕
260. ใครเป็นผู้แทนนิติบุคคลในการทำกิจการทั่วไปของสถานศึกษา...........
ตอบ ผู้อำนวยการสถานศึกษา แต่การแสดงเจตนาและการกระทำต้องเป็นไปตามขอบวัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่ของสถานศึกษาด้วย หากไม่เป็นไปตามนั้นจะถือว่ามิได้กระทำในฐานะผู้แทนนิติบุคคล
261. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาได้หรือไม่...
ตอบ ได้ ตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีอำนาจหน้าที่
๑. กำกับดูแลการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ
๒. เสนอความต้องการจำนวน และอัตราตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรของสถานศึกษา
เพื่อ เสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ พิจารณา
๓. ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อผู้บริหารสถานศึกษา
262. จริงๆ แล้ว คณะกรรมการสถานศึกษามีอำนาจหน้าที่หลักอย่างไร..........
ตอบ มีหน้าที่กำกับส่งเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษา
263. องค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ 50 มีกี่องค์กร............
ตอบ ๙ องค์กร...
๑. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
๒. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
๓. ศาลรัฐธรรมนูญ
๔. ศาลปกครอง
๕. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)
๖. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๗. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
๘. สำนักงานศาลยุติธรรม
๙. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
264. กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์แบ่งส่วนราชการภายในสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดไว้ว่าแนวทาง
การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาเป็นอย่างไร..................
๑. สอดคล้องกับภารกิจหลักและรองรับการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา
จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
๒. มีความเป็นเอกภาพในทางการบริหารจัดการ มีความยืดหยุ่น และพร้อมต่อการปรับเปลี่ยน
๓. มีกลไกในการประสานงานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา
๔. มุ่งผลสัมฤทธิ์ตามภารกิจ ความคุ้มค่า ลดขั้นตอนการบริหารเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการ
๕. คำนึงถึงความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลต่อสัมฤทธิผลของคุณภาพการศึกษา ระดับ และขนาดของ สถานศึกษา จำนวนนักเรียน ผู้รับบริการ และความเหมาะสมด้านอื่น
265. การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาให้เรียกชื่ออย่างไร..........
ตอบ ให้แบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มอาจแบ่งเป็นกลุ่มงานหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากลุ่มงาน
266. การแบ่งส่วนราชการต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานใด ....
ตอบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตามระเบียบที่คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษากำหนด
267. พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ฉบับที่ ๔ มีใน พศ. ใด......
ตอบ ๒๕๔๗268. กงช. หมายถึงอะไร.............
ตอบ คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ
269. ใครเป็นประธาน กงช. ..........
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
270. ใครเป็นเลขานุการคณะกรรมการ กงช. ..........
ตอบ เลขานุการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
271. เงินประจำตำแหน่งถือเป็นเงินเดือนหรือไม่..........
ตอบ ไม่เป็น
272.ใครรักษาการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘....
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
273. พนักงานเจ้าหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ มีอำนาจในการให้คำแนะนำผู้ปกครองในการอบรมสั่งสอนนักเรียนนักศึกษาได้หรือไม่..........
ตอบ ได้
274. กระทรวงศึกษาธิการมีองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภาหรือคณะกรรมการจำนวน ๔ องค์กรอะไรบ้าง
-๑. สภาการศึกษา
-๒. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
-๓. คณะกรรมการการอาชีวศึกษา
-๔. คณะกรรมการการอุดมศึกษา
275. องค์กรบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการพลเรือนในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาเรียกว่าอย่างไร ...........
ตอบ ก.ม. หรือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
276. การกระจายอำนาจของ ปลัดกระทรวง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสำนักงานต่างๆ ในกระทรวง กระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่การศึกษาด้านใดบ้าง......
ตอบ ด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารบุคคล และการบริหารทั่วไป
277. การมอบอำนาจให้ผู้อื่นปฏิบัติราชการแทน หมายความว่าอย่างไร.........
ตอบ หมายความว่า การตั้งให้ผู้อื่นปฏิบัติราชการแทนตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งยังปฏิบัติราชการอยู่
278. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีได้............
ตอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการ หรือ ปลัดกระทรวง หรือเลขาธิการสำนักงาน หรือ อธิการบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด
279. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวง.........
ตอบ รองปลัดกระทรวง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง เลขาธิการ อธิการบดี ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้ว่าราชการจังหวัด
280. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ..........
ตอบ รองเลขาธิการ หรือผู้ช่วยเลขาธิการ อธิการบดี ผู้อำนวยการสำนัก(หรือเทียบเท่าในกระทรวง)ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้ว่าราชการจังหวัด
281. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักในกระทรวง........
ตอบ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา
282. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา.....
ตอบ ข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นในเขตพื้นที่การศึกษา
283. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า.....
ตอบ ข้าราชการในสถานศึกษาหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
284. การรักษาราชการแทน หมายความว่าอย่างไร.......
ตอบการตั้งให้ให้ผู้อื่นมอบอำนาจให้ผู้อื่นปฏิบัติราชการแทนให้มีมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ในขณะที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนั้น หรือผู้ดำรงตำแหน่งนั้นไม่อยู่ หรือผู้ดำรงตำแหน่งนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ เช่น ไปราชการที่อื่นหลาย ๆ วัน
285. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรี......
ตอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา รัฐมนตรี
286. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนเลขานุการรัฐมนตรี............
ตอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี หรือ ข้าราชการในกระทรวง
287. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวง.........
ตอบ รองปลัดกระทรวง หรือ ข้าราชการตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเลขาธิการ
288. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการ.........
ตอบ รองเลขาธิการ หรือ ข้าราชการในสำนักงานที่มีตำแหน่งเทียบเท่ารองเลขาธิการ หรือ เลขาธิการสำนักหรือผู้อำนวยการสำนัก
289. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนัก......
ตอบ รองผู้อำนวยการสำนัก หรือ ข้าราชการในสำนักซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ารองผู้อำนวยการสำนัก
290. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา........
ตอบ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่ที่มีตำแหน่งเทียบเท่ารองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่
291. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถานศึกษา.............
ตอบ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือ ข้าราชการในสถานศึกษา
292. พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ประกาศใช้ พ.ศ. ใด.....
ตอบ พ.ศ. ๒๕๔๖
293. กฎหมายสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องใด......
ตอบ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรวิชาชีพครู หรือวิชาชีพทางการศึกษา และการดำเนินการควบคุมและส่งเสริมวิชาชีพครูเป็นการยกฐานะวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงเทียบเท่ากับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ เช่น แพทย์ กฎหมาย และวิศวกรรม เป็นต้น
294. ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา”หมายความว่าอย่างไร
ตอบ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
295. องค์กรวิชาชีพครูคือองค์กรใด............
ตอบ คุรุสภา
296. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา คือองค์กรใด.............
ตอบ คุรุสภา
297. คุรุสภา มีวัตถุประสงค์อย่างไร..........................
1. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐาน
วิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู
2. กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาวิชาชีพ
3. ประสาน ส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ
298. คุรุสภามีอำนาจหน้าหน้าที่อย่างไร........................
1. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ
2. ควบคุมความประพฤติและการดำเนินงานของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นไปตาม
มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
3. ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
4. พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
5. สนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
6. ส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องและผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
7. รับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรของสถาบันต่างๆ ตามมาตรฐานวิชาชีพ
8. รับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ รวมทั้งความชำนาญในการประกอบวิชาชีพ
9. ส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ
10. เป็นตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของประเทศไทย
11. ออกข้อบังคับของคุรุสภาว่าด้วยเรื่องต่างๆ ในอำนาจหน้าที่
12. ให้คำปรึกษาหรือเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายหรือปัญหาการพัฒนาวิชาชีพ
13. ให้คำแนะนำหรือเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ หรือออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศต่างๆ
14. กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคุรุสภา
15. ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคุรุสภา
16. กระทำกิจกรรมต่างๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของคุรุสภา
299. คุรุสภามีรายได้หรือไม่ ...............
ตอบ มี จากแหล่งต่างๆ ดังนี้
๑. ค่าธรรมเนียมต่างๆ
๒. เงินอุดหนุนจากงบประมาณ
๓. ผลประโยชน์จากการจัดการทรัพย์สินและการดำเนินกิจการของครุสภา(ศึกษาภัณฑ์ เป็นต้น)
๔. เงิน และทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้คุรุสภา
๕. ดอกผลที่เกิดจาก ๑-๔
300. ประธานคณะกรรมการคุรุสภา แต่งตั้งโดยใคร...........
ตอบ แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี