Paradigm กระบวนทัศน์
คำว่า กระบวนทัศน์ (Paradigm) ซึ่งมาจากภาษากรีก โดย para แปลว่า beside ส่วน digm แปลว่า ทฤษฎี คือ ชุดแนวความคิด หรือ มโนทัศน์ (Concepts) ค่านิยม (Values) ความเข้าใจรับรู้ (Perceptions) และการปฏิบัติ (Practice) ที่มีร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง ชุมชนหนึ่งและได้ก่อตัวเป็นแบบแผน ของทัศนะอย่างเฉพาะแบบหนึ่ง เกี่ยวกับความจริง (Reality) ซึ่งเป็นฐานของวิถี เพื่อการจัดการตนเอง ของชุมชนนั้น ทีทำหน้าที่สองประการ ประการแรกทำหน้าที่ วางหรือกำหนดกรอบ ประการที่สอง ทำหน้าที่บอกเราว่าควรจะประพฤติปฏิบัติอย่างไร ภายในกรอบเพื่อให้เกิดความสำเร็จ รวมไปถึง เราวัดความสำเร็จนั้นอย่างไร
Paradigm เป็นวิธีการหรือมุมมองต่อปรากฏการณ ์ที่แสดงความสัมพันธ์ ซึ่งนำไปสู่การวิจัยและการปฏิบัติ ช่วยให้เราเข้าใจปรากฏการณ์ ประเด็นปัญหา แนวทางแก้ไข และเกณฑ์ ในการพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน paradigm ประกอบด้วยทฤษฎีและวิธีการ
Paradigm หรือ กระบวนทัศน์ โดยมุมมองทางด้านวิทยาศาสตร์ได้นิยามไว้ว่า คือตัวอย่างต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับของ การทำงานด้าน วิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ตัวอย่างที่รวมไปถึงกฎ ทฤษฎี การนำไปใช้และเครื่องมือรวมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ได้ก่อให้ เกิดรูปแบบที่ซึ่งนำไปสู่ แนวปฏิบัติที่เชื่อมโยงกันอย่างเฉพาะพิเศษ ในงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์และอธิบายต่อว่า " คนที่มีงานวิจัยอยู่ในกระบวนทัศน์เดียวกัน จะมีกฎและมาตรฐานการปฏิบัติทางวิทยาศาสตร์เหมือนกัน และได้ผลออกมาเหมือนกัน"
กระบวนทัศน์ ก็คือ กระบวนคิดวิเคราะห์ วิธีคิด วิธีปฏิบัติ แนวการดำเนินชีวิต มาทบทวนใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับยุค และสถานการณ์ ที่กำลังเกิดขึ้น และที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ความเชื่อพื้นฐานที่มีในจิตใจของมนุษย์ทุกคน แตกต่างกันตามเพศ ตามวัย ตามสิ่งแวดล้อม ตามการศึกษาอบรม และตามการตัดสินใจเลือกของแต่ละบุคคล ความเชื่อพื้นฐานนี้แหละเป็นตัวกำหนด ให้แต่ละคนชอบอะไร และไม่ชอบอะไร พอใจแค่ไหนและอย่างไร เป็นตัวนำร่องการตัดสินใจ ด้วยความเข้าใจ และเหตุผลในตัวบุคคลคนเดียวกัน อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ หากรู้สึกว่ามีเหตุผล เพียงพอที่จะเปลี่ยน แต่จะไม่เปลี่ยนด้วยอารมณ์ ก่อนเปลี่ยนจะต้องมีความเข้าใจ กระบวนทัศน์เก่าที่มีอยู่และ กระบวนทัศน์ที่จะรับเข้ามาแทน มีการชั่งใจจนเป็นที่พอใจ มิฉะนั้นจะไม่ยอมเปลี่ยน เพราะอย่างไรเสีย ตราบใดที่มีสภาพเป็น คนเต็มเปี่ยมจะต้อง มีกระบวนทัศน์ใด กระบวนทัศน์หนึ่งเป็น ตัวตัดสินใจเลือกว่า จะเอาหรือจะปฏิเสธ ไม่มีไม่ได้ ถ้าไม่มีจะไม่รู้จักเลือก และตัดสินใจไม่เป็น
กระบวนทัศน์ไม่ใช่สมรรถนะตัดสินใจ สมรรถนะตัดสินใจ(faculty of decision) คือ เจตจำนง (The will) กระบวนทัศน์เป็นสมรรถนะเข้าใจ (understanding) และเชิญชวนให้เจตจำนงตัดสินใจ
กระบวนทัศน์แม้จะมีมากมาย กล่าวได้ว่าไม่มีคน 2 คนที่มีกระบวนทัศน์เหมือนกันราวกับแกะ
กระบวนทัศน์การวิจัย (Research Paradigm) เป็นกระบวนการทางความคิดและปฏิบัติการเกี่ยวกับการวิจัย ที่มีการเชื่อมโยง ระหว่างโลกทัศน์ (worldview) และมโนทัศน์ (concept) ต่อความเป็นจริง หรือปรากฏการณ์ในโลกอันเป็นพื้นฐาน ในการสร้างและทำความเข้าใจรับรู้ (perception) ต่อความเป็นจริง หรือปรากฏการณ์นั้นๆ เพื่อพัฒนาไปสู่การสร้างแนวปฏิบัติ (practice) รวมทั้งหาวิธีการจัดการ (management) ร่วมกัน โดยมีเป้าหมาย ในการสร้างแบบแผน (pattern) แบบจำลอง (model) รวมทั้ง ค่านิยม (value) ที่เป็นพื้นฐาน การจัดการตนเอง ของชุมชนหนึ่งๆ
ในเรื่องของกระบวนทัศน์นี้มีข้อที่น่าสังเกตคือ การเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ นั้น เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ครั้งเท่านั้นในสังคมมนุษย์ ครั้งที่หนึ่ง จากที่มนุษย์เร่ร่อนหากิน โดยการล่าสัตว์และเก็บพืชผลตามธรรมชาติมาทำเกษตรกรรมแบบตั้งรกราก และครั้งที่สอง เมื่อสมัยเรเนซอง และการปฏิวัติอุตสาหกรรมตามมา โดยอาจมองเดคาร์ต-นิวตัน ว่าเป็นนักคิด นักวิทยาศาสตร์ที่ให้ความชัดเจน แก่กระบวนทัศน์ในยุคนั้น ซึ่งได้แบ่งกายออกจากจิตอย่างเด็ดขาด และนิวตันก็มองสรรพสิ่งว่าเป็นก้อน ดังเช่นลูกบิลเลียดที่เคลื่อนไหว กระทบกระทั่งกัน หรือสัมพันธ์กันแต่ภายนอก ซึ่งจะตรงข้ามกับทัศนะในการ มองธรรมชาติแบบกระบวนทัศน์ใหม่ ซึ่งเกิดขึ้นในการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ ครั้งที่สาม ที่มนุษยชาติกำลังจะก้าวเข้าสู่ ยุคควอนตัมฟิสิกส์ที่ความสัมพันธ์แบบ เครือข่ายอันเป็น พลวัตจากภายในกายกับจิต คือหนึ่งเดียวไม่อาจแบ่งแยกกันได้ เคลื่อนไหวแปรเปลี่ยนแทรกซึมอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
ฉะนั้น เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนแปลงมนุษย์จึงจำเป็นจะต้องมีวิธีคิดแบบใหม่ ซึ่งผู้เขียนเองในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม จึงพยายามชี้ให้เห็นว่ากำลังมี การชนปะทะกัน ระหว่างวิทยาศาสตร์กายภาพ (mathematics philosophy) กับ universe ซึ่งเป็น machine กับโลกธรรมชาติ และอาจจะถึงจุดแตกหัก หากมนุษย์ยังคงดำเนินวิถีเช่นเดิมต่อไป แม้ว่าโลกยังคงอยู่ได้ แต่อาจมีมนุษยชาติ หลายเผ่าพันธุ์ไม่น้อย ที่จะต้องได้รับผลของความวิบัติที่เกิดขึ้น
ในเรื่องวิธีคิดแบบใหม่นี้ จำเป็นต้องทำความเข้าใจเรื่อง รากฐานของการเรียนรู้ เพราะกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์ ทั้งหมดตั้งอยู่บนฐาน ขององค์ความรู้ที่เราเชื่อมั่นว่าเป็นความจริง องค์ความรู้ที่ให้คำอธิบาย หรือตอบความจริงที่ว่านั้น ให้กับมนุษย์เราที่สำคัญที่สุดคือ วิทยาศาสตร์ที่มีรากเหง้าจากฟิสิกส์ กระบวนการเรียนการสอนทั้งหมดตั้งอยู่บนรากฐานนั้น วิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์เก่าจากฟิสิกส์เก่า และในปัจจุบันนี้ก็ยังมีวิทยาศาตร์ใหม่ที่ตั้งบนฟิสิกส์ใหม่เพิ่มเติมขึ้นมาอีก และบางส่วนได้พิสูจน์อย่างไร้ข้อสงสัยแล้วว่า วิทยาศาสตร์เก่า แม้ว่าจะนำมาใช้ได้จริงแต่ก็ยังหยาบมาก ซึ่งเมื่อลงไปในรายละเอียดแล้ว วิทยาศาสตร์เก่านั้นมีทั้งไม่จริงหรือไม่ก็ไม่สมบูรณ์เลย
วิทยาศาสตร์ใหม่และเป็นความรู้ใหม่จริงๆ นั้นมาจากวิทยาศาสตร์แห่งยุคใหม่ นำมาใช้ตามคำเรียกหาของนักวิชาการตะวันตก ในความหมายที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ด้านหนึ่งหมายถึง ควอนตัมฟิสิกส์และทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือ วิทยาศาสตร์ทางจิต สำหรับควอนตัมฟิสิกส์นั้น แม้ว่ายังมีการจัดไว้ให้เป็นวิทยาศาสตร์กายภาพ แต่ที่แน่นอนคือ ควอนตัมฟิสิกส์ ไม่ใช่ฟิสิกส์คลาสสิกของนิวตัน หรือกาลิเลโอดังเช่นที่เราคุ้นเคยกันอยู่ในขณะนี้ แม้ว่าจะมีบางอย่างที่ไม่จริง แต่ก็ยังนำมาใช้ได้ เป็นเพราะวิทยาศาสตร์เก่าตั้งบน หลักการเครื่องจักรเครื่องยนต์ประกอบขึ้น มาจากชิ้นส่วนของวัตถุที่แปลกต่างกัน เครื่องจักรเครื่องยนต์ที่จะทำงานได้ก็ต้องอาศัย พลังงานจากภายนอก ทำให้เราสามารถกำหนดหรือทำนายผลของการทำงานนั้นๆ ได้
แต่ควอนตัมฟิสิกส์ลงไปในรายละเอียดกว่าวิทยาศาสตร์คลาสสิกมากยิ่งนัก ในระดับที่ละเอียดเช่นนั้น การทำงานคือการใช้พลังงาน ที่มีเนื้อใน โดยมีรูปแบบทางควอนตัมออกมาเป็นชุดๆ อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งหมดเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียวหรือเป็นองค์รวม ซึ่งทั้งหมดคือส่วน และส่วนคือทั้งหมด โดยทั้งหมดจะไหลเลื่อนเคลื่อนไหวไปด้วยกัน เปลี่ยนแปลงสรรค์สร้างสิ่งใหม่ตลอดไป นั่นก็กระบวนการที่เรียกว่า วิวัฒนาการของธรรมชาติ โดยในธรรมชาตินั้นไม่มีการปฏิรูป จะมีก็แต่วิวัฒนาการที่ว่าเท่านั้น
เนื่องจากควอนตัมฟิสิกส์นั้นลงไปในรายละเอียดมาก สู่สภาวะที่ไม่มีความคงที่แน่นอน มีสภาวะเป็นคลื่น เป็นสสาร เป็นครึ่งๆ กลางๆ หรือเป็นสภาพของสนามแห่งความพัวพันกันก็ได้ เป็นต้นว่า เป็นสนามพลังงานที่อยู่ในรูปแบบต่างๆ เช่น เป็นสนามข้อมูล ความจำ ที่ว่าง หรือเวลาก็ได้ กระทั่งเป็นดังที่นักฟิสิกส์หลายคนเชื่อว่า เป็นสนามพลังงานจิตหรือเป็นสนามจิตที่ไร้สำนึกของจักรวาลก็ได้ ซึ่งสภาพที่ละเอียดยิ่งเช่นนั้น ไม่แน่นอน ไม่เที่ยงและทำนายไม่ได้ มีลักษณะที่ไม่แตกต่างไปจากจิตจริงๆ
ดังนั้น ในทศวรรษหลังๆ มานี้ จึงมีกลุ่มวิชาที่เกี่ยวข้องกับจิตหรือระบบประสาทและสมอง รวมทั้งเรื่องของพลังงานจิตและความรู้เร้นลับ ความรู้ที่แนบเนื่องกับศาสนาที่อุบัติจากทางตะวันออก เช่น ศาสนาพุทธ รวมกันแล้วว่า 12 วิชาที่เรียกรวมๆ กันว่า วิทยาศาสตร์ทางจิต ซึ่งมีอภิปรัชญาใหม่เป็นตัวเชื่อมระหว่างควอนตัมเมคานิกส์หรือฟิสิกส์ใหม่ที่กล่าวมานั้นกับเรื่องของจิตหรือจิตวิญญาณทั้งหมด ฉะนั้น กระบวนการเรียนรู้ใหม่และระบบการศึกษาใหม่จึงต้องเป็นไปตามนั้น ทำให้การมองความจริง หรือการรับรู้โลกและจักรวาลของมนุษย์ ซึ่งก็คือการรับรู้ธรรมชาติต้องเปลี่ยนแปลงไป ธรรมชาติของจักรวาลกายภาพ ที่โลกตะวันตก สอนมานั้นเป็นเรื่องของกายวัตถุทั้งหมด แท้จริงนั้นเป็นความรู้เก่าของชาวตะวันออกซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติอยู่แล้ว
หนึ่ง คือธรรมชาติกายภาพที่มนุษย์มองเห็น
สอง จะเป็นภาพมายาของธรรมชาติที่แท้จริงซึ่งอยู่เบื้องหลังอีกที จึงนำมาอธิบายต่อไปได้ว่าทำไมมนุษย์ และสัตว์แต่ละชนิดจึงเห็น และรับรู้ธรรมชาติได้ไม่เหมือนกัน เพราะทั้งคนและสัตว์แต่ละชนิด แต่ละประเภทแปลธรรมชาติที่แท้จริง (ปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสง/สสาร) ให้เป็นการรับรู้หรือมองเห็นแปลกต่างจากกัน
ส่วนธรรมชาติที่สาม คือ จิตสูงสุดหรือปัญญาสูงสุด คือความจริงแท้ที่รับรู้ด้วยจิตเหนือจิต นั่นคือ สัจธรรมหรือธรรมะในพุทธศาสนา นั่นคือสิ่งที่เรียกว่าพระเจ้าหรือเต๋าหรือพรห์มมัน/ปรมาตมันที่ล้วนคือ “หนึ่ง” เช่นเดียวกันทั้งสิ้น เพียงแต่ใช้คำเรียกต่างกัน
การมองเห็นหรือเรียนรู้ความจริงที่เปลี่ยนไปนี้คือ สิ่งที่นักคิดหลายคนเรียกว่า วิสัยทัศน์ใหม่ต่อความจริงแท้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ในหลักการที่รับรู้ร่วมกันนั่นคือ โลกทัศน์หรือ “กระบวนทัศน์” ซึ่งมีหลักการและรูปแบบใหม่ ที่แปลกต่างไม่เหมือนเดิม ด้วยฟิสิกส์ใหม่ เป็นตัวผลักดันการเปลี่ยนแปลง ประกอบกับตัวเร่งที่มนุษย์ได้มาจากความคิด และการสะท้อนความคิด ของตนเองสู่ภายใน
อาทิ จากสภาวะล่มสลายของระบบนิเวศธรรมชาติและมหันตภัยทุกๆ ด้านที่เป็นผลพวง ไม่ว่าจะเป็นสภาพโลกร้อน เอลนีโญ อากาศเป็นพิษ และมลภาวะ ทำให้มนุษย์รู้ว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา ด้วยวิทยาศาสตร์กายภาพและชีววิทยาที่ตั้งอยู่บนความบังเอิญ มนุษย์ได้ดำรงชีวิต ของตนและนำพาสังคมโลกผิดพลาดไปจากกระบวนการธรรมชาติ
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ด้วยวิกฤตในแทบทุกๆ ด้าน กลายเป็นวิกฤตการณ์ที่มีคุณค่าและความหมายในแง่ของการสื่อให้มนุษย์เริ่มรู้ตัว มนุษย์แทบทุกคนต่างรู้แล้วว่าเราต้องเปลี่ยนแปลง ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้ทั้งหมดที่เป็นรากฐานของระบบทุกระบบของสังคม จึงต้องเปลี่ยนแปลงใหม่ไปด้วยกัน ทั้งกรุเพื่อให้สอดคล้องกับกระบวนทัศน์ใหม่ของสังคมด้วยเช่นกัน นั่นคือการเปลี่ยนแปลง ที่ศรีอรพินเธอเคยบอกว่า
"เวลาของการเปลี่ยนแปลงได้มาถึงแล้ว เราทุกคน ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ต้องอ่านสัญลักษณ์นั้นให้ออกและดำเนินการไปตามนั้น อย่างเงียบๆ การเปลี่ยนแปลงนั้น ต้องเป็นโลกาภิวัตน์ คือต้องทั้งหมด แม้แต่เศษผงธุลีก็ต้องเปลี่ยน"
ฉะนั้น ระบบการศึกษาจึงต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความจริงที่ยอมรับร่วมกันใหม่ โดยเปลี่ยนจากระบบการศึกษา ปัจจุบันที่สารัตถะ ทั้งหมดนั้น อยู่ที่ภายนอก ที่มนุษย์รับรู้เป็นความแปลกต่าง ไปสู่กระบวนทัศน์ทางการศึกษา ที่ชี้นำจากภายในออกมา ภายนอก ด้านหนึ่ง เป็นการศึกษา ที่สอดคล้องกับกระบวนการวิวัฒนาการทางกายภาพ ของสมองและพฤติกรรมที่กำหนดจากภายใน มาปฏิสัมพันธ์ กับสิ่งแวดล้อมภายนอก ให้มีการเคลื่อนไหววิวัฒนาการต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง
ส่วนอีกด้านหนึ่ง จะเป็นการเดินทางที่จะเตรียมนำตัวมนุษย์ไปสู่ปัญญาเหนือปัญญาของจักรวาลอีกทีหนึ่ง ดังที่ ญ็อง เปียเจต์ และรูดอล์ฟ สไตเนอร์ พูดเหมือนๆ กับดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น
ความหมายของกระบวนทัศน์ (Paradigm)
คำว่า กระบวนทัศน์ (Paradigm) เป็นคำศัพท์ที่ Thomas S. Kuhn ได้นำเสนอและเผยแพร่เมื่อประมาณต้นปี ค.ศ. 1970 (ตรงกับ พ.ศ. 2513) อีกทั้งจากการประชุมทางวิชาการด้านรัฐศาสตร์ในปี ค.ศ. 1974 และจากการประชุมทางด้านการบริหารรัฐกิจของประเทศ
สหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1975 เป็นผลให้นักวิชาการสนใจศึกษาเกี่ยวกับกระบวนทัศน์มากขึ้น
นักวิชาการได้ให้ความหมายของกระบวนทัศน์ไว้หลายความหมาย ดังนี้
Thomas S. Kuhn กล่าวว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง ผลสำเร็จทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Achievement) ที่นักวิชาการนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการศึกษาสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมองค์การ นโยบาย โครงสร้าง กระบวนการ เทคโนโลยี และพฤติกรรมการบริหาร
Robert T. Holt & John M. Richardson กล่าวว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง แบบแผน หรือกรอบเค้าโครงที่กำหนดรูปแบบและแนวทางการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีองค์ประกอบ 5 ประการ คือ (1) แนวความคิดเชิงทฤษฎี (2) ทฤษฎี (3) กฎ (4) ปัญหา (5) ข้อเสนอแนะ
เฉลิมพล ศรีหงษ์ กล่าวว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง การกำหนดแก่นของปัญหาและแนวทางแก้ปัญหาในลักษณะภาพรวม ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิชาการที่เกี่ยวข้องในช่วงระยะเวลาหนึ่ง และใช้เป็นพื้นฐานร่วมกันในการศึกษาค้นคว้าหาคำตอบ หรืออธิบายรายละเอียดต่อไป
กล่าวโดยสรุปกระบวนทัศน์ หมายถึง ตัวแบบ รูปแบบ กรอบแนวความคิด แนวทางการศึกษา ที่ใช้วิธีการทางด้าน วิทยาศาสตร์ เป็นเครื่องมือในการศึกษา และแก้ปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นที่ยอมรับของนักวิชาการ ณ ช่วงระยะเวลาหนึ่ง
ขอขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.novabizz.com/NovaAce/Subconscious.htm
วันศุกร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2553
วันพฤหัสบดีที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2553
เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 6
301. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุรุสภามีกี่คน.........
ตอบ ๗ คน
302. กรรมการประเภทใดมีจำนวนมากที่สุดในคณะกรรมการคุรุสภา.........
ตอบ กรรมการผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ
303. กรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการคุรุสภา มีกี่คน............
ตอบ ๗ คน
304. คณะกรรมการคุรุสภามีทั้งหมดกี่คน.............
ตอบ ๓๖ คน
305. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการคุรุสภา.............
ตอบ เลขาธิการคุรุสภา
306.การเลือกกรรมการผู้แทนคณบดีคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ซึ่งเป็นกรรมการในคณะ
กรรมการคุรุสภา มีวิธีเลือกอย่างไร.................
ตอบ คณบดี คณะครุศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัย ต่างๆ เลือกกันเอง
307. กรรมการชุดใดในคณะกรรมการคุรุสภาที่ได้มาจากการเลือกตั้ง......
ตอบ กรรมการผู้แทนครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้เลือกตั้งกันตามสัดส่วน
308. พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา กล่าวถึงคณะกรรมการกี่คณะ.......
ตอบ ๓ คณะ ได้แก่
๑. คณะกรรมการคุรุสภา
๒. คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ว่าด้วยมาตรฐานและใบอนุญาต)
๓. คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
309. คณะกรรมการคุรุสภามีอำนาจหน้าที่อย่างไรบ้าง..................
๑.บริหารและดำเนินการตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของคุรุสภาซึ่กำหนด
ใน พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖
๒. ให้คำปรึกษาและแนะนำแก่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ
๓. พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ตามมาตร ๕๔
๔. เร่งรัดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ หรือคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด
๕. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา
๖. ควบคุมดูแลการดำเนินงานและบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เกี่ยวกับเรื่อง การแบ่งส่วนงานของสำนักงานเลขาธิการฯ การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติ อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของคุรุสภา คัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน วินัย และลงโทษวินัย การ
ออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์ การบริหารจัดการการเงิน พัสดุ และทรัพย์สินของคุรุสภา
กำหนดอำนาจหน้าที่และระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายใน
๗. กำหนดนโยบายการบริหารงาน และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการฯ
๘. ปฏิบัติงานอื่นตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา
๙. พิจารณาหรือดำเนินการในเรื่องอื่นตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย
310. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ตาม พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มีอะไรบ้าง....................
๑. พิจารณาการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา การพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต
๒. กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
๓. ส่งเสริม พัฒนา และเสนอแนะคณะกรรมการคุรุสภา กำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ
๔. ส่งเสริม ยกย่อง และพัฒนาวิชาชีพไปสู่ความเป็นเลิศในสาขาต่างๆ ตามที่กำหนดในข้อบังคับของคุรุสภา
๕. แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการ หรือมอบหมายกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ
311. คณะกรรมการคุรุสภามีการประชุมอย่างน้อยเดือนละกี่ครั้ง............
ตอบ ๑ ครั้ง
312. หากการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ประธานไม่อยู่ ทำอย่างไร........
ตอบ ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งมาเป็นประธาน
313. รัฐมนตรีสามารถเข้าร่วมประชุม หรือชี้แจงในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาได้หรือไม่ .....
ตอบ ได้
314. การดำเนินการของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ อนุกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้เป็นไปตามกฎหมายใด..........
ตอบ ประมวลกฎหมายอาญา
315. กรรมการมาตรฐานวิชาชีพ กับกรรมการคุรุสภา สามารถดำรงตำแหน่งในคราวเดียวกันได้หรือไม่......
ตอบ ไม่ได้ ยกเว้นประธาน และกรรมการโดยตำแหน่ง
316. กรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วยใครบ้าง....................
ตอบ ๑๙ คน
๑. รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุรุสภา
๒. กรรมการโดยตำแหน่ง ๕ คน
๓. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ คน
๔. กรรมการผู้แทนคณะศึกษาศาสตร์ หรือครุศาสตร์ ๒ คน
๕. กรรมการจากผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ๖ คน
๖. เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ
317. ใครมีอำนาจในการสรรหา และถอดถอนเลขาธิการคุรุสภา...........
ตอบ คณะกรรมการคุรุสภา
318. เลขาธิการคุรุสภาจะต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาหรือไม่...............
ตอบ เลขาธิการคุรุสภาจะต้องเป็นผู้สามารถทำงานให้สำนักงานคุรุสภาได้เต็มเวลา
319. อายุต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ สามารถเป็นเลขาธิการคุรุสภาได้หรือไม่.........
ตอบ ไม่ได้
320. อายุเกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์ สามารถเป็นเลขาธิการคุรุสภาได้หรือไม่..........
ตอบ ไม่ได้
321. เลขาธิการคุรุสภามีวาระดำรงตำแหน่งกี่ปี.............
ตอบ คราวละ ๔ ปี อาจได้รับแต่งตั้งอีก แต่ดำรงตำแหน่งเกิน ๒ วาระติดต่อกันไม่ได้
322. หน้าที่ของเลขาธิการคุรุสภามีอะไรบ้าง.............
ตอบ บริหารกิจการของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ระเบียบ ข้อบังคับเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ทุกตำแหน่งในสำนักงาน
323. ใครมีหน้าที่เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาต่อคณะกรรมการคุรุสภา
ตอบ เลขาธิการคุรุสภา
324. วิชาชีพควบคุม ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้แก่วิชาชีพใดบ้าง....
ตอบ วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา
325. ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต จะได้รับโทษอย่างไร.........
ตอบ จำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
326. ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เข้ามาให้ความรู้แก่ผู้เรียนเป็นครั้งคราวในฐานะวิทยากรพิเศษทางการศึกษาถือว่าผิด พรบ. สภาครู หรือไม่..........
ตอบ ไม่ผิด
327. ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจะได้รับโทษจำคุก และปรับ ยกเว้นบุคคลใด.......
ตอบ ผู้เข้ามาเป็นวิทยากรพิเศษ หรือให้ความรู้แก่ผู้เรียนเป็นครั้งคราว หรือ ผู้ไม่ได้ประกอบวิชาชีพหลักด้านการเรียนการสอนแต่บางครั้งต้องทำหน้าที่สอน นักศึกษาฝึกงานการสอนผู้เข้ารับการฝึกอบรม
328. ผู้จัดการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมหรือไม่........
ตอบ ไม่ต้องมี
329. ผู้ที่ทำหน้าที่สอนในศูนย์การเรียน ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมหรือไม่
ตอบ ไม่ต้อง
330. คณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมหรือไม่....
ตอบ ไม่ต้อง
331. ผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่.....
ตอบ มี
332. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่.........
ตอบ จะต้องมี เพราะเป็นผู้บริหารการศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนผู้บริหารระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา ไม่ต้องมี
333. อายุต่ำกว่า ๒๐ ปี สามารถขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้หรือไม่........
ตอบ ไม่ได้
334. ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพควบคุม จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง..................
๑. มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
๒. มีวุฒิปริญญาทางการศึกษาหรือเทียบเท่า หรือมีวุฒิการศึกษาตามที่คุรุสภารับรอง
๓. ผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติการสอนตามที่คุรุสภากำหนด
335. ผู้ฝ่าฝืนประกอบวิชาชีพควบคุมโดยมิได้รับอนุญาตจากคุรุสภาจะได้รับโทษอย่างไร.....
ตอบ จำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
336. มาตรฐานวิชาชีพ ตาม พรบ. สภาครู ๒๕๔๖ ประกอบด้วยมาตรฐานด้านใดบ้าง......
ตอบ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน
337. มาตรฐานการปฏิบัติตนให้กำหนดเป็นข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ ประกอบด้วยจรรยาบรรณด้านใดบ้าง
๑. จรรยาบรรณต่อตนเอง
๒. จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
๓. จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
๔. จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ
๕. จรรยาบรรณต่อสังคม
338. อำนาจชี้ขาด (บทลงโทษ) ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพมีอะไรบ้าง.........
๑. ยกข้อกล่าวหา
๒. ตักเตือน
๓. ภาคทัณฑ์
๔. พักใบอนุญาตตามสมควร แต่ไม่เกิน ๕ ปี
๕. เพิกถอนใบอนุญาต (เป็นเวลา ๕ ปี)
339. ผู้ถูกกล่าวหาสามารถอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพภายในกี่วัน....
ตอบ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัย
340. คำวินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพออกในรูปแบบใด.....
ตอบ คำสั่ง พร้อมด้วยเหตุผลแนบ
341. หากผู้ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฝ่าฝืนจะได้รับโทษอย่างไร.....
ตอบ จำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือ ปรับไม่เกิน ๖๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
342. สมาชิกคุรุสภามีกี่ประเภท........
ตอบ ๒ ประเภท สมาชิกสามัญ และสมาชิกกิตติมศักดิ์
343. ผู้ที่เป็นสมาชิกสามัญของคุรุสภา จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร.......
ตอบ มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ไม่เป็นคนล้มละลาย ไร้ความสามารถหรือมีประวัติเสื่อมเสียทางจริยธรรม
344. สมาชิกคุรุสภา ประเภทสมาชิกกิตติมศักดิ์ เป็นอย่างไร......
ตอบ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะกรรมการคุรุสภาแต่งตั้งโดยต้องมีมติเป็นเอกฉันท์
345. ครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นสมาชิกคุรุสภาประเภทใด.....(สมาชิกสามัญ)
346. สมาชิกสามัญสามารถแสดงความคิดเห็นหรือซักถามเกี่ยวกับกิจการของคุรุสภาต่อคณะกรรมการฯได้หรือไม่
ตอบ ได้
347. กรณีใดถือว่าพ้น (หรือสิ้นสุด) จากการเป็นสมาชิกคุรุสภา......
ตอบ ตาย ลาออก มติคณะกรรมการฯ รวมถึงการถูกเพิกถอนใบอนุญาต
348. คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาม พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๖ เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ใด.........
๑. ส่งเสริมสวัสดิการ สวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์ ความมั่นคงของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
๒. ส่งเสริมความสามัคคี ผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพ
๓. ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษา เรื่อง สื่อการเรียนการสอน วัสดุ
อุปกรณ์
๔. ส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาด้านสวัสดิการ สวัสดิภาพ การผดุงเกียรติของผู้ประกอบวิชาชีพ
349. ใครเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูฯ ....
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาฯ
350. กรรมการโดยตำแหน่ง ๖ คน ของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูฯ มีใครบ้าง.
๑. เลขาธิการสภาการศึกษา (สภาการศึกษา)
๒. เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
๓. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
๔. เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
๕. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ตอบ ๗ คน
302. กรรมการประเภทใดมีจำนวนมากที่สุดในคณะกรรมการคุรุสภา.........
ตอบ กรรมการผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ
303. กรรมการโดยตำแหน่งในคณะกรรมการคุรุสภา มีกี่คน............
ตอบ ๗ คน
304. คณะกรรมการคุรุสภามีทั้งหมดกี่คน.............
ตอบ ๓๖ คน
305. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการคุรุสภา.............
ตอบ เลขาธิการคุรุสภา
306.การเลือกกรรมการผู้แทนคณบดีคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์ซึ่งเป็นกรรมการในคณะ
กรรมการคุรุสภา มีวิธีเลือกอย่างไร.................
ตอบ คณบดี คณะครุศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัย ต่างๆ เลือกกันเอง
307. กรรมการชุดใดในคณะกรรมการคุรุสภาที่ได้มาจากการเลือกตั้ง......
ตอบ กรรมการผู้แทนครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยให้เลือกตั้งกันตามสัดส่วน
308. พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา กล่าวถึงคณะกรรมการกี่คณะ.......
ตอบ ๓ คณะ ได้แก่
๑. คณะกรรมการคุรุสภา
๒. คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (ว่าด้วยมาตรฐานและใบอนุญาต)
๓. คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
309. คณะกรรมการคุรุสภามีอำนาจหน้าที่อย่างไรบ้าง..................
๑.บริหารและดำเนินการตามวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของคุรุสภาซึ่กำหนด
ใน พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖
๒. ให้คำปรึกษาและแนะนำแก่คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ
๓. พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ตามมาตร ๕๔
๔. เร่งรัดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ หรือคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพปฏิบัติตามอำนาจและหน้าที่ตามกฎหมายกำหนด
๕. แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา
๖. ควบคุมดูแลการดำเนินงานและบริหารงานทั่วไป ตลอดจนออกระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือข้อกำหนดเกี่ยวกับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา เกี่ยวกับเรื่อง การแบ่งส่วนงานของสำนักงานเลขาธิการฯ การกำหนดตำแหน่ง คุณสมบัติ อัตราเงินเดือน ค่าจ้าง ค่าตอบแทน ของพนักงานเจ้าหน้าที่ของคุรุสภา คัดเลือก บรรจุ แต่งตั้ง ถอดถอน วินัย และลงโทษวินัย การ
ออกจากตำแหน่ง การร้องทุกข์ การบริหารจัดการการเงิน พัสดุ และทรัพย์สินของคุรุสภา
กำหนดอำนาจหน้าที่และระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายใน
๗. กำหนดนโยบายการบริหารงาน และให้ความเห็นชอบแผนการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการฯ
๘. ปฏิบัติงานอื่นตามที่กฎหมายกำหนดไว้เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา
๙. พิจารณาหรือดำเนินการในเรื่องอื่นตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย
310. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ตาม พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ มีอะไรบ้าง....................
๑. พิจารณาการออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา การพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาต
๒. กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
๓. ส่งเสริม พัฒนา และเสนอแนะคณะกรรมการคุรุสภา กำหนดมาตรฐานและจรรยาบรรณในการประกอบวิชาชีพ
๔. ส่งเสริม ยกย่อง และพัฒนาวิชาชีพไปสู่ความเป็นเลิศในสาขาต่างๆ ตามที่กำหนดในข้อบังคับของคุรุสภา
๕. แต่งตั้งที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการ หรือมอบหมายกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจและหน้าที่ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ
311. คณะกรรมการคุรุสภามีการประชุมอย่างน้อยเดือนละกี่ครั้ง............
ตอบ ๑ ครั้ง
312. หากการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ประธานไม่อยู่ ทำอย่างไร........
ตอบ ที่ประชุมเลือกกรรมการคนหนึ่งมาเป็นประธาน
313. รัฐมนตรีสามารถเข้าร่วมประชุม หรือชี้แจงในการประชุมคณะกรรมการคุรุสภาได้หรือไม่ .....
ตอบ ได้
314. การดำเนินการของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ อนุกรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ให้เป็นไปตามกฎหมายใด..........
ตอบ ประมวลกฎหมายอาญา
315. กรรมการมาตรฐานวิชาชีพ กับกรรมการคุรุสภา สามารถดำรงตำแหน่งในคราวเดียวกันได้หรือไม่......
ตอบ ไม่ได้ ยกเว้นประธาน และกรรมการโดยตำแหน่ง
316. กรรมการมาตรฐานวิชาชีพ ประกอบด้วยใครบ้าง....................
ตอบ ๑๙ คน
๑. รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุรุสภา
๒. กรรมการโดยตำแหน่ง ๕ คน
๓. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๔ คน
๔. กรรมการผู้แทนคณะศึกษาศาสตร์ หรือครุศาสตร์ ๒ คน
๕. กรรมการจากผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ๖ คน
๖. เลขาธิการคุรุสภา เป็นกรรมการและเลขานุการ
317. ใครมีอำนาจในการสรรหา และถอดถอนเลขาธิการคุรุสภา...........
ตอบ คณะกรรมการคุรุสภา
318. เลขาธิการคุรุสภาจะต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาหรือไม่...............
ตอบ เลขาธิการคุรุสภาจะต้องเป็นผู้สามารถทำงานให้สำนักงานคุรุสภาได้เต็มเวลา
319. อายุต่ำกว่า ๓๕ ปีบริบูรณ์ สามารถเป็นเลขาธิการคุรุสภาได้หรือไม่.........
ตอบ ไม่ได้
320. อายุเกิน ๖๐ ปีบริบูรณ์ สามารถเป็นเลขาธิการคุรุสภาได้หรือไม่..........
ตอบ ไม่ได้
321. เลขาธิการคุรุสภามีวาระดำรงตำแหน่งกี่ปี.............
ตอบ คราวละ ๔ ปี อาจได้รับแต่งตั้งอีก แต่ดำรงตำแหน่งเกิน ๒ วาระติดต่อกันไม่ได้
322. หน้าที่ของเลขาธิการคุรุสภามีอะไรบ้าง.............
ตอบ บริหารกิจการของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ระเบียบ ข้อบังคับเป็นผู้บังคับบัญชาเจ้าหน้าที่ทุกตำแหน่งในสำนักงาน
323. ใครมีหน้าที่เสนอรายงานประจำปีเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาต่อคณะกรรมการคุรุสภา
ตอบ เลขาธิการคุรุสภา
324. วิชาชีพควบคุม ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ได้แก่วิชาชีพใดบ้าง....
ตอบ วิชาชีพครู ผู้บริหารสถานศึกษา และผู้บริหารการศึกษา
325. ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต จะได้รับโทษอย่างไร.........
ตอบ จำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๒๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
326. ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ เข้ามาให้ความรู้แก่ผู้เรียนเป็นครั้งคราวในฐานะวิทยากรพิเศษทางการศึกษาถือว่าผิด พรบ. สภาครู หรือไม่..........
ตอบ ไม่ผิด
327. ผู้ประกอบวิชาชีพควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาตจะได้รับโทษจำคุก และปรับ ยกเว้นบุคคลใด.......
ตอบ ผู้เข้ามาเป็นวิทยากรพิเศษ หรือให้ความรู้แก่ผู้เรียนเป็นครั้งคราว หรือ ผู้ไม่ได้ประกอบวิชาชีพหลักด้านการเรียนการสอนแต่บางครั้งต้องทำหน้าที่สอน นักศึกษาฝึกงานการสอนผู้เข้ารับการฝึกอบรม
328. ผู้จัดการศึกษาตามอัธยาศัย ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมหรือไม่........
ตอบ ไม่ต้องมี
329. ผู้ที่ทำหน้าที่สอนในศูนย์การเรียน ตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมหรือไม่
ตอบ ไม่ต้อง
330. คณาจารย์ในมหาวิทยาลัย ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุมหรือไม่....
ตอบ ไม่ต้อง
331. ผู้บริหารสถานศึกษา จะต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่.....
ตอบ มี
332. ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพหรือไม่.........
ตอบ จะต้องมี เพราะเป็นผู้บริหารการศึกษาในระดับเขตพื้นที่การศึกษา ส่วนผู้บริหารระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา ไม่ต้องมี
333. อายุต่ำกว่า ๒๐ ปี สามารถขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้หรือไม่........
ตอบ ไม่ได้
334. ผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพควบคุม จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง..................
๑. มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีบริบูรณ์
๒. มีวุฒิปริญญาทางการศึกษาหรือเทียบเท่า หรือมีวุฒิการศึกษาตามที่คุรุสภารับรอง
๓. ผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑ ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติการสอนตามที่คุรุสภากำหนด
335. ผู้ฝ่าฝืนประกอบวิชาชีพควบคุมโดยมิได้รับอนุญาตจากคุรุสภาจะได้รับโทษอย่างไร.....
ตอบ จำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือปรับไม่เกิน ๖๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
336. มาตรฐานวิชาชีพ ตาม พรบ. สภาครู ๒๕๔๖ ประกอบด้วยมาตรฐานด้านใดบ้าง......
ตอบ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มาตรฐานการปฏิบัติงาน และมาตรฐานการปฏิบัติตน
337. มาตรฐานการปฏิบัติตนให้กำหนดเป็นข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ ประกอบด้วยจรรยาบรรณด้านใดบ้าง
๑. จรรยาบรรณต่อตนเอง
๒. จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ
๓. จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ
๔. จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ
๕. จรรยาบรรณต่อสังคม
338. อำนาจชี้ขาด (บทลงโทษ) ของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพมีอะไรบ้าง.........
๑. ยกข้อกล่าวหา
๒. ตักเตือน
๓. ภาคทัณฑ์
๔. พักใบอนุญาตตามสมควร แต่ไม่เกิน ๕ ปี
๕. เพิกถอนใบอนุญาต (เป็นเวลา ๕ ปี)
339. ผู้ถูกกล่าวหาสามารถอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพภายในกี่วัน....
ตอบ ภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันได้รับแจ้งคำวินิจฉัย
340. คำวินิจฉัยของคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพออกในรูปแบบใด.....
ตอบ คำสั่ง พร้อมด้วยเหตุผลแนบ
341. หากผู้ถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฝ่าฝืนจะได้รับโทษอย่างไร.....
ตอบ จำคุกไม่เกิน ๓ ปี หรือ ปรับไม่เกิน ๖๐๐๐๐ บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
342. สมาชิกคุรุสภามีกี่ประเภท........
ตอบ ๒ ประเภท สมาชิกสามัญ และสมาชิกกิตติมศักดิ์
343. ผู้ที่เป็นสมาชิกสามัญของคุรุสภา จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร.......
ตอบ มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ ไม่เป็นคนล้มละลาย ไร้ความสามารถหรือมีประวัติเสื่อมเสียทางจริยธรรม
344. สมาชิกคุรุสภา ประเภทสมาชิกกิตติมศักดิ์ เป็นอย่างไร......
ตอบ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะกรรมการคุรุสภาแต่งตั้งโดยต้องมีมติเป็นเอกฉันท์
345. ครู และบุคลากรทางการศึกษาเป็นสมาชิกคุรุสภาประเภทใด.....(สมาชิกสามัญ)
346. สมาชิกสามัญสามารถแสดงความคิดเห็นหรือซักถามเกี่ยวกับกิจการของคุรุสภาต่อคณะกรรมการฯได้หรือไม่
ตอบ ได้
347. กรณีใดถือว่าพ้น (หรือสิ้นสุด) จากการเป็นสมาชิกคุรุสภา......
ตอบ ตาย ลาออก มติคณะกรรมการฯ รวมถึงการถูกเพิกถอนใบอนุญาต
348. คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ตาม พรบ. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๖ เกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ใด.........
๑. ส่งเสริมสวัสดิการ สวัสดิภาพ สิทธิประโยชน์ ความมั่นคงของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
๒. ส่งเสริมความสามัคคี ผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพ
๓. ส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษา เรื่อง สื่อการเรียนการสอน วัสดุ
อุปกรณ์
๔. ส่งเสริมสนับสนุนการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาด้านสวัสดิการ สวัสดิภาพ การผดุงเกียรติของผู้ประกอบวิชาชีพ
349. ใครเป็นประธานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูฯ ....
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาฯ
350. กรรมการโดยตำแหน่ง ๖ คน ของคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูฯ มีใครบ้าง.
๑. เลขาธิการสภาการศึกษา (สภาการศึกษา)
๒. เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
๓. เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา
๔. เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
๕. เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
ธรรมชาติของมนุษย์
ธรรมชาติของมนุษย์
ในการทำงานกับมนุษย์ เราจะต้องเรียนรู้และพยายามเข้าใจถึง การกระทำและการแสดงของเขาเกิดเนื่องจาก " ความเป็นมนุษย์ที่มี ความต้องการ" เช่นเดียวกัน ซึ่งการศึกษาเรื่องธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์ จะช่วยให้เราเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น และนำไปสู่การยอมรับความแตกต่างของมนุษย์ได้ เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับมนุษย์ในสังคม อย่างมีความสุข รู้และเข้าใจความมีอยู่เป็นอยู่จริง ตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งจะช่วยให้เรา สามารถตอบสนองความต้องการ ของผู้อื่นได้ อย่างถูกต้อง อันนำไปสู่การมี ความสัมพันธ์ที่ดี และมีมนุษยสัมพันธ์ต่อกัน เราควรระลึกเสมอว่า คนมิใช่สิ่งของ (Man is not a thing ) หรือเครื่องจักร เพราะคนมีอารมณ์ความรู้สึก ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดเห็น และบุคคลิกลักษณะส่วนตัว ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิต และประสิทธิภาพขององค์การ มนุษยสัมพันธ์จึงเป็นการศึกษาใจคนเป็นส่วนใหญ่ เป็นการเข้ากับคน เอาชนะใจคน (เสถียร มงคลหัตถี , 2510 : 30) ด้วยเหตุนี้ความสามารถเข้ากับคนได้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินชีวิต
" ผู้ที่ล้มเหลวในการดำเนินชีวิตก็เพราะเข้ากับคนไม่ได้ แม้จะมีความรู้ความสามารถสูงสักเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถเข้ากับคน หรือสังคมได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถ รวมทั้งชีวิตร่างกายจะไร้คุณค่า สิ้นความหมาย และนั่นคือความล้มเหลวของชีวิตของคนเรา "
ในโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งไปกว่าคน และในตัวบุคคลไม่มีอะไรจะสำคัญยิ่งไปกว่าจิตใจ ( In the world there is nothing great but man, in man there is nothing great but mind )
การที่มนุษย์มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน จะทำให้บุคคลทำงานและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีราบรื่นดี และมีความสุข หากสัมพันธภาพเป็นไปในทางลบ ก็จะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสงบสุข มีผลให้งานด้อยประสิทธิภาพไปด้วยและอาจจะทำให้เกิดความแตกแยกในที่สุด ดังนั้นจึงควรมุ่งศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล อันจะเป็นผลต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของมนุษย์ (Ann Ellenson ,1982 : 11)
ธรรมชาติของมนุษย์
ธรรมชาติได้สร้างสิ่งที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน โดยมีการคัดเลือกพันธ์ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตใดที่มีความสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งมีชีวิตนั้นก็จะสามารถอยู่รอด และถ่ายทอดลักษณะเด่นนั้นๆ ออกมาให้แก่ลูกหลานสืบต่อเผ่าพันธ์ และสามารถดำรงเผ่าพันธ์ตนเองไว้ได้ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างดียิ่ง มนุษย์จึงยังสามารถดำรงเผ่าพันธ์ของตนไว้ได้จนถึงปัจจุบัน
โธมาส ฮอบส์ ( Thomas Hobbes ) กล่าวว่า " ธรรมชาติของคนนั้นป่าเถื่อน เห็นแก่ตัว ขี้โม้โอ้อวดตน ต่ำช้า หยาบคาย เอาแต่ใจตัวเอง ยื้อแย่งแข่งดีกันโดยไม่มีขอบเขต อายุสั้น แต่ถ้าพบกับความทุกยากแล้ว คนจึงจะลดความเห็นแก่ตัวลงและสังคมจะช่วยให้เขาดีขึ้น " วิลเลียมสัน (Williamson) ก็กล่าวทำนองเดียวกันว่า " ทุกคนที่เกิดมาเป็นเสมือนผีร้าย "( Every body is evil) แต่ จอห์น ล็อค ( John Lock ) กลับมีแนวความคิดเห็นตรงกันข้ามว่า " มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นคนดี ไม่ได้มีความเห็นแก่ตัว ส่วนความไม่ดีนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมของเขา " ( กฤษณา ศักดิ์ศรี, 2534 : 94 )นอกจากนี้แล้วนักสังคมวิทยาเห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปชอบเรียนรู้ มีความอยากรู้ อยากเห็นอยากดู ชอบที่จะรู้เรื่องของผู้อื่นบางคนรู้จักคนอื่นดีกว่าตนเองเสียอีกเพราะไม่เคยสำรวจตัวเองดูบ้างเลยเพราะโดยทั่วไป คนชอบเรียนรู้เรื่อง ของคนอื่น มากกว่าตนเอง และมีความรู้สึกว่าตนเองรู้จักผู้อื่นได้ดี แต่ถ้าหากมีคำถามย้อนกลับว่า ตัวท่านเองนั้นรู้จักตัวเองแค่ไหน คนๆ นั้นมักจะโกรธ มิใช่เพราะว่าดูถูก แต่ภายใต้จิตสำนึกนั้น คือความไม่รู้จักตัวเองแล้วทำให้รู้สึกมี ปมด้อยเกิดขึ้น
แนวความคิดของนักจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
เชื่อว่า คนเรามีลักษณะของความเป็นมนุษย์และสัตว์ผสมอยู่ด้วยกัน และเน้นว่าชีวิตของมนุษย์หล่อหลอมมาจากความต้องการทางร่างกาย แรงขับทางเพศและสัญชาตญาณของความก้าวร้าว นักจิตวิเคราะห์กลุ่มนี้มองมนุษย์ในแง่ของความเป็นสัตว์และความเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ กล่าวคือ
คนเรามีลักษณะเหมือนกับสัตว์ในแง่ของความต้องการ อาหาร การขับถ่าย และความต้องการทางเพศ แต่คนแตกต่างไปจากสัตว์ ในแง่ที่ว่าสามารถจะพัฒนาเทคนิคการสื่อความหมายต่างๆ ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ซึ่งสามารถแยกตนไปจากเรื่องของสัญชาตญาณได้ นั่นคือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีคุณธรรม สามารถครอบคลุมพฤติกรรม อุดมคติ การกระทำของตนเองได้
ดังนั้นในแง่ของการวิเคราะห์ทางจิตมนุษย์ พบว่ามีความเป็นสัตว์ แต่มีบางสิ่งที่พัฒนาสูงขึ้นไปกว่าสัตว์ ข้อคิดเห็นของทฤษฎีนี้คือ กล่าวคือ ถ้าจะยอมรับความเป็นมนุษย์ก็ไม่ควรปฏิเสธความเป็นสัตว์ของเขาด้วย เพราะพื้นฐานของพฤติกรรมมีผลมาจากกระบวนการจิตไร้สำนึก ซึ่งเกิดจากแรงจูงใจที่ไม่รู้ตัว (Unconscious Motivation) ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น ความปรารถนาอยากได้สิ่งต่างๆ เป็นสิ่งที่มีติดตัวอยู่ในมนุษย์ทุกคน ตลอดถึงความเกลียด ความกลัว อันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้เองที่มีส่วนทำให้มนุษย์มีพฤติกรรม ที่แม้แต่ตนเองไม่สามารถเข้าใจตนเองได้ พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นสามารถพิจารณาได้เป็น 2 แง่มุม กล่าวคือ ในแง่มุมหนึ่ง เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ในลักษณะธรรมดาสามัญ ที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างง่ายๆ ส่วนมุมหนึ่งเป็นความหมายใน สัญลักษณ์ ซึ่งสืบเนื่องมาจากจิตไร้สำนึก และการกระตุ้นของสิ่งที่เก็บกดอยู่ภายในจิตใจ ซึ่งสามารถจะเข้าใจได้โดย การวิเคราะห์ทางจิต
เกี่ยวกับบุคลิกภาพของมนุษย์ นักจิตวิทยากลุ่มนี้อธิบายโครงสร้างของบุคลิกภาพมนุษย์ว่าประกอบด้วย Id Ego และ Super-Ego
Id เป็นความต้องการในการที่จะแสวงหาความสุขให้กับตนเอง โดยยึดหลัก Pleasure Principle ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม เพียงแต่ขอให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติ
Ego เป็นความต้องการซึ่งยังมีการใช้เหตุผล และศีลธรรมเข้ามาร่วมพิจารณาเกี่ยวข้องกับการกระทำต่างๆ ของคนเรา โดยเกิดจากการผสมผสานของ Id กับ Super Ego
Super Ego ได้แก่ มโนธรรม ประเพณี วัฒนธรรม คุณธรรมรวมตลอดถึงความเสียสละต่างๆ ในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ตนเองและสังคมสงบสุข
การประสมประสานกันระหว่าง Id Ego และ Super Ego ก่อให้เกิดเป็นบุคลิกภาพ ผลของขบวนการความสัมพันธ์ของภาระหน้าที่ของ Ego (Ego Function) เริ่มมีความสำคัญตั้งแต่ วัยทารก วัยเด็ก ตลอดถึงช่วงที่ตามมาของขั้นพัฒนาการตามขั้นตอนของชีวิต พฤติกรรมที่แสดงออกเป็นผลซึ่งกันและกันของแนวโน้มระหว่าง Id Ego Super-Ego
กลุ่มมนุษยนิยม ( Humanism )
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ เช่น มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) และโรเจอร์ ( Carl R. Rogers ) มีความเชื่อว่ามนุษย์เป็น "Men of play" แต่ละคนมีชีวิตอยู่ในความเปลี่ยนแปลงในโลก มีตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง และปฏิสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง และประสบการณ์ต่างๆ และการรับรู้ของเขาจะสร้าง "ตน" ของเขาให้แตกต่างกัน และมนุษย์ทุกคนจะต้องมีคุณค่าและความต้องการความพึงพอใจในตนเอง
ดังนั้นถ้าคนได้รับการตอบสนองตามความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อันได้แก่ ความต้องการทางร่างกาย เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ เช่น อาหาร น้ำ การขับถ่าย ความต้องการทางจิตใจ เช่น การต้องการความรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น ความต้องการความรัก ความภาคภูมิใจในตนเอง ความรู้จักตนและความสามารถที่จะซึ้งในคุณค่าของความเป็นคนได้ ถ้าความต้องการ พื้นฐานเบื้องต้นได้รับการตอบสนอง พฤติกรรมของมนุษย์ จะพัฒนาการในแนวโน้มที่จะตอบสนองความต้องการพื้นฐานชั้นสูงๆ ต่อไป ด้วยความเชื่อพื้นฐานนี้เอง
นักจิตวิทยากลุ่มนี้เชื่อว่า ธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์นั้นดี ถ้าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนองมนุษย์ก็จะทำแต่ความดี
มนุษย์ทุกคนต้องดิ้นรนหาหนทางตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคน มีชีวิตอยู่กับความเปลี่ยนแปลงในโลก ที่มีตนเป็นศูนย์กลางและมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
บุคคลแต่ละคนมีประสบการณ์ของตนเองซึ่งไม่เหมือนใคร เป็นการรับรู้ของตนเองและสิ่งนี้เองก่อให้เกิด ตน( Self ) หรือ " โครงสร้างของตน " ขึ้นมาโครงสร้างของตนนั้นเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของบุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเป็นผลจากการประเมินการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
โครงสร้างของตนคือรูปแบบของการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง เช่น บุคลิกลักษณะ ความสามารถ บทบาทต่างๆ ของตนเกี่ยวกับผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งเจตคติและค่านิยมของตนเอง การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะช่วยพัฒนาความรู้สึกเกี่ยวกับ "ตน" (Self) ได้ดีขึ้น บิดามารดามี บทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างโครงสร้างแห่ง "ตน" ของแต่ละบุคคล การที่จะรู้จักบุคคลให้ ลึกซึ้ง ต้องพยายามเข้าใจถึง โลกส่วนตัว และประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคน Carl R. Rogers นักจิตวิทยาให้คำปรึกษาที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งของกลุ่มนี้ กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่า
มนุษย์โดยพื้นฐานแล้วเป็นผู้มีเหตุผลสามารถที่จะตัดสินใจด้วยตนเองได้ มนุษย์มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีความดี เชื่อถือและไว้วางใจได้ มนุษย์ยังมีความเฉลียวฉลาดในการปรับตัว และต้องการความเป็นอิสระในการที่จะพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้า
ส่วนแนวโน้มที่จะพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์นั้น Rogers เชื่อว่าลักษณะธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีแนวโน้มที่ติดตัวมา แต่กำเนิดของอินทรีย์ ที่จะพัฒนาความสามารถและศักยภาพที่มีอยู่ทั้งหมด ตามวิถีทางที่จะช่วยให้อินทรีย์คงอยู่ หรือสร้างเสริมให้ดียิ่งขึ้น โดยการปรับตัว การขัดเกลา การพัฒนา การพึ่งตนเอง และการเป็นตัวของตัวเอง นอกจากนั้น Rogers ยังเน้นว่า มนุษย์นั้น มีลักษณะดังนี้ (Brammer Lawrence M., 1973 อ้างใน กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 : 104 - 105)
1. มีแนวโน้มที่จะพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์
2. มีแนวโน้มที่จะโต้ตอบความต้องการของตนเอง ไม่เฉพาะเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น เมื่อหิว จะแสวงหาอาหาร แต่การจะเป็นในวิธีที่ไม่ไปทำลายความต้องการด้านอื่น เช่น ศักดิ์ศรี เกียรติยศหากแต่เป็นการแสวงหาอาหารเพื่อคงไว้ซึ่งเกียรติยศ ศักดิ์ศรีและความต้องการด้านอื่นๆ ของมนุษย์
3. มีแรงจูงใจที่กว้างขวางมาก เพราะรวมถึงความต้องการทางสรีระ ความอยากรู้อยากเรียน การแสวงหากิจกรรมที่นำมาสู่ความพึงพอใจ ความเติบโตทางร่างกาย วุฒิภาวะ ความต้องการสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดระหว่างบุคคล ความต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเอง ที่จะมีส่วนในการควบคุมสิ่งแวดล้อมและหลีกหนีจากการถูกควบคุม
4. การพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์ โดยอินทรีย์เป็นผู้กระทำ และเป็นผู้เลือกทิศทางของการกระทำ
5. มนุษย์มีความสามารถที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ตามศักยภาพของความสามารถ โดยที่ความสามารถเหล่านี้ จะแสดงออกมาได้ในสภาพที่เหมาะสมเท่านั้น
ส่วน อับราฮัม มาสโลว์ Abraham Maslow นักจิตวิทยาอีกคนหนึ่งในกลุ่มมนุษยนิยมนี้ ย้ำว่าคนเรามีความต้องการที่จะสนอง "ตน" ในด้านความต้องการขั้นต่ำ จนถึงความต้องการขั้นสูงตามลำดับ ความต้องการขั้นต่ำ คือความต้องการที่จะอยู่รอด เช่น ความหิว ความกระหาย ส่วนความต้องการขั้นสูง ได้แก่ ความต้องการที่จะได้รับความรัก ได้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะได้มีเกียรติยศชื่อเสียง ได้ใฝ่หาความรู้ และแสวงหาสิ่งสวยงามไห้แก่ชีวิตเป็นต้น
Maslow ถือว่าการที่คนเราจะพัฒนา "ตน" ให้สมบูรณ์นั้นจะต้องตอบสนองความต้องการตามลำดับขั้นโดยลำดับ จนถึงขั้นที่สามารถ เข้าใจตนเองและโลกโดยถ่องแท้ ( นิภา นิธยายน ,2530 : 42 ) และด้วยความเชื่อพื้นฐานนี้เอง นักจิตวิทยากลุ่มนี้จึงเชื่อว่า ธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์นั้นดี ถ้าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง มนุษย์จะต้องทำแต่ความดี ถ้ามนุษย์ต้องดิ้นรน และทำสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรมก็เพราะการพยายามหาทางตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้วยวิธีต่างๆ นั่นเอง
คาร์ล อาร์ โรเจอร์ ( Carl R. Rogers ) และ อับราฮัม เอช. มาสโลว์ ( Abraham H. Maslow ) จึงมีความเชื่อที่เหมือนกันว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนดีด้วยตนเอง ซึ่งมีมาแต่กำเนิด (Every body is good) ส่วนพฤติกรรมของมนุษย์เป็น ผลผลิตของความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
กลุ่มพฤติกรรมนิยม ( Behaviorism )
นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยมเชื่อว่า มนุษย์จะเติบโตขึ้นมาอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการจัดกระทำและสภาพแวดล้อม ซึ่งสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาการของมนุษย์ และสร้างพฤติกรรมหรือลดพฤติกรรมมนุษย์ได้นักจิตวิทยากลุ่มนี้เชื่อว่า "พฤติกรรมมนุษย์ย่อมมีสาเหตุ" (Caused Behavior) พฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์สามารถควบคุมและกำหนดได้ตามที่นักปรับพฤติกรรมต้องการได้ เพราะเขาเชื่อว่ามนุษย์เป็น "Mechanical man" นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ Watson , Hull , Skinner, Bandura (กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 : 107)
Skinner กล่าวว่า "ถ้าหากว่าเขาสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ เขาก็จะสามารถกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นไปตามที่เขาต้องการได้ทุกประการ" เขามีความเห็นว่ามนุษย์มีพฤติกรรมตามสิ่งแวดล้อม ถ้าสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ก็สามารถกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ Skinner ที่ได้ทดลองเรื่องการเรียนรู้ด้วยการวางเงื่อนไขแบบแสดงการกระทำ Operant Conditioning) เขามีความเชื่อว่า พฤติกรรมของบุคคลถูกควบคุมจากผลที่ได้รับ นั่นคือการกระทำใดๆ ก็ตามถ้าได้รับแรงเสริมหรือการเสริมแรง (Reinforcement) จะมีแนวโน้มให้เกิดการกระทำนั้นอีก
ส่วน Bandura ได้อธิบายการเรียนรู้ทางสังคม หรือการเรียนรู้จากการสังเกต หรือการเรียนรู้จากตัวแบบว่า การเรียนรู้แบบนี้เกิดจากการเลียนแบบหรือสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่น โดยอธิบายกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมว่ามีขั้นตอนดังนี้ คือ การเรียนรู้ตัวแบบจากสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้และจดจำการกระทำของตัวแบบ ซึ่งผู้เรียนแสดงพฤติกรรมตามที่สังเกตจากตัวแบบ
หลักการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura สามารถอธิบายที่มาของบุคลิกภาพได้ว่าเกิดจากการเรียนรู้ โดยการเลียนแบบหรือสังเกตพฤติกรรมผู้อื่นที่มีอิทธิพลต่อบุคคลผู้นั้นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้นพฤติกรรมของมนุษย์จะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวแบบให้คนได้เรียนรู้ และพัฒนาขึ้นมาเป็นบุคลิกภาพของตนเอง
กลุ่มปัญญานิยม ( Cognitivism )
นักจิตวิทยาปัญญานิยมมีความเชื่อว่า มนุษย์นั้นมีพัฒนาการตามวุฒิภาวะ มนุษย์มีสติปัญญาหรือโครงสร้างของสติปัญญา ที่สามารถปรับให้เกิด การเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมได้ตามระดับวุฒิภาวะหรือความพร้อม นักจิตวิทยาพวกนี้ไม่ปฏิเสธอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนั้น ก็ปฏิเสธความเป็น "มนุษย์" และความต้องการพื้นฐานของคน
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ มีความเชื่อว่าพฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์นั้นเกิดตามความสามารถที่มนุษย์จะเรียนรู้ โดยปรับโครงสร้าง สติปัญญา (Accommodation)ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ บรูเนอร์ (Bruner) เลวิน (Lewin) จีน เพียเจย์ ( Jean Piaget ) และลอเรนซ์ โคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberh) ซึ่งเชื่อว่า มนุษย์เป็นผลิตผลของการปรับตนในสภาพแวดล้อม Piaget นักจิตวิทยาผู้นำของกลุ่มนี้ได้อธิบายถึงเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาอันเป็นรากฐานของการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ว่า ประสบการณ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญาขึ้น การพัฒนาด้านสติปัญญา และความคิดจะเริ่มจากการมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อม แต่บุคคลมีพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน ฉะนั้นพัฒนาการทางสติปัญญาจึงแตกต่าง
สำหรับ Bruner (พรรณี ช. เจนจิต , 2528 : 117 -118 ) มีความเห็นว่า คนทุกคนจะมีพัฒนาการทางความรู้ความเข้าใจใน การเรียนรู้และปรับโครงสร้างทางสติปัญญานั้น ก็โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การกระทำ (Acting) การสร้างภาพในใจ (Imagine) และการใช้สัญลักษณ์ ( Symbolizing ) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
ธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎี x ทฤษฎี y
ธรรมชาติของมนุษย์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในความคิดของแมกเกรเยอร์ ( McGregor ) คือทฤษฎี x และทฤษฎี y
ความเชื่อในทฤษฎี x เกี่ยวกับธรรมชาติของคนคือ คนทุกคนไม่มีความรู้สึกอยากทำงาน เกียจคร้านชอบหลบเลี่ยงงาน แสวงหาแต่ความสบาย ฉะนั้นผู้บริหารจะต้องใช้วิธีการบังคับ สั่งการ ควบคุม ดูแลคนงานที่มีลักษณะนิสัยตามทฤษฎี x ให้ทำงาน
ทฤษฎี y มีสาระสำคัญว่า การกระทำของมนุษย์นั้น มิใช่ผลของการบังคับ แต่เป็นการกระทำ อันเนื่องมาจากความเต็มใจ คือมีความรู้สึกอยากทำงานอยากจะมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเท่าที่เป็นอยู่ มีความรู้สึกสร้างสรรค์ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
ทฤษฎีZ ( Z theory ) ของ Redin (อ้างใน ศิริโสภาคย์ บูรพาเดชา , 2528 : 67 - 68 ) เชื่อว่ามนุษย์มีความซับซ้อน (Man is a complex man) มนุษย์มีลักษณะทั่วไป ดังนี้
1. เป็นผู้มีความตั้งใจทำงาน
2. ยอมรับทั้งความดีและความชั่ว
3. มนุษย์จะถูกผลักดันจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมให้ทำสิ่งต่างๆ
4. มนุษย์มีเหตุผลเป็นสิ่งจูงใจให้ทำงาน
5. มักพึ่งพาอาศัยกัน และจะต้องติดต่อเกี่ยวข้องกันในสังคม
6. ทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
โดยสรุป ทฤษฎีแซด มีแนวคิดว่า มนุษย์มีลักษณะเป็นกลางๆ ไม่ดีไม่เลว จะทำสิ่งต่างๆ เพราะได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักของพระพุทธศาสนา
กล่าวถึงมนุษย์ว่า เป็น อินทรีย์พลวัต ( Dynamic Organism) หมายถึง ร่างกายที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่างๆ มาตอบสนอง ต่อความต้องการหรือ ความยากต่างๆ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ตัณหาหรือความอยากนี้เอง ทำให้คนต้องดิ้นรน พยายามทำทุกอย่างให้ได้มาตามแรงปรารถนานั้น ( วไลพร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม , 2527 : 67 )
มนุษย์ประกอบได้ด้วยขันธ์ห้า ได้แก่ ( สาโรช บัวศรี, 2526 : 11)
1. รูป ( Body ) คือ ร่างกาย หรือส่วนที่จับต้องได้ เห็นได้ หรือจะเรียกว่า เป็นส่วนของเนื้อหนัง
2. เวทนา ( Feelings หรือ Sensation ) คือ ความรู้สึกเป็นทุกข์ เป็นสุข รวมเรียกว่าอารมณ์
3. สัญญา ( Remembering ) คือ ความจำ
4. สังขาร ( Thought หรือ Idea ) คือ ความคิด
5. วิญญาณ ( Sensory consciousness ) คือ ความรู้ตัว หรือการรับรู้
ขันธ์ห้านี้ อาจย่นย่อลงเป็นส่วนประกอบของมนุษย์ว่าประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
(1) กาย หมายถึง รูปกาย และ
(2) นาม หมายถึง จิต นอกจากนั้นแล้วขันธ์ห้านี้ทำให้มนุษย์เกิดปัญหาเกิดขึ้นอันเป็นอกุศลมูลที่ติดตามตัวเองอยู่เสมอ คือ ความโลภ โกรธ หลง
โดยธรรมชาติมนุษย์มีธรรมชาติอีกประการคือ จะแสวงหาความสุขให้กับตนเอง และต้องการหลีกเลี่ยงความทุกข์ ซึ่งความสุขของมนุษย์แสวงหามีเป็นลำดับดังนี้
1. ความสุขเกิดจากความต้องการทางร่างกาย เช่น การกิน การดื่ม การนอน การร่วมประเวณี
2. ความสุขเกิดจากการสนองความต้องการทางจิตใจ เช่น การพักผ่อนหย่อนใจ ฟังดนตรี กีฬา เที่ยว เข้าสังคม
3. ความสุขเกิดจากการสนองความต้องการทางปัญญา เช่น เกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ การคิดหาเหตุผลจนสามารถรู้แจ้ง ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย
4. ความสุขเกิดจากการหมดความต้องการ หรือหมดตัณหา อันได้แก่ วิมุตติ วิสุทธิ นิพพาน วิราคะ (สนธิ์ บางยี่ขันและวิธาน ชีวคุปต์ , 2526 : 6)
จากการศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ทั้งในแง่ปรัชญา จิตวิทยาในสาขาต่างๆ รวมทั้งพุทธ -ศาสนาแล้ว จะช่วยให้รู้จัก และเข้าใจ มนุษย์ในแง่มุมต่างๆ ได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่การเรียนรู้พฤติกรรมและการแสดงออกของมนุษย์เพื่อใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป อย่างไรก็ตาม
มนุษย์มีธรรมชาติโดยทั่วไปที่น่าศึกษาดังต่อไปนี้ ( วิจิตร อาวะกุล , 55 - 56 )
1. มีความอิจฉาริษยา และต่อต้านผู้อื่นที่ดีกว่าตน ดังที่ หลวงวิจิตรวาทการ กล่าวว่า
"อย่าทำตัวดีเด่น…จะเป็นภัย
เพราะไม่มีใคร…อยากเห็นเราเด่นเกิน"
2. มีสัญชาติญาณแห่งการทำลาย ชอบความหายนะ เช่น ชอบดูไฟไหม้บ้านมากกว่าดูการสร้างบ้าน หรือดูจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันมักมีแต่ข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี
3. ต่อสู้ ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง
4. มีความต้องการทางเพศและมีความต้องการด้านร่างกายอื่นร่วมด้วย
5. มีความหวาดกลัวอิทธิพล ผู้มีอำนาจ ภัยต่างๆ ภัยธรรมชาติ ภูตผีปีศาจ ไสยศาสตร์ และจะกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ตนพ้นภัย
6. กลัวความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความยากลำบาก และความตาย
7. มีความโหดร้ายทารุณ ป่าเถื่อน ชอบซ้ำเติม
8. ชอบทำอะไรตามสะดวกสบาย มักง่าย ไม่ชอบระเบียบบังคับ
9. ชอบความตื่นเต้น หวาดเสียว ผจญภัย ท่องเที่ยว ชอบมีประสบการณ์ในชีวิตแปลกๆ ใหม่ๆ
10. มีนิสัยอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง
นอกจากนั้นแล้ว มนุษย์ยังมีลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือ "มักจะเข้าข้างตนเองเสมอ และไม่ชอบให้ใครตำหนิติเตียนตนเอง" หากมีใครตำหนิก็มักจะหาสาเหตุแก้ตัวให้พ้นข้อครหานั้นๆ "หากแต่ขณะเดียวกันก็มักจะมองเห็นแต่ความผิด…ความไม่ดีของผู้อื่น" อยู่เสมออันเกิดเนื่องมาจาก "แรงขับของการต้องการมีชีวิตอยู่และแรงขับแห่งความก้าวร้าวทำร้ายทำลายผู้อื่น เพียงเพื่อให้คนอื่นและตนเองคิดและรู้สึกว่า "ตนนั้นเป็นผู้ที่มีดีมีความรู้ความสามารถเหนือผู้อื่น" มนุษย์มีธรรมชาติและเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้ว ดังคำกล่าวในโคลงโลกนิติที่กล่าวว่า
โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น
โทษตนหนักเท่าภูผา หนักยิ่ง
ปองปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ เดชาดิศร
อาจกล่าวสรุปได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์มีทั้งดีและไม่ดี นั่นคือ "มนุษย์ทุกคนไม่มีใครดีหมดตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า" หมายความว่า "ไม่มีใครที่ดีพร้อมทุกอย่าง แล้วก็ไม่มีใครเลวหมดไปเสียทุกอย่างจนหาข้อดีไม่ได้เลย" ทุกๆ คนล้วนมีข้อดีข้อด้อยของตนเอง เพียงแต่ข้อดีหรือข้อเสีย ฝ่ายใดจะมากน้อยกว่ากัน ถ้าข้อดีมากกว่าข้อเสียก็จะเป็นคนดี หรือถ้าข้อเสียมากกว่าข้อดีก็เป็นคนเลว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการอบรมเลี้ยงดู และปัจจัยสภาพแวดล้อม ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ เกี่ยวกับมนุษย์ว่า
"เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง"
พุทธทาสภิกขุ
ดังนั้น ในการคบกันจะต้องยอมรับและคำนึงถึง ความเป็นมนุษย์ที่มีความแตกต่าง มีทั้งความดีและความชั่วปนกันไป "จงหัดมองคนอื่นด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง อย่างยุติธรรม ปราศจากอคติทั้งหลาย และพยายามเข้าใจเละยอมรับผู้อื่น อย่างที่เขาเป็นอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" เราก็จะมีความสุขมากขึ้น
โดยทั่วไปข้อควรคำนึงถึง "มนุษย์"ในสังคม ได้แก่
มนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง
มนุษย์มีพฤติกรรม และพฤติกรรมของมนุษย์ย่อมมีสาเหตุ
มนุษย์มีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด
มนุษย์มีความรู้สึก นึกคิดและมีการรับรู้ เนื่องจากมนุษย์มีขันธ์ห้า สามารถรับรู้สิ่งเร้าทำให้เกิดการตอบสนอง
มนุษย์มีความแตกต่าง อันเกิดมาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
มนุษย์มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
มักเข้าข้างตนเองอยู่เสมอ
มีความอยากรู้อยากเห็น
ความแตกต่างของมนุษย์
มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกัน "ไม่มีใครเหมือนใคร" แม้แต่ฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันและจากอสุจิตัวเดียวกันที่เรียกว่า ฝาแฝดแท้ที่มีรูปร่างหน้าตา เพศเหมือนกัน ยังมีความแตกต่างกันบางประการมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่เหตุและปัจจัยสภาพแวดล้อม มนุษย์มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ กัน ซึ่งกฤษณา ศักดิ์ศรี ( 2534 : 124 - 125) กล่าวว่ามนุษย์แตกต่างกันในเรื่องของ
1. รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง (Appearance) มนุษย์ย่อมเลือกเกิดไม่ได้ แล้วแต่บุญนำกรรมแต่ง บางคนสูง บางคนต่ำ บางคนขาว บางคนหน้าตาดี บางคนขี้ริ้วขี้เหร่ บางคนท่าทางสง่างาม บางคนพิการ แต่เขาก็เป็นมนุษย์ที่มีสิทธิเสรีภาพ และความเป็นคนเสมอกันหมด ฉะนั้นเราควรไม่มีอคติในเรื่องรูปร่าง หน้าตา ท่าทางและการแต่งกายของคนในการสัมพันธ์กัน
2. อารมณ์ (Emotion) มนุษย์มีอารมณ์ต่างกัน บางคนอารมณ์เย็น อารมณ์ร้อน โมโห ฉุนเฉียว โกรธง่าย การแสดงออกต่างกัน ทำให้บุคลิกแตกต่างกัน
3. นิสัย (Habit) มนุษย์แตกต่างกันบางคนนิสัยดี ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต แต่บางคนนิสัยใจคอโหดร้าย ไว้ใจไม่ได้ คดโกง อิจฉา ริษยา ฯลฯ
4. เจตคติ (Attitude) หรือ ท่าทีความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งและแสดงออกแตกต่างกัน เป็นรายบุคคล หรือเป็นหมู่เป็นเหล่า
5. พฤติกรรม (Behavior) ของมนุษย์ต่างกันสุดจะพรรณนา
6. ความถนัด (Aptitude) มนุษย์เกิดมามีความถนัดตามธรรมชาติที่ติดตัวมาต่างกัน ถ้าเขาได้ทำงานที่เขาถนัดจะทำได้ดี ผลงานดี ขวัญการทำงานดี แต่ถ้าให้ทำงานที่ไม่ถนัดจะทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่ดี ผลงานเสีย หนักใจ กลุ้มใจ และขวัญเสีย
7. ความสามารถ (Ability ) มนุษย์เรามีความสามารถต่างกัน เช่น ด้านร่างกายแข็งแรงไม่เท่ากัน คนที่แข็งแรงกว่าย่อมทำงานหนักตรากตรำได้มากกว่าตนอ่อนแอ ชายแข็งแรงกว่าหญิง หญิงอาจทำงานละเอียด เรียบร้อยกว่าชาย
8. สุขภาพ (Health) มนุษย์ย่อมมีสุขภาพแข็งแรงอ่อนแอไม่เท่ากัน สุขภาพจิตต่างกัน บางคนผอมแห้งแรงน้อย บางคนมีโรคภัยประจำตัว บางคนก็มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
9. รสนิยม (Taste) มนุษย์มีรสนิยมต่างกัน ที่เรียกว่า นานาจิตตัง ฉะนั้น อย่าดูหมิ่นเหยียดหยาม เยาะเย้ย ถากถาง ตำหนิติเตียน เพราะคนเรานั้น มีพื้นฐานต่างกัน อย่าดูถูกกันเราต้องเคารพสิทธิความเป็นคนของเขาที่เขามีสิทธิชอบธรรมที่จะชอบ จะไม่ชอบอะไรได้ และสิ่งนี้เองทำให้คนเรามีรสนิยมต่างกัน
10. สังคม (Social) คนเราย่อมมีสังคมและโลกของเขาที่ชอบอย่างนั้น ประเภทนั้น
ความแตกต่างของมนุษย์ดังกล่าวเป็นสาเหตุให้มนุษย์เกิดขัดแย้งกัน ไม่สามารถเข้ากันหรือสัมพันธ์กันได้ หากขาดความรู้ ความเข้าใจ ไม่ยอมรับกัน เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่เคารพสิทธิไม่ให้เกียรติเคารพนับถือกันและไม่ยอมรับในความแตกต่างกัน
ความแตกต่างของมนุษย์ อาจสรุปได้ว่าประกอบด้วยความแตกต่างทางด้านร่างกาย ความแตกต่างด้านจิตใจ ความแตกต่างด้านอารมณ์ ความแตกต่างทางสังคม และความแตกต่างทาง สติปัญญา
สาเหตุของความแตกต่างของมนุษย์
เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุอันแท้จริงที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกัน ควรได้พิจารณาถึงด้านสหวิทยาการ ซึ่งมีแนวคิดถึงสาเหตุที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกัน ดังนี้ (กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 :128)
1. เชื้อชาติ ทำให้มนุษย์มีรูปร่างหน้าตา สีผิวกาย ผมขน แตกต่างกันไป
2. ศาสนา หล่อหลอมให้มนุษย์มีความเชื่อถือ อบรมสั่งสอนให้ยึดมั่นมาต่างกัน ต่างคนต่างศาสนา ก็ย่อมต่างความนึกคิดแล้วแต่ว่าศาสนาจะอบรมสั่งสอนอย่างไร
3. การกระทำ ได้แก่ การประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น คนที่ฝึกหัดให้มีกิริยามารยาทเรียบร้อย หรือท่าทางที่สง่าผ่าเผย ก็จะเป็นผู้มีกิริยาเรียบร้อย สง่าผ่าเผย ส่วนผู้ที่มิได้ฝึกหัดอาจมีพฤติกรรมตรงกันข้าม กระทำตาม Id หรือตามความเคยชินที่ทำอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารมูมมาม เคี้ยวอาหารเสียงดัง
4. วัย ผู้ใหญ่ย่อมมีประสบการณ์ ความสุขุมเยือกเย็น ผ่านชีวิตมามากกว่า จึงแตกต่างกับเด็ก หรือผู้มีวัยอ่อนกว่า เนื่องจากสมรรถภาพ ความนึกคิด วุฒิภาวะต่างกัน
5. ความแข็งแรง การที่บุคคลมีร่างกาย จิตใจ แข็งแรง หรืออ่อนแอ มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ทำให้บุคคลเกิดความแตกต่างกัน
6. การอบรมสั่งสอน บุคคลที่ได้รับการฝึกอบรมสั่งสอน เลี้ยงดูมาต่างกัน ย่อมทำให้เกิดความแตกต่างกันได้
7. เพศ หญิงชายย่อมมีความแข็งแรง ความมั่นคง หวั่นไหว ความรู้สึกผิดชอบยึดมั่นในขนบธรรมเนียมและเชื่อที่ต่างกัน ชายชอบบู๊ ต่อสู้โลดโผน หญิงชอบสวยงามละเอียดอ่อน
8. การศึกษา ความรู้มากหรือน้อยย่อมทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลง และหรือมีความรู้ ความเข้าใจ รู้สึกนึกคิดต่างกัน
9. ฐานะทางเศรษฐกิจ ความรวยความจนทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันไปหลายอย่าง เช่น ความเชื่อถือ ศรัทธา ความมั่นใจ บุคลิกภาพ ความคิด นิสัยใจคอเปลี่ยนไปเมื่อฐานะเปลี่ยนไป คนจนอาจรู้จักนอบน้อมถ่อมตน แต่คนรวยส่วนใหญ่มีคนนับหน้าถือตามาก ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองสูง
10. ถิ่นกำเนิด คนทางเหนือ ทางใต้ อีสาน ดินฟ้าอากาศ ย่อมมีส่วนหล่อหลอมให้มนุษย์มีบุคลิกภาพและนิสัยใจคอแตกต่างกัน ทางเหนือ อากาศหนาวเย็นสบาย ทำให้คนเมืองเหนือใจดี เป็นมิตรกับคนทั่วไป ทางใต้ต้องผจญกับดินฟ้าอากาศแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ลมพัดแรงและเสียงดัง อากาศร้อน ทำให้คนภาคใต้ต้องทำตนหรือพูดแข่งกับเวลาและเสียงลมทะเล ส่วนใหญ่จึงพูดเร็ว
11. ภาษา มนุษย์ในโลกนี้มีภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารแตกต่างกันหลายร้อยหลายพันภาษา ทำให้มนุษย์ติดต่อกันได้บ้างไม่ได้บ้าง เข้าใจกันได้ไม่สนิทใจ อาจเกิดความรู้สึกขัดแย้งดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยามกันได้ การสื่อด้วยภาษาที่แตกต่างกัน เราต้องพยายามทำใจเป็นกลาง มองคนในแง่ดี พราะบางทีการตีความของภาษาไม่ตรงหรือถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้พูด ถ้าผู้ฟังฟังแล้วปักใจเชื่อโดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อน มิตรภาพอาจบิดเบือนได้
12. กฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี ก็มีส่วนทำให้คนเราแตกต่างกัน เช่น ประเทศทางอาหรับอนุญาตให้ชายมีภรรยาได้ถึง 5 คน โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่เมืองไทยเราถือว่าคนเดียวเท่านั้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย
13. อิทธิพลของกลุ่ม บรรดาพวกมีอิทธิพล อาจทำให้ความคิด ความเชื่อ ความประพฤติปฏิบัติของคนเราแตกต่างไป ถ้าเราอยู่ในกลุ่มอิทธิพลซึ่งมีแนวความคิดดีสร้างสรรค์ เราก็เป็นคนดี แต่หากไปอยู่ในกลุ่มโจรก็กลายเป็นคนไม่ดีตามกลุ่มไป
14. การอาชีพ มีอิทธิพลต่อลักษณะบทบาทและพฤติกรรมของคน อาชีพนักบวชจำเป็นต้องสุขุม เรียบร้อย ขอทานต้องทำกิริยาท่าทางดูน่าสงสาร พนักงานขายต้องพูดมากพูดเก่ง พูดดี
อาจสรุปถึงปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกัน ได้ดังนี้
1. กรรมพันธุ์ (Heredity) คือ สิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากบิดา มารดา หรือบรรพบุรุษ
2. สิ่งแวดล้อม (Environment) คือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราและมีอิทธิพลต่อมนุษย์ แบ่งได้เป็น
2.1 สิ่งแวดล้อมก่อนเกิด ได้แก่ สภาพนับตั้งแต่ปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาและสภาพมดลูกของมารดาก่อนคลอด ปัจจัยที่มีอิทธิพลจัดเป็นสิ่งแวดล้อมก่อนเกิดได้แก่ (1) สุขภาพของแม่ (2) อารมณ์ของแม่ (3) อาหาร (4) สารพิษและสิ่งเสพติดที่แม่ได้รับ (5) ทัศนคติของพ่อแม่ต่อการตั้งครรภ์ (6) ฐานะทางเศรษฐกิจ (7) การศึกษา
2.1 สิ่งแวดล้อมขณะเกิด ได้แก่ (1) วิธีการคลอด (2) อุบัติเหตุระหว่างการคลอด
2.3 สิ่งแวดล้อมหลังเกิด ได้แก่ (1) การอบรมเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอน (2) การศึกษาที่ได้รับ/โรงเรียน (3) สื่อมวลชน (4) กลุ่มเพื่อน
3. กรรม / การกระทำ (Action) คือการกระทำของบุคคลซึ่ง แบ่งเป็น
3.1กรรมเก่า หมายถึง ผลของการกระทำของตนเอง หรือผู้ให้กำเนิด อันรวมทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เช่น สิ่งที่เกิดขึ้นตามพันธุกรรมก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่า เช่น ลูกพิการเพราะพ่อหรือแม่ติดเชื้อกามโรค ก็ถือว่า พ่อหรือแม่สร้างกรรมไว้ให้เกิดแก่ลูก ลูกได้รับกรรมเก่าของตัวเองโดยพ่อหรือแม่ หรือเมื่อเด็กซนจนเกิดอุบัติเหตุ ตอนหลังเป็นผู้ใหญ่แล้วเป็นคนพิการ ก็เพราะกรรมเก่าเมื่อเป็นเด็กได้ทำไว้ คนที่เรียนหนังสือไม่เก่งเพราะเมื่อก่อนนั้นไม่เอาใจใส่ ไม่ขยัน ไม่ตั้งใจเรียน ได้แต่เที่ยวเตร่ เล่น สนุกสนาน ทำอะไรตามใจตัวเอง เลยทำให้พื้นฐานของวิชาการต่างๆ อ่อนมากรวมทั้งนิสัยการเรียนการหาความรู้เสียไป คือไม่สนใจค้นคว้าหาความรู้ พอขึ้นมาเรียนในชั้นสูงๆ ก็รู้สึกจะไปไม่รอด เรียนได้ไม่ดีเกิดมีความคับข้องใจและท้อใจ
3.2 กรรมใหม่ หมายถึง การกระทำของมนุษย์เราในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะส่งผลที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน (กฤษณา ศักดิ์ศรี, 2534 : 126 - 127)
ขอขอคุณhttp://www.novabizz.com/NovaAce/Subconscious.htm
ในการทำงานกับมนุษย์ เราจะต้องเรียนรู้และพยายามเข้าใจถึง การกระทำและการแสดงของเขาเกิดเนื่องจาก " ความเป็นมนุษย์ที่มี ความต้องการ" เช่นเดียวกัน ซึ่งการศึกษาเรื่องธรรมชาติและความต้องการของมนุษย์ จะช่วยให้เราเข้าใจตนเองและเข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น และนำไปสู่การยอมรับความแตกต่างของมนุษย์ได้ เพื่อจะได้อยู่ร่วมกับมนุษย์ในสังคม อย่างมีความสุข รู้และเข้าใจความมีอยู่เป็นอยู่จริง ตามธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งจะช่วยให้เรา สามารถตอบสนองความต้องการ ของผู้อื่นได้ อย่างถูกต้อง อันนำไปสู่การมี ความสัมพันธ์ที่ดี และมีมนุษยสัมพันธ์ต่อกัน เราควรระลึกเสมอว่า คนมิใช่สิ่งของ (Man is not a thing ) หรือเครื่องจักร เพราะคนมีอารมณ์ความรู้สึก ค่านิยม ความเชื่อ ความคิดเห็น และบุคคลิกลักษณะส่วนตัว ซึ่งมีผลกระทบต่อผลผลิต และประสิทธิภาพขององค์การ มนุษยสัมพันธ์จึงเป็นการศึกษาใจคนเป็นส่วนใหญ่ เป็นการเข้ากับคน เอาชนะใจคน (เสถียร มงคลหัตถี , 2510 : 30) ด้วยเหตุนี้ความสามารถเข้ากับคนได้จึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการดำเนินชีวิต
" ผู้ที่ล้มเหลวในการดำเนินชีวิตก็เพราะเข้ากับคนไม่ได้ แม้จะมีความรู้ความสามารถสูงสักเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถเข้ากับคน หรือสังคมได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ความสามารถ รวมทั้งชีวิตร่างกายจะไร้คุณค่า สิ้นความหมาย และนั่นคือความล้มเหลวของชีวิตของคนเรา "
ในโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญยิ่งไปกว่าคน และในตัวบุคคลไม่มีอะไรจะสำคัญยิ่งไปกว่าจิตใจ ( In the world there is nothing great but man, in man there is nothing great but mind )
การที่มนุษย์มีสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน จะทำให้บุคคลทำงานและอยู่ร่วมกันได้อย่างมีราบรื่นดี และมีความสุข หากสัมพันธภาพเป็นไปในทางลบ ก็จะไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสงบสุข มีผลให้งานด้อยประสิทธิภาพไปด้วยและอาจจะทำให้เกิดความแตกแยกในที่สุด ดังนั้นจึงควรมุ่งศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ เพื่อสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล อันจะเป็นผลต่อการดำรงชีวิตประจำวัน และการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพของมนุษย์ (Ann Ellenson ,1982 : 11)
ธรรมชาติของมนุษย์
ธรรมชาติได้สร้างสิ่งที่ดีที่สุดเหมาะสมที่สุดให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน โดยมีการคัดเลือกพันธ์ตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตใดที่มีความสามารถปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงได้ สิ่งมีชีวิตนั้นก็จะสามารถอยู่รอด และถ่ายทอดลักษณะเด่นนั้นๆ ออกมาให้แก่ลูกหลานสืบต่อเผ่าพันธ์ และสามารถดำรงเผ่าพันธ์ตนเองไว้ได้ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างดียิ่ง มนุษย์จึงยังสามารถดำรงเผ่าพันธ์ของตนไว้ได้จนถึงปัจจุบัน
โธมาส ฮอบส์ ( Thomas Hobbes ) กล่าวว่า " ธรรมชาติของคนนั้นป่าเถื่อน เห็นแก่ตัว ขี้โม้โอ้อวดตน ต่ำช้า หยาบคาย เอาแต่ใจตัวเอง ยื้อแย่งแข่งดีกันโดยไม่มีขอบเขต อายุสั้น แต่ถ้าพบกับความทุกยากแล้ว คนจึงจะลดความเห็นแก่ตัวลงและสังคมจะช่วยให้เขาดีขึ้น " วิลเลียมสัน (Williamson) ก็กล่าวทำนองเดียวกันว่า " ทุกคนที่เกิดมาเป็นเสมือนผีร้าย "( Every body is evil) แต่ จอห์น ล็อค ( John Lock ) กลับมีแนวความคิดเห็นตรงกันข้ามว่า " มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นคนดี ไม่ได้มีความเห็นแก่ตัว ส่วนความไม่ดีนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมของเขา " ( กฤษณา ศักดิ์ศรี, 2534 : 94 )นอกจากนี้แล้วนักสังคมวิทยาเห็นว่า ธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปชอบเรียนรู้ มีความอยากรู้ อยากเห็นอยากดู ชอบที่จะรู้เรื่องของผู้อื่นบางคนรู้จักคนอื่นดีกว่าตนเองเสียอีกเพราะไม่เคยสำรวจตัวเองดูบ้างเลยเพราะโดยทั่วไป คนชอบเรียนรู้เรื่อง ของคนอื่น มากกว่าตนเอง และมีความรู้สึกว่าตนเองรู้จักผู้อื่นได้ดี แต่ถ้าหากมีคำถามย้อนกลับว่า ตัวท่านเองนั้นรู้จักตัวเองแค่ไหน คนๆ นั้นมักจะโกรธ มิใช่เพราะว่าดูถูก แต่ภายใต้จิตสำนึกนั้น คือความไม่รู้จักตัวเองแล้วทำให้รู้สึกมี ปมด้อยเกิดขึ้น
แนวความคิดของนักจิตวิทยากลุ่มจิตวิเคราะห์ของฟรอยด์
เชื่อว่า คนเรามีลักษณะของความเป็นมนุษย์และสัตว์ผสมอยู่ด้วยกัน และเน้นว่าชีวิตของมนุษย์หล่อหลอมมาจากความต้องการทางร่างกาย แรงขับทางเพศและสัญชาตญาณของความก้าวร้าว นักจิตวิเคราะห์กลุ่มนี้มองมนุษย์ในแง่ของความเป็นสัตว์และความเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐ กล่าวคือ
คนเรามีลักษณะเหมือนกับสัตว์ในแง่ของความต้องการ อาหาร การขับถ่าย และความต้องการทางเพศ แต่คนแตกต่างไปจากสัตว์ ในแง่ที่ว่าสามารถจะพัฒนาเทคนิคการสื่อความหมายต่างๆ ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ซึ่งสามารถแยกตนไปจากเรื่องของสัญชาตญาณได้ นั่นคือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีคุณธรรม สามารถครอบคลุมพฤติกรรม อุดมคติ การกระทำของตนเองได้
ดังนั้นในแง่ของการวิเคราะห์ทางจิตมนุษย์ พบว่ามีความเป็นสัตว์ แต่มีบางสิ่งที่พัฒนาสูงขึ้นไปกว่าสัตว์ ข้อคิดเห็นของทฤษฎีนี้คือ กล่าวคือ ถ้าจะยอมรับความเป็นมนุษย์ก็ไม่ควรปฏิเสธความเป็นสัตว์ของเขาด้วย เพราะพื้นฐานของพฤติกรรมมีผลมาจากกระบวนการจิตไร้สำนึก ซึ่งเกิดจากแรงจูงใจที่ไม่รู้ตัว (Unconscious Motivation) ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ เช่น ความปรารถนาอยากได้สิ่งต่างๆ เป็นสิ่งที่มีติดตัวอยู่ในมนุษย์ทุกคน ตลอดถึงความเกลียด ความกลัว อันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว สิ่งนี้เองที่มีส่วนทำให้มนุษย์มีพฤติกรรม ที่แม้แต่ตนเองไม่สามารถเข้าใจตนเองได้ พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นสามารถพิจารณาได้เป็น 2 แง่มุม กล่าวคือ ในแง่มุมหนึ่ง เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้น ในลักษณะธรรมดาสามัญ ที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างง่ายๆ ส่วนมุมหนึ่งเป็นความหมายใน สัญลักษณ์ ซึ่งสืบเนื่องมาจากจิตไร้สำนึก และการกระตุ้นของสิ่งที่เก็บกดอยู่ภายในจิตใจ ซึ่งสามารถจะเข้าใจได้โดย การวิเคราะห์ทางจิต
เกี่ยวกับบุคลิกภาพของมนุษย์ นักจิตวิทยากลุ่มนี้อธิบายโครงสร้างของบุคลิกภาพมนุษย์ว่าประกอบด้วย Id Ego และ Super-Ego
Id เป็นความต้องการในการที่จะแสวงหาความสุขให้กับตนเอง โดยยึดหลัก Pleasure Principle ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม เพียงแต่ขอให้ได้สิ่งที่ตนต้องการ เป็นสิ่งที่ติดตัวมาโดยธรรมชาติ
Ego เป็นความต้องการซึ่งยังมีการใช้เหตุผล และศีลธรรมเข้ามาร่วมพิจารณาเกี่ยวข้องกับการกระทำต่างๆ ของคนเรา โดยเกิดจากการผสมผสานของ Id กับ Super Ego
Super Ego ได้แก่ มโนธรรม ประเพณี วัฒนธรรม คุณธรรมรวมตลอดถึงความเสียสละต่างๆ ในการดำเนินชีวิต เพื่อให้ตนเองและสังคมสงบสุข
การประสมประสานกันระหว่าง Id Ego และ Super Ego ก่อให้เกิดเป็นบุคลิกภาพ ผลของขบวนการความสัมพันธ์ของภาระหน้าที่ของ Ego (Ego Function) เริ่มมีความสำคัญตั้งแต่ วัยทารก วัยเด็ก ตลอดถึงช่วงที่ตามมาของขั้นพัฒนาการตามขั้นตอนของชีวิต พฤติกรรมที่แสดงออกเป็นผลซึ่งกันและกันของแนวโน้มระหว่าง Id Ego Super-Ego
กลุ่มมนุษยนิยม ( Humanism )
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ เช่น มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) และโรเจอร์ ( Carl R. Rogers ) มีความเชื่อว่ามนุษย์เป็น "Men of play" แต่ละคนมีชีวิตอยู่ในความเปลี่ยนแปลงในโลก มีตนเองเป็นจุดศูนย์กลาง และปฏิสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลง และประสบการณ์ต่างๆ และการรับรู้ของเขาจะสร้าง "ตน" ของเขาให้แตกต่างกัน และมนุษย์ทุกคนจะต้องมีคุณค่าและความต้องการความพึงพอใจในตนเอง
ดังนั้นถ้าคนได้รับการตอบสนองตามความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ อันได้แก่ ความต้องการทางร่างกาย เพื่อให้ชีวิตดำรงอยู่ เช่น อาหาร น้ำ การขับถ่าย ความต้องการทางจิตใจ เช่น การต้องการความรู้สึกปลอดภัย อบอุ่น ความต้องการความรัก ความภาคภูมิใจในตนเอง ความรู้จักตนและความสามารถที่จะซึ้งในคุณค่าของความเป็นคนได้ ถ้าความต้องการ พื้นฐานเบื้องต้นได้รับการตอบสนอง พฤติกรรมของมนุษย์ จะพัฒนาการในแนวโน้มที่จะตอบสนองความต้องการพื้นฐานชั้นสูงๆ ต่อไป ด้วยความเชื่อพื้นฐานนี้เอง
นักจิตวิทยากลุ่มนี้เชื่อว่า ธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์นั้นดี ถ้าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนองมนุษย์ก็จะทำแต่ความดี
มนุษย์ทุกคนต้องดิ้นรนหาหนทางตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้วยวิธีต่างๆ ซึ่งกลุ่มนี้เชื่อว่ามนุษย์แต่ละคน มีชีวิตอยู่กับความเปลี่ยนแปลงในโลก ที่มีตนเป็นศูนย์กลางและมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
บุคคลแต่ละคนมีประสบการณ์ของตนเองซึ่งไม่เหมือนใคร เป็นการรับรู้ของตนเองและสิ่งนี้เองก่อให้เกิด ตน( Self ) หรือ " โครงสร้างของตน " ขึ้นมาโครงสร้างของตนนั้นเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ของบุคคลกับสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเป็นผลจากการประเมินการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
โครงสร้างของตนคือรูปแบบของการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง เช่น บุคลิกลักษณะ ความสามารถ บทบาทต่างๆ ของตนเกี่ยวกับผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งเจตคติและค่านิยมของตนเอง การมีความสัมพันธ์กับผู้อื่นจะช่วยพัฒนาความรู้สึกเกี่ยวกับ "ตน" (Self) ได้ดีขึ้น บิดามารดามี บทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างโครงสร้างแห่ง "ตน" ของแต่ละบุคคล การที่จะรู้จักบุคคลให้ ลึกซึ้ง ต้องพยายามเข้าใจถึง โลกส่วนตัว และประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคน Carl R. Rogers นักจิตวิทยาให้คำปรึกษาที่มีชื่อเสียงผู้หนึ่งของกลุ่มนี้ กล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่า
มนุษย์โดยพื้นฐานแล้วเป็นผู้มีเหตุผลสามารถที่จะตัดสินใจด้วยตนเองได้ มนุษย์มีศักดิ์ศรี มีคุณค่า มีความดี เชื่อถือและไว้วางใจได้ มนุษย์ยังมีความเฉลียวฉลาดในการปรับตัว และต้องการความเป็นอิสระในการที่จะพัฒนาตนเองให้เจริญก้าวหน้า
ส่วนแนวโน้มที่จะพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์นั้น Rogers เชื่อว่าลักษณะธรรมชาติของมนุษย์นั้นมีแนวโน้มที่ติดตัวมา แต่กำเนิดของอินทรีย์ ที่จะพัฒนาความสามารถและศักยภาพที่มีอยู่ทั้งหมด ตามวิถีทางที่จะช่วยให้อินทรีย์คงอยู่ หรือสร้างเสริมให้ดียิ่งขึ้น โดยการปรับตัว การขัดเกลา การพัฒนา การพึ่งตนเอง และการเป็นตัวของตัวเอง นอกจากนั้น Rogers ยังเน้นว่า มนุษย์นั้น มีลักษณะดังนี้ (Brammer Lawrence M., 1973 อ้างใน กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 : 104 - 105)
1. มีแนวโน้มที่จะพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์
2. มีแนวโน้มที่จะโต้ตอบความต้องการของตนเอง ไม่เฉพาะเพียงส่วนใดส่วนหนึ่ง เช่น เมื่อหิว จะแสวงหาอาหาร แต่การจะเป็นในวิธีที่ไม่ไปทำลายความต้องการด้านอื่น เช่น ศักดิ์ศรี เกียรติยศหากแต่เป็นการแสวงหาอาหารเพื่อคงไว้ซึ่งเกียรติยศ ศักดิ์ศรีและความต้องการด้านอื่นๆ ของมนุษย์
3. มีแรงจูงใจที่กว้างขวางมาก เพราะรวมถึงความต้องการทางสรีระ ความอยากรู้อยากเรียน การแสวงหากิจกรรมที่นำมาสู่ความพึงพอใจ ความเติบโตทางร่างกาย วุฒิภาวะ ความต้องการสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดระหว่างบุคคล ความต้องการที่จะเป็นตัวของตัวเอง ที่จะมีส่วนในการควบคุมสิ่งแวดล้อมและหลีกหนีจากการถูกควบคุม
4. การพัฒนาตนเองอย่างสมบูรณ์ โดยอินทรีย์เป็นผู้กระทำ และเป็นผู้เลือกทิศทางของการกระทำ
5. มนุษย์มีความสามารถที่จะพัฒนาตนเองอย่างเต็มที่ตามศักยภาพของความสามารถ โดยที่ความสามารถเหล่านี้ จะแสดงออกมาได้ในสภาพที่เหมาะสมเท่านั้น
ส่วน อับราฮัม มาสโลว์ Abraham Maslow นักจิตวิทยาอีกคนหนึ่งในกลุ่มมนุษยนิยมนี้ ย้ำว่าคนเรามีความต้องการที่จะสนอง "ตน" ในด้านความต้องการขั้นต่ำ จนถึงความต้องการขั้นสูงตามลำดับ ความต้องการขั้นต่ำ คือความต้องการที่จะอยู่รอด เช่น ความหิว ความกระหาย ส่วนความต้องการขั้นสูง ได้แก่ ความต้องการที่จะได้รับความรัก ได้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่คณะได้มีเกียรติยศชื่อเสียง ได้ใฝ่หาความรู้ และแสวงหาสิ่งสวยงามไห้แก่ชีวิตเป็นต้น
Maslow ถือว่าการที่คนเราจะพัฒนา "ตน" ให้สมบูรณ์นั้นจะต้องตอบสนองความต้องการตามลำดับขั้นโดยลำดับ จนถึงขั้นที่สามารถ เข้าใจตนเองและโลกโดยถ่องแท้ ( นิภา นิธยายน ,2530 : 42 ) และด้วยความเชื่อพื้นฐานนี้เอง นักจิตวิทยากลุ่มนี้จึงเชื่อว่า ธรรมชาติแท้จริงของมนุษย์นั้นดี ถ้าความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ได้รับการตอบสนอง มนุษย์จะต้องทำแต่ความดี ถ้ามนุษย์ต้องดิ้นรน และทำสิ่งที่ไม่ดีหรือสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรมก็เพราะการพยายามหาทางตอบสนองความต้องการพื้นฐานด้วยวิธีต่างๆ นั่นเอง
คาร์ล อาร์ โรเจอร์ ( Carl R. Rogers ) และ อับราฮัม เอช. มาสโลว์ ( Abraham H. Maslow ) จึงมีความเชื่อที่เหมือนกันว่า ธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นคนดีด้วยตนเอง ซึ่งมีมาแต่กำเนิด (Every body is good) ส่วนพฤติกรรมของมนุษย์เป็น ผลผลิตของความต้องการพื้นฐานของมนุษย์
กลุ่มพฤติกรรมนิยม ( Behaviorism )
นักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยมเชื่อว่า มนุษย์จะเติบโตขึ้นมาอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับการจัดกระทำและสภาพแวดล้อม ซึ่งสามารถกำหนดทิศทางการพัฒนาการของมนุษย์ และสร้างพฤติกรรมหรือลดพฤติกรรมมนุษย์ได้นักจิตวิทยากลุ่มนี้เชื่อว่า "พฤติกรรมมนุษย์ย่อมมีสาเหตุ" (Caused Behavior) พฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์สามารถควบคุมและกำหนดได้ตามที่นักปรับพฤติกรรมต้องการได้ เพราะเขาเชื่อว่ามนุษย์เป็น "Mechanical man" นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ Watson , Hull , Skinner, Bandura (กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 : 107)
Skinner กล่าวว่า "ถ้าหากว่าเขาสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ เขาก็จะสามารถกำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ให้เป็นไปตามที่เขาต้องการได้ทุกประการ" เขามีความเห็นว่ามนุษย์มีพฤติกรรมตามสิ่งแวดล้อม ถ้าสามารถควบคุมสิ่งแวดล้อมได้ก็สามารถกำหนดพฤติกรรมมนุษย์ให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ Skinner ที่ได้ทดลองเรื่องการเรียนรู้ด้วยการวางเงื่อนไขแบบแสดงการกระทำ Operant Conditioning) เขามีความเชื่อว่า พฤติกรรมของบุคคลถูกควบคุมจากผลที่ได้รับ นั่นคือการกระทำใดๆ ก็ตามถ้าได้รับแรงเสริมหรือการเสริมแรง (Reinforcement) จะมีแนวโน้มให้เกิดการกระทำนั้นอีก
ส่วน Bandura ได้อธิบายการเรียนรู้ทางสังคม หรือการเรียนรู้จากการสังเกต หรือการเรียนรู้จากตัวแบบว่า การเรียนรู้แบบนี้เกิดจากการเลียนแบบหรือสังเกตพฤติกรรมของผู้อื่น โดยอธิบายกระบวนการเรียนรู้ทางสังคมว่ามีขั้นตอนดังนี้ คือ การเรียนรู้ตัวแบบจากสิ่งแวดล้อม การเรียนรู้และจดจำการกระทำของตัวแบบ ซึ่งผู้เรียนแสดงพฤติกรรมตามที่สังเกตจากตัวแบบ
หลักการเรียนรู้ทางสังคมของ Bandura สามารถอธิบายที่มาของบุคลิกภาพได้ว่าเกิดจากการเรียนรู้ โดยการเลียนแบบหรือสังเกตพฤติกรรมผู้อื่นที่มีอิทธิพลต่อบุคคลผู้นั้นทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ดังนั้นพฤติกรรมของมนุษย์จะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวแบบให้คนได้เรียนรู้ และพัฒนาขึ้นมาเป็นบุคลิกภาพของตนเอง
กลุ่มปัญญานิยม ( Cognitivism )
นักจิตวิทยาปัญญานิยมมีความเชื่อว่า มนุษย์นั้นมีพัฒนาการตามวุฒิภาวะ มนุษย์มีสติปัญญาหรือโครงสร้างของสติปัญญา ที่สามารถปรับให้เกิด การเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมได้ตามระดับวุฒิภาวะหรือความพร้อม นักจิตวิทยาพวกนี้ไม่ปฏิเสธอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนั้น ก็ปฏิเสธความเป็น "มนุษย์" และความต้องการพื้นฐานของคน
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ มีความเชื่อว่าพฤติกรรมและพัฒนาการของมนุษย์นั้นเกิดตามความสามารถที่มนุษย์จะเรียนรู้ โดยปรับโครงสร้าง สติปัญญา (Accommodation)ให้เข้ากับสภาพแวดล้อม
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ได้แก่ บรูเนอร์ (Bruner) เลวิน (Lewin) จีน เพียเจย์ ( Jean Piaget ) และลอเรนซ์ โคลเบอร์ก (Lawrence Kohlberh) ซึ่งเชื่อว่า มนุษย์เป็นผลิตผลของการปรับตนในสภาพแวดล้อม Piaget นักจิตวิทยาผู้นำของกลุ่มนี้ได้อธิบายถึงเรื่องของพัฒนาการทางสติปัญญาอันเป็นรากฐานของการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ว่า ประสบการณ์ในการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดพัฒนาการทางสติปัญญาขึ้น การพัฒนาด้านสติปัญญา และความคิดจะเริ่มจากการมีปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อม แต่บุคคลมีพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมแตกต่างกัน ฉะนั้นพัฒนาการทางสติปัญญาจึงแตกต่าง
สำหรับ Bruner (พรรณี ช. เจนจิต , 2528 : 117 -118 ) มีความเห็นว่า คนทุกคนจะมีพัฒนาการทางความรู้ความเข้าใจใน การเรียนรู้และปรับโครงสร้างทางสติปัญญานั้น ก็โดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า การกระทำ (Acting) การสร้างภาพในใจ (Imagine) และการใช้สัญลักษณ์ ( Symbolizing ) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต
ธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎี x ทฤษฎี y
ธรรมชาติของมนุษย์ที่น่าสนใจอย่างหนึ่งในความคิดของแมกเกรเยอร์ ( McGregor ) คือทฤษฎี x และทฤษฎี y
ความเชื่อในทฤษฎี x เกี่ยวกับธรรมชาติของคนคือ คนทุกคนไม่มีความรู้สึกอยากทำงาน เกียจคร้านชอบหลบเลี่ยงงาน แสวงหาแต่ความสบาย ฉะนั้นผู้บริหารจะต้องใช้วิธีการบังคับ สั่งการ ควบคุม ดูแลคนงานที่มีลักษณะนิสัยตามทฤษฎี x ให้ทำงาน
ทฤษฎี y มีสาระสำคัญว่า การกระทำของมนุษย์นั้น มิใช่ผลของการบังคับ แต่เป็นการกระทำ อันเนื่องมาจากความเต็มใจ คือมีความรู้สึกอยากทำงานอยากจะมีความรับผิดชอบมากขึ้นกว่าเท่าที่เป็นอยู่ มีความรู้สึกสร้างสรรค์ อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น
ทฤษฎีZ ( Z theory ) ของ Redin (อ้างใน ศิริโสภาคย์ บูรพาเดชา , 2528 : 67 - 68 ) เชื่อว่ามนุษย์มีความซับซ้อน (Man is a complex man) มนุษย์มีลักษณะทั่วไป ดังนี้
1. เป็นผู้มีความตั้งใจทำงาน
2. ยอมรับทั้งความดีและความชั่ว
3. มนุษย์จะถูกผลักดันจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมให้ทำสิ่งต่างๆ
4. มนุษย์มีเหตุผลเป็นสิ่งจูงใจให้ทำงาน
5. มักพึ่งพาอาศัยกัน และจะต้องติดต่อเกี่ยวข้องกันในสังคม
6. ทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
โดยสรุป ทฤษฎีแซด มีแนวคิดว่า มนุษย์มีลักษณะเป็นกลางๆ ไม่ดีไม่เลว จะทำสิ่งต่างๆ เพราะได้รับอิทธิพลจากสถานการณ์และสิ่งแวดล้อม
ธรรมชาติของมนุษย์ตามหลักของพระพุทธศาสนา
กล่าวถึงมนุษย์ว่า เป็น อินทรีย์พลวัต ( Dynamic Organism) หมายถึง ร่างกายที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะดิ้นรนแสวงหาสิ่งต่างๆ มาตอบสนอง ต่อความต้องการหรือ ความยากต่างๆ ที่ไม่มีที่สิ้นสุด ตัณหาหรือความอยากนี้เอง ทำให้คนต้องดิ้นรน พยายามทำทุกอย่างให้ได้มาตามแรงปรารถนานั้น ( วไลพร ภวภูตานนท์ ณ มหาสารคาม , 2527 : 67 )
มนุษย์ประกอบได้ด้วยขันธ์ห้า ได้แก่ ( สาโรช บัวศรี, 2526 : 11)
1. รูป ( Body ) คือ ร่างกาย หรือส่วนที่จับต้องได้ เห็นได้ หรือจะเรียกว่า เป็นส่วนของเนื้อหนัง
2. เวทนา ( Feelings หรือ Sensation ) คือ ความรู้สึกเป็นทุกข์ เป็นสุข รวมเรียกว่าอารมณ์
3. สัญญา ( Remembering ) คือ ความจำ
4. สังขาร ( Thought หรือ Idea ) คือ ความคิด
5. วิญญาณ ( Sensory consciousness ) คือ ความรู้ตัว หรือการรับรู้
ขันธ์ห้านี้ อาจย่นย่อลงเป็นส่วนประกอบของมนุษย์ว่าประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
(1) กาย หมายถึง รูปกาย และ
(2) นาม หมายถึง จิต นอกจากนั้นแล้วขันธ์ห้านี้ทำให้มนุษย์เกิดปัญหาเกิดขึ้นอันเป็นอกุศลมูลที่ติดตามตัวเองอยู่เสมอ คือ ความโลภ โกรธ หลง
โดยธรรมชาติมนุษย์มีธรรมชาติอีกประการคือ จะแสวงหาความสุขให้กับตนเอง และต้องการหลีกเลี่ยงความทุกข์ ซึ่งความสุขของมนุษย์แสวงหามีเป็นลำดับดังนี้
1. ความสุขเกิดจากความต้องการทางร่างกาย เช่น การกิน การดื่ม การนอน การร่วมประเวณี
2. ความสุขเกิดจากการสนองความต้องการทางจิตใจ เช่น การพักผ่อนหย่อนใจ ฟังดนตรี กีฬา เที่ยว เข้าสังคม
3. ความสุขเกิดจากการสนองความต้องการทางปัญญา เช่น เกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าทางวิชาการ การค้นพบสิ่งใหม่ๆ การคิดหาเหตุผลจนสามารถรู้แจ้ง ธรรมชาติของสิ่งทั้งหลาย
4. ความสุขเกิดจากการหมดความต้องการ หรือหมดตัณหา อันได้แก่ วิมุตติ วิสุทธิ นิพพาน วิราคะ (สนธิ์ บางยี่ขันและวิธาน ชีวคุปต์ , 2526 : 6)
จากการศึกษาธรรมชาติของมนุษย์ทั้งในแง่ปรัชญา จิตวิทยาในสาขาต่างๆ รวมทั้งพุทธ -ศาสนาแล้ว จะช่วยให้รู้จัก และเข้าใจ มนุษย์ในแง่มุมต่างๆ ได้มากขึ้น อันจะนำไปสู่การเรียนรู้พฤติกรรมและการแสดงออกของมนุษย์เพื่อใช้ในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อไป อย่างไรก็ตาม
มนุษย์มีธรรมชาติโดยทั่วไปที่น่าศึกษาดังต่อไปนี้ ( วิจิตร อาวะกุล , 55 - 56 )
1. มีความอิจฉาริษยา และต่อต้านผู้อื่นที่ดีกว่าตน ดังที่ หลวงวิจิตรวาทการ กล่าวว่า
"อย่าทำตัวดีเด่น…จะเป็นภัย
เพราะไม่มีใคร…อยากเห็นเราเด่นเกิน"
2. มีสัญชาติญาณแห่งการทำลาย ชอบความหายนะ เช่น ชอบดูไฟไหม้บ้านมากกว่าดูการสร้างบ้าน หรือดูจากข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันมักมีแต่ข่าวร้ายมากกว่าข่าวดี
3. ต่อสู้ ต่อต้านความเปลี่ยนแปลง
4. มีความต้องการทางเพศและมีความต้องการด้านร่างกายอื่นร่วมด้วย
5. มีความหวาดกลัวอิทธิพล ผู้มีอำนาจ ภัยต่างๆ ภัยธรรมชาติ ภูตผีปีศาจ ไสยศาสตร์ และจะกระทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อให้ตนพ้นภัย
6. กลัวความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน ความยากลำบาก และความตาย
7. มีความโหดร้ายทารุณ ป่าเถื่อน ชอบซ้ำเติม
8. ชอบทำอะไรตามสะดวกสบาย มักง่าย ไม่ชอบระเบียบบังคับ
9. ชอบความตื่นเต้น หวาดเสียว ผจญภัย ท่องเที่ยว ชอบมีประสบการณ์ในชีวิตแปลกๆ ใหม่ๆ
10. มีนิสัยอยากรู้ อยากเห็น อยากทดลอง
นอกจากนั้นแล้ว มนุษย์ยังมีลักษณะสำคัญประการหนึ่งคือ "มักจะเข้าข้างตนเองเสมอ และไม่ชอบให้ใครตำหนิติเตียนตนเอง" หากมีใครตำหนิก็มักจะหาสาเหตุแก้ตัวให้พ้นข้อครหานั้นๆ "หากแต่ขณะเดียวกันก็มักจะมองเห็นแต่ความผิด…ความไม่ดีของผู้อื่น" อยู่เสมออันเกิดเนื่องมาจาก "แรงขับของการต้องการมีชีวิตอยู่และแรงขับแห่งความก้าวร้าวทำร้ายทำลายผู้อื่น เพียงเพื่อให้คนอื่นและตนเองคิดและรู้สึกว่า "ตนนั้นเป็นผู้ที่มีดีมีความรู้ความสามารถเหนือผู้อื่น" มนุษย์มีธรรมชาติและเป็นเช่นนี้มาช้านานแล้ว ดังคำกล่าวในโคลงโลกนิติที่กล่าวว่า
โทษท่านผู้อื่นเพี้ยง เมล็ดงา
ปองติฉินนินทา ห่อนเว้น
โทษตนหนักเท่าภูผา หนักยิ่ง
ปองปิดคิดซ่อนเร้น เรื่องร้ายหายสูญ เดชาดิศร
อาจกล่าวสรุปได้ว่า ธรรมชาติของมนุษย์มีทั้งดีและไม่ดี นั่นคือ "มนุษย์ทุกคนไม่มีใครดีหมดตั้งแต่ศรีษะจรดปลายเท้า" หมายความว่า "ไม่มีใครที่ดีพร้อมทุกอย่าง แล้วก็ไม่มีใครเลวหมดไปเสียทุกอย่างจนหาข้อดีไม่ได้เลย" ทุกๆ คนล้วนมีข้อดีข้อด้อยของตนเอง เพียงแต่ข้อดีหรือข้อเสีย ฝ่ายใดจะมากน้อยกว่ากัน ถ้าข้อดีมากกว่าข้อเสียก็จะเป็นคนดี หรือถ้าข้อเสียมากกว่าข้อดีก็เป็นคนเลว ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการอบรมเลี้ยงดู และปัจจัยสภาพแวดล้อม ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาสภิกขุ เกี่ยวกับมนุษย์ว่า
"เขามีส่วน เลวบ้าง ช่างหัวเขา
จงเลือกเอา ส่วนที่ดี เขามีอยู่
เป็นประโยชน์ โลกบ้าง ยังน่าดู
ส่วนที่ชั่ว อย่าไปรู้ ของเขาเลย
จะหาคน มีดี โดยส่วนเดียว
อย่ามัวเที่ยว ค้นหา สหายเอ๋ย
เหมือนเที่ยวหา หนวดเต่า ตายเปล่าเลย
ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง"
พุทธทาสภิกขุ
ดังนั้น ในการคบกันจะต้องยอมรับและคำนึงถึง ความเป็นมนุษย์ที่มีความแตกต่าง มีทั้งความดีและความชั่วปนกันไป "จงหัดมองคนอื่นด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง อย่างยุติธรรม ปราศจากอคติทั้งหลาย และพยายามเข้าใจเละยอมรับผู้อื่น อย่างที่เขาเป็นอยู่ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้" เราก็จะมีความสุขมากขึ้น
โดยทั่วไปข้อควรคำนึงถึง "มนุษย์"ในสังคม ได้แก่
มนุษย์ไม่มีใครสมบูรณ์พร้อมไปเสียทุกอย่าง
มนุษย์มีพฤติกรรม และพฤติกรรมของมนุษย์ย่อมมีสาเหตุ
มนุษย์มีความต้องการไม่มีที่สิ้นสุด
มนุษย์มีความรู้สึก นึกคิดและมีการรับรู้ เนื่องจากมนุษย์มีขันธ์ห้า สามารถรับรู้สิ่งเร้าทำให้เกิดการตอบสนอง
มนุษย์มีความแตกต่าง อันเกิดมาจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม
มนุษย์มักอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม
มักเข้าข้างตนเองอยู่เสมอ
มีความอยากรู้อยากเห็น
ความแตกต่างของมนุษย์
มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกัน "ไม่มีใครเหมือนใคร" แม้แต่ฝาแฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันและจากอสุจิตัวเดียวกันที่เรียกว่า ฝาแฝดแท้ที่มีรูปร่างหน้าตา เพศเหมือนกัน ยังมีความแตกต่างกันบางประการมากบ้างน้อยบ้าง แล้วแต่เหตุและปัจจัยสภาพแวดล้อม มนุษย์มีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ กัน ซึ่งกฤษณา ศักดิ์ศรี ( 2534 : 124 - 125) กล่าวว่ามนุษย์แตกต่างกันในเรื่องของ
1. รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง (Appearance) มนุษย์ย่อมเลือกเกิดไม่ได้ แล้วแต่บุญนำกรรมแต่ง บางคนสูง บางคนต่ำ บางคนขาว บางคนหน้าตาดี บางคนขี้ริ้วขี้เหร่ บางคนท่าทางสง่างาม บางคนพิการ แต่เขาก็เป็นมนุษย์ที่มีสิทธิเสรีภาพ และความเป็นคนเสมอกันหมด ฉะนั้นเราควรไม่มีอคติในเรื่องรูปร่าง หน้าตา ท่าทางและการแต่งกายของคนในการสัมพันธ์กัน
2. อารมณ์ (Emotion) มนุษย์มีอารมณ์ต่างกัน บางคนอารมณ์เย็น อารมณ์ร้อน โมโห ฉุนเฉียว โกรธง่าย การแสดงออกต่างกัน ทำให้บุคลิกแตกต่างกัน
3. นิสัย (Habit) มนุษย์แตกต่างกันบางคนนิสัยดี ขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์สุจริต แต่บางคนนิสัยใจคอโหดร้าย ไว้ใจไม่ได้ คดโกง อิจฉา ริษยา ฯลฯ
4. เจตคติ (Attitude) หรือ ท่าทีความรู้สึกที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งและแสดงออกแตกต่างกัน เป็นรายบุคคล หรือเป็นหมู่เป็นเหล่า
5. พฤติกรรม (Behavior) ของมนุษย์ต่างกันสุดจะพรรณนา
6. ความถนัด (Aptitude) มนุษย์เกิดมามีความถนัดตามธรรมชาติที่ติดตัวมาต่างกัน ถ้าเขาได้ทำงานที่เขาถนัดจะทำได้ดี ผลงานดี ขวัญการทำงานดี แต่ถ้าให้ทำงานที่ไม่ถนัดจะทำไม่ได้ หรือทำได้แต่ไม่ดี ผลงานเสีย หนักใจ กลุ้มใจ และขวัญเสีย
7. ความสามารถ (Ability ) มนุษย์เรามีความสามารถต่างกัน เช่น ด้านร่างกายแข็งแรงไม่เท่ากัน คนที่แข็งแรงกว่าย่อมทำงานหนักตรากตรำได้มากกว่าตนอ่อนแอ ชายแข็งแรงกว่าหญิง หญิงอาจทำงานละเอียด เรียบร้อยกว่าชาย
8. สุขภาพ (Health) มนุษย์ย่อมมีสุขภาพแข็งแรงอ่อนแอไม่เท่ากัน สุขภาพจิตต่างกัน บางคนผอมแห้งแรงน้อย บางคนมีโรคภัยประจำตัว บางคนก็มีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง
9. รสนิยม (Taste) มนุษย์มีรสนิยมต่างกัน ที่เรียกว่า นานาจิตตัง ฉะนั้น อย่าดูหมิ่นเหยียดหยาม เยาะเย้ย ถากถาง ตำหนิติเตียน เพราะคนเรานั้น มีพื้นฐานต่างกัน อย่าดูถูกกันเราต้องเคารพสิทธิความเป็นคนของเขาที่เขามีสิทธิชอบธรรมที่จะชอบ จะไม่ชอบอะไรได้ และสิ่งนี้เองทำให้คนเรามีรสนิยมต่างกัน
10. สังคม (Social) คนเราย่อมมีสังคมและโลกของเขาที่ชอบอย่างนั้น ประเภทนั้น
ความแตกต่างของมนุษย์ดังกล่าวเป็นสาเหตุให้มนุษย์เกิดขัดแย้งกัน ไม่สามารถเข้ากันหรือสัมพันธ์กันได้ หากขาดความรู้ ความเข้าใจ ไม่ยอมรับกัน เกิดการดูหมิ่นเหยียดหยาม ไม่เคารพสิทธิไม่ให้เกียรติเคารพนับถือกันและไม่ยอมรับในความแตกต่างกัน
ความแตกต่างของมนุษย์ อาจสรุปได้ว่าประกอบด้วยความแตกต่างทางด้านร่างกาย ความแตกต่างด้านจิตใจ ความแตกต่างด้านอารมณ์ ความแตกต่างทางสังคม และความแตกต่างทาง สติปัญญา
สาเหตุของความแตกต่างของมนุษย์
เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุอันแท้จริงที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกัน ควรได้พิจารณาถึงด้านสหวิทยาการ ซึ่งมีแนวคิดถึงสาเหตุที่ทำให้มนุษย์แตกต่างกัน ดังนี้ (กฤษณา ศักดิ์ศรี , 2534 :128)
1. เชื้อชาติ ทำให้มนุษย์มีรูปร่างหน้าตา สีผิวกาย ผมขน แตกต่างกันไป
2. ศาสนา หล่อหลอมให้มนุษย์มีความเชื่อถือ อบรมสั่งสอนให้ยึดมั่นมาต่างกัน ต่างคนต่างศาสนา ก็ย่อมต่างความนึกคิดแล้วแต่ว่าศาสนาจะอบรมสั่งสอนอย่างไร
3. การกระทำ ได้แก่ การประพฤติปฏิบัติอยู่เป็นประจำสม่ำเสมอ เช่น คนที่ฝึกหัดให้มีกิริยามารยาทเรียบร้อย หรือท่าทางที่สง่าผ่าเผย ก็จะเป็นผู้มีกิริยาเรียบร้อย สง่าผ่าเผย ส่วนผู้ที่มิได้ฝึกหัดอาจมีพฤติกรรมตรงกันข้าม กระทำตาม Id หรือตามความเคยชินที่ทำอยู่เสมอ เช่น รับประทานอาหารมูมมาม เคี้ยวอาหารเสียงดัง
4. วัย ผู้ใหญ่ย่อมมีประสบการณ์ ความสุขุมเยือกเย็น ผ่านชีวิตมามากกว่า จึงแตกต่างกับเด็ก หรือผู้มีวัยอ่อนกว่า เนื่องจากสมรรถภาพ ความนึกคิด วุฒิภาวะต่างกัน
5. ความแข็งแรง การที่บุคคลมีร่างกาย จิตใจ แข็งแรง หรืออ่อนแอ มีโรคภัยไข้เจ็บรบกวน ทำให้บุคคลเกิดความแตกต่างกัน
6. การอบรมสั่งสอน บุคคลที่ได้รับการฝึกอบรมสั่งสอน เลี้ยงดูมาต่างกัน ย่อมทำให้เกิดความแตกต่างกันได้
7. เพศ หญิงชายย่อมมีความแข็งแรง ความมั่นคง หวั่นไหว ความรู้สึกผิดชอบยึดมั่นในขนบธรรมเนียมและเชื่อที่ต่างกัน ชายชอบบู๊ ต่อสู้โลดโผน หญิงชอบสวยงามละเอียดอ่อน
8. การศึกษา ความรู้มากหรือน้อยย่อมทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลง และหรือมีความรู้ ความเข้าใจ รู้สึกนึกคิดต่างกัน
9. ฐานะทางเศรษฐกิจ ความรวยความจนทำให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงและแตกต่างกันไปหลายอย่าง เช่น ความเชื่อถือ ศรัทธา ความมั่นใจ บุคลิกภาพ ความคิด นิสัยใจคอเปลี่ยนไปเมื่อฐานะเปลี่ยนไป คนจนอาจรู้จักนอบน้อมถ่อมตน แต่คนรวยส่วนใหญ่มีคนนับหน้าถือตามาก ทำให้เกิดความเชื่อมั่นในตัวเองสูง
10. ถิ่นกำเนิด คนทางเหนือ ทางใต้ อีสาน ดินฟ้าอากาศ ย่อมมีส่วนหล่อหลอมให้มนุษย์มีบุคลิกภาพและนิสัยใจคอแตกต่างกัน ทางเหนือ อากาศหนาวเย็นสบาย ทำให้คนเมืองเหนือใจดี เป็นมิตรกับคนทั่วไป ทางใต้ต้องผจญกับดินฟ้าอากาศแปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ลมพัดแรงและเสียงดัง อากาศร้อน ทำให้คนภาคใต้ต้องทำตนหรือพูดแข่งกับเวลาและเสียงลมทะเล ส่วนใหญ่จึงพูดเร็ว
11. ภาษา มนุษย์ในโลกนี้มีภาษาที่ใช้พูดติดต่อสื่อสารแตกต่างกันหลายร้อยหลายพันภาษา ทำให้มนุษย์ติดต่อกันได้บ้างไม่ได้บ้าง เข้าใจกันได้ไม่สนิทใจ อาจเกิดความรู้สึกขัดแย้งดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยามกันได้ การสื่อด้วยภาษาที่แตกต่างกัน เราต้องพยายามทำใจเป็นกลาง มองคนในแง่ดี พราะบางทีการตีความของภาษาไม่ตรงหรือถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของผู้พูด ถ้าผู้ฟังฟังแล้วปักใจเชื่อโดยไม่ไตร่ตรองเสียก่อน มิตรภาพอาจบิดเบือนได้
12. กฎหมาย ขนบธรรมเนียม ประเพณี ก็มีส่วนทำให้คนเราแตกต่างกัน เช่น ประเทศทางอาหรับอนุญาตให้ชายมีภรรยาได้ถึง 5 คน โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่เมืองไทยเราถือว่าคนเดียวเท่านั้นที่ถูกต้องตามกฎหมาย
13. อิทธิพลของกลุ่ม บรรดาพวกมีอิทธิพล อาจทำให้ความคิด ความเชื่อ ความประพฤติปฏิบัติของคนเราแตกต่างไป ถ้าเราอยู่ในกลุ่มอิทธิพลซึ่งมีแนวความคิดดีสร้างสรรค์ เราก็เป็นคนดี แต่หากไปอยู่ในกลุ่มโจรก็กลายเป็นคนไม่ดีตามกลุ่มไป
14. การอาชีพ มีอิทธิพลต่อลักษณะบทบาทและพฤติกรรมของคน อาชีพนักบวชจำเป็นต้องสุขุม เรียบร้อย ขอทานต้องทำกิริยาท่าทางดูน่าสงสาร พนักงานขายต้องพูดมากพูดเก่ง พูดดี
อาจสรุปถึงปัจจัยที่ทำให้มนุษย์มีความแตกต่างกัน ได้ดังนี้
1. กรรมพันธุ์ (Heredity) คือ สิ่งที่ได้รับการถ่ายทอดจากบิดา มารดา หรือบรรพบุรุษ
2. สิ่งแวดล้อม (Environment) คือสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเราและมีอิทธิพลต่อมนุษย์ แบ่งได้เป็น
2.1 สิ่งแวดล้อมก่อนเกิด ได้แก่ สภาพนับตั้งแต่ปฏิสนธิอยู่ในครรภ์มารดาและสภาพมดลูกของมารดาก่อนคลอด ปัจจัยที่มีอิทธิพลจัดเป็นสิ่งแวดล้อมก่อนเกิดได้แก่ (1) สุขภาพของแม่ (2) อารมณ์ของแม่ (3) อาหาร (4) สารพิษและสิ่งเสพติดที่แม่ได้รับ (5) ทัศนคติของพ่อแม่ต่อการตั้งครรภ์ (6) ฐานะทางเศรษฐกิจ (7) การศึกษา
2.1 สิ่งแวดล้อมขณะเกิด ได้แก่ (1) วิธีการคลอด (2) อุบัติเหตุระหว่างการคลอด
2.3 สิ่งแวดล้อมหลังเกิด ได้แก่ (1) การอบรมเลี้ยงดู การอบรมสั่งสอน (2) การศึกษาที่ได้รับ/โรงเรียน (3) สื่อมวลชน (4) กลุ่มเพื่อน
3. กรรม / การกระทำ (Action) คือการกระทำของบุคคลซึ่ง แบ่งเป็น
3.1กรรมเก่า หมายถึง ผลของการกระทำของตนเอง หรือผู้ให้กำเนิด อันรวมทั้งในด้านร่างกายและจิตใจ เช่น สิ่งที่เกิดขึ้นตามพันธุกรรมก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่า เช่น ลูกพิการเพราะพ่อหรือแม่ติดเชื้อกามโรค ก็ถือว่า พ่อหรือแม่สร้างกรรมไว้ให้เกิดแก่ลูก ลูกได้รับกรรมเก่าของตัวเองโดยพ่อหรือแม่ หรือเมื่อเด็กซนจนเกิดอุบัติเหตุ ตอนหลังเป็นผู้ใหญ่แล้วเป็นคนพิการ ก็เพราะกรรมเก่าเมื่อเป็นเด็กได้ทำไว้ คนที่เรียนหนังสือไม่เก่งเพราะเมื่อก่อนนั้นไม่เอาใจใส่ ไม่ขยัน ไม่ตั้งใจเรียน ได้แต่เที่ยวเตร่ เล่น สนุกสนาน ทำอะไรตามใจตัวเอง เลยทำให้พื้นฐานของวิชาการต่างๆ อ่อนมากรวมทั้งนิสัยการเรียนการหาความรู้เสียไป คือไม่สนใจค้นคว้าหาความรู้ พอขึ้นมาเรียนในชั้นสูงๆ ก็รู้สึกจะไปไม่รอด เรียนได้ไม่ดีเกิดมีความคับข้องใจและท้อใจ
3.2 กรรมใหม่ หมายถึง การกระทำของมนุษย์เราในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะส่งผลที่ทำให้คนเราแตกต่างกัน (กฤษณา ศักดิ์ศรี, 2534 : 126 - 127)
ขอขอคุณhttp://www.novabizz.com/NovaAce/Subconscious.htm
วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553
เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 5
250. การพิจารณาว่าเป็นนิติบุคคลในกฎหมายเอกชน หรือมหาชน พิจารณาด้านใด
ตอบ พิจารณาจากกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคล และกิจกรรมที่นิติบุคคลนั้นดำเนินการ
251. นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน หมายถึงอะไร
ตอบ หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายเอกชน เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น
252. การดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นนิติบุคคลประเภทใด
ตอบ นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน
253. ข้อสังเกตนิติบุคคลในกฎหมายเอกชน
ตอบ ส่วนใหญ่มักเป็นการดำเนินการที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเอกชน และไม่มีการใช้อำนาจเหนือบุคคลอื่น
254. นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน หมายถึงข้อใด......
ตอบ นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายมหาชน เช่น กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือกฎหมายรองจำพวกพระราชบัญญัติ
255. นิติบุคคลในกฎหมายมหาชนมีลักษณะอย่างไร.....
ตอบ การดำเนินงาน หรือกิจกรรมของนิติบุคคลในกฎหมายมหาชนจะต้องเป็นกิจกรรมที่เรียกว่า
“บริการสาธารณะ” โดยใช้อำนาจมหาชน หรืออำนาจรัฐตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การบริหารราชการกระทรวง ทบวง กรม ราชการ ส่วนภูมิภาค
256. องค์กรมหาชน ดำเนินการภายใต้กฎหมายเอกชน หรือมหาชน.......
ตอบ กฎหมายมหาชน
257. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๔๖ สถานศึกษาใดที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
๑. สถานศึกษาสังกัดสำนักงานการศึกษาพิเศษ สังกัด สพฐ.
๒. สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
๓. สถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน..สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง”
๔. โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
๕. วิทยาลัยชุมชน
๖. โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ
258. การศึกษานอกโรงเรียน สังกัดส่วนราชการใดในกระทรวงศึกษาธิการ..........
ตอบ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
259. สถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นไปตามกฎหมายใด
ตอบ พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา ๓๕
260. ใครเป็นผู้แทนนิติบุคคลในการทำกิจการทั่วไปของสถานศึกษา...........
ตอบ ผู้อำนวยการสถานศึกษา แต่การแสดงเจตนาและการกระทำต้องเป็นไปตามขอบวัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่ของสถานศึกษาด้วย หากไม่เป็นไปตามนั้นจะถือว่ามิได้กระทำในฐานะผู้แทนนิติบุคคล
261. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาได้หรือไม่...
ตอบ ได้ ตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีอำนาจหน้าที่
๑. กำกับดูแลการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ
๒. เสนอความต้องการจำนวน และอัตราตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรของสถานศึกษา
เพื่อ เสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ พิจารณา
๓. ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อผู้บริหารสถานศึกษา
262. จริงๆ แล้ว คณะกรรมการสถานศึกษามีอำนาจหน้าที่หลักอย่างไร..........
ตอบ มีหน้าที่กำกับส่งเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษา
263. องค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ 50 มีกี่องค์กร............
ตอบ ๙ องค์กร...
๑. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
๒. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
๓. ศาลรัฐธรรมนูญ
๔. ศาลปกครอง
๕. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)
๖. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๗. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
๘. สำนักงานศาลยุติธรรม
๙. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
264. กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์แบ่งส่วนราชการภายในสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดไว้ว่าแนวทาง
การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาเป็นอย่างไร..................
๑. สอดคล้องกับภารกิจหลักและรองรับการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา
จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
๒. มีความเป็นเอกภาพในทางการบริหารจัดการ มีความยืดหยุ่น และพร้อมต่อการปรับเปลี่ยน
๓. มีกลไกในการประสานงานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา
๔. มุ่งผลสัมฤทธิ์ตามภารกิจ ความคุ้มค่า ลดขั้นตอนการบริหารเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการ
๕. คำนึงถึงความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลต่อสัมฤทธิผลของคุณภาพการศึกษา ระดับ และขนาดของ สถานศึกษา จำนวนนักเรียน ผู้รับบริการ และความเหมาะสมด้านอื่น
265. การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาให้เรียกชื่ออย่างไร..........
ตอบ ให้แบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มอาจแบ่งเป็นกลุ่มงานหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากลุ่มงาน
266. การแบ่งส่วนราชการต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานใด ....
ตอบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตามระเบียบที่คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษากำหนด
267. พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ฉบับที่ ๔ มีใน พศ. ใด......
ตอบ ๒๕๔๗268. กงช. หมายถึงอะไร.............
ตอบ คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ
269. ใครเป็นประธาน กงช. ..........
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
270. ใครเป็นเลขานุการคณะกรรมการ กงช. ..........
ตอบ เลขานุการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
271. เงินประจำตำแหน่งถือเป็นเงินเดือนหรือไม่..........
ตอบ ไม่เป็น
272.ใครรักษาการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘....
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
273. พนักงานเจ้าหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ มีอำนาจในการให้คำแนะนำผู้ปกครองในการอบรมสั่งสอนนักเรียนนักศึกษาได้หรือไม่..........
ตอบ ได้
274. กระทรวงศึกษาธิการมีองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภาหรือคณะกรรมการจำนวน ๔ องค์กรอะไรบ้าง
-๑. สภาการศึกษา
-๒. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
-๓. คณะกรรมการการอาชีวศึกษา
-๔. คณะกรรมการการอุดมศึกษา
275. องค์กรบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการพลเรือนในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาเรียกว่าอย่างไร ...........
ตอบ ก.ม. หรือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
276. การกระจายอำนาจของ ปลัดกระทรวง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสำนักงานต่างๆ ในกระทรวง กระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่การศึกษาด้านใดบ้าง......
ตอบ ด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารบุคคล และการบริหารทั่วไป
277. การมอบอำนาจให้ผู้อื่นปฏิบัติราชการแทน หมายความว่าอย่างไร.........
ตอบ หมายความว่า การตั้งให้ผู้อื่นปฏิบัติราชการแทนตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งยังปฏิบัติราชการอยู่
278. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีได้............
ตอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการ หรือ ปลัดกระทรวง หรือเลขาธิการสำนักงาน หรือ อธิการบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด
279. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวง.........
ตอบ รองปลัดกระทรวง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง เลขาธิการ อธิการบดี ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้ว่าราชการจังหวัด
280. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ..........
ตอบ รองเลขาธิการ หรือผู้ช่วยเลขาธิการ อธิการบดี ผู้อำนวยการสำนัก(หรือเทียบเท่าในกระทรวง)ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้ว่าราชการจังหวัด
281. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักในกระทรวง........
ตอบ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา
282. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา.....
ตอบ ข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นในเขตพื้นที่การศึกษา
283. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า.....
ตอบ ข้าราชการในสถานศึกษาหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
284. การรักษาราชการแทน หมายความว่าอย่างไร.......
ตอบการตั้งให้ให้ผู้อื่นมอบอำนาจให้ผู้อื่นปฏิบัติราชการแทนให้มีมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ในขณะที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนั้น หรือผู้ดำรงตำแหน่งนั้นไม่อยู่ หรือผู้ดำรงตำแหน่งนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ เช่น ไปราชการที่อื่นหลาย ๆ วัน
285. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรี......
ตอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา รัฐมนตรี
286. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนเลขานุการรัฐมนตรี............
ตอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี หรือ ข้าราชการในกระทรวง
287. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวง.........
ตอบ รองปลัดกระทรวง หรือ ข้าราชการตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเลขาธิการ
288. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการ.........
ตอบ รองเลขาธิการ หรือ ข้าราชการในสำนักงานที่มีตำแหน่งเทียบเท่ารองเลขาธิการ หรือ เลขาธิการสำนักหรือผู้อำนวยการสำนัก
289. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนัก......
ตอบ รองผู้อำนวยการสำนัก หรือ ข้าราชการในสำนักซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ารองผู้อำนวยการสำนัก
290. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา........
ตอบ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่ที่มีตำแหน่งเทียบเท่ารองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่
291. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถานศึกษา.............
ตอบ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือ ข้าราชการในสถานศึกษา
292. พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ประกาศใช้ พ.ศ. ใด.....
ตอบ พ.ศ. ๒๕๔๖
293. กฎหมายสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องใด......
ตอบ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรวิชาชีพครู หรือวิชาชีพทางการศึกษา และการดำเนินการควบคุมและส่งเสริมวิชาชีพครูเป็นการยกฐานะวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงเทียบเท่ากับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ เช่น แพทย์ กฎหมาย และวิศวกรรม เป็นต้น
294. ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา”หมายความว่าอย่างไร
ตอบ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
295. องค์กรวิชาชีพครูคือองค์กรใด............
ตอบ คุรุสภา
296. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา คือองค์กรใด.............
ตอบ คุรุสภา
297. คุรุสภา มีวัตถุประสงค์อย่างไร..........................
1. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐาน
วิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู
2. กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาวิชาชีพ
3. ประสาน ส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ
298. คุรุสภามีอำนาจหน้าหน้าที่อย่างไร........................
1. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ
2. ควบคุมความประพฤติและการดำเนินงานของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นไปตาม
มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
3. ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
4. พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
5. สนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
6. ส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องและผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
7. รับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรของสถาบันต่างๆ ตามมาตรฐานวิชาชีพ
8. รับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ รวมทั้งความชำนาญในการประกอบวิชาชีพ
9. ส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ
10. เป็นตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของประเทศไทย
11. ออกข้อบังคับของคุรุสภาว่าด้วยเรื่องต่างๆ ในอำนาจหน้าที่
12. ให้คำปรึกษาหรือเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายหรือปัญหาการพัฒนาวิชาชีพ
13. ให้คำแนะนำหรือเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ หรือออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศต่างๆ
14. กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคุรุสภา
15. ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคุรุสภา
16. กระทำกิจกรรมต่างๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของคุรุสภา
299. คุรุสภามีรายได้หรือไม่ ...............
ตอบ มี จากแหล่งต่างๆ ดังนี้
๑. ค่าธรรมเนียมต่างๆ
๒. เงินอุดหนุนจากงบประมาณ
๓. ผลประโยชน์จากการจัดการทรัพย์สินและการดำเนินกิจการของครุสภา(ศึกษาภัณฑ์ เป็นต้น)
๔. เงิน และทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้คุรุสภา
๕. ดอกผลที่เกิดจาก ๑-๔
300. ประธานคณะกรรมการคุรุสภา แต่งตั้งโดยใคร...........
ตอบ แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี
ตอบ พิจารณาจากกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคล และกิจกรรมที่นิติบุคคลนั้นดำเนินการ
251. นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน หมายถึงอะไร
ตอบ หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายเอกชน เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นต้น
252. การดำเนินงานของห้างหุ้นส่วนจำกัดเป็นนิติบุคคลประเภทใด
ตอบ นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน
253. ข้อสังเกตนิติบุคคลในกฎหมายเอกชน
ตอบ ส่วนใหญ่มักเป็นการดำเนินการที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของเอกชน และไม่มีการใช้อำนาจเหนือบุคคลอื่น
254. นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน หมายถึงข้อใด......
ตอบ นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน หมายถึง นิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นโดยอาศัยอำนาจจากกฎหมายมหาชน เช่น กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน หรือกฎหมายรองจำพวกพระราชบัญญัติ
255. นิติบุคคลในกฎหมายมหาชนมีลักษณะอย่างไร.....
ตอบ การดำเนินงาน หรือกิจกรรมของนิติบุคคลในกฎหมายมหาชนจะต้องเป็นกิจกรรมที่เรียกว่า
“บริการสาธารณะ” โดยใช้อำนาจมหาชน หรืออำนาจรัฐตามที่กฎหมายกำหนด เช่น การบริหารราชการกระทรวง ทบวง กรม ราชการ ส่วนภูมิภาค
256. องค์กรมหาชน ดำเนินการภายใต้กฎหมายเอกชน หรือมหาชน.......
ตอบ กฎหมายมหาชน
257. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๔๖ สถานศึกษาใดที่ไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล
๑. สถานศึกษาสังกัดสำนักงานการศึกษาพิเศษ สังกัด สพฐ.
๒. สถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
๓. สถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน..สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง”
๔. โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน
๕. วิทยาลัยชุมชน
๖. โรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ
258. การศึกษานอกโรงเรียน สังกัดส่วนราชการใดในกระทรวงศึกษาธิการ..........
ตอบ สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
259. สถานศึกษาขั้นพื้นฐานสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามีฐานะเป็นนิติบุคคล เป็นไปตามกฎหมายใด
ตอบ พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ มาตรา ๓๕
260. ใครเป็นผู้แทนนิติบุคคลในการทำกิจการทั่วไปของสถานศึกษา...........
ตอบ ผู้อำนวยการสถานศึกษา แต่การแสดงเจตนาและการกระทำต้องเป็นไปตามขอบวัตถุประสงค์ และอำนาจหน้าที่ของสถานศึกษาด้วย หากไม่เป็นไปตามนั้นจะถือว่ามิได้กระทำในฐานะผู้แทนนิติบุคคล
261. คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาได้หรือไม่...
ตอบ ได้ ตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมีอำนาจหน้าที่
๑. กำกับดูแลการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษาให้สอดคล้องกับนโยบาย ระเบียบ ข้อบังคับ
๒. เสนอความต้องการจำนวน และอัตราตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรของสถานศึกษา
เพื่อ เสนอ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ พิจารณา
๓. ให้ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่อผู้บริหารสถานศึกษา
262. จริงๆ แล้ว คณะกรรมการสถานศึกษามีอำนาจหน้าที่หลักอย่างไร..........
ตอบ มีหน้าที่กำกับส่งเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษา
263. องค์กรอิสระในรัฐธรรมนูญ 50 มีกี่องค์กร............
ตอบ ๙ องค์กร...
๑. ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา
๒. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
๓. ศาลรัฐธรรมนูญ
๔. ศาลปกครอง
๕. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.)
๖. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
๗. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง
๘. สำนักงานศาลยุติธรรม
๙. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
264. กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์แบ่งส่วนราชการภายในสถานศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ กำหนดไว้ว่าแนวทาง
การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาเป็นอย่างไร..................
๑. สอดคล้องกับภารกิจหลักและรองรับการกระจายอำนาจการบริหารและการจัดการศึกษา
จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
๒. มีความเป็นเอกภาพในทางการบริหารจัดการ มีความยืดหยุ่น และพร้อมต่อการปรับเปลี่ยน
๓. มีกลไกในการประสานงานอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา
๔. มุ่งผลสัมฤทธิ์ตามภารกิจ ความคุ้มค่า ลดขั้นตอนการบริหารเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการบริหารจัดการ
๕. คำนึงถึงความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลต่อสัมฤทธิผลของคุณภาพการศึกษา ระดับ และขนาดของ สถานศึกษา จำนวนนักเรียน ผู้รับบริการ และความเหมาะสมด้านอื่น
265. การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาให้เรียกชื่ออย่างไร..........
ตอบ ให้แบ่งเป็นกลุ่ม กลุ่มอาจแบ่งเป็นกลุ่มงานหรือหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีฐานะเทียบเท่ากลุ่มงาน
266. การแบ่งส่วนราชการต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานใด ....
ตอบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ตามระเบียบที่คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษากำหนด
267. พระราชบัญญัติเงินเดือนและเงินประจำตำแหน่ง ฉบับที่ ๔ มีใน พศ. ใด......
ตอบ ๒๕๔๗268. กงช. หมายถึงอะไร.............
ตอบ คณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ
269. ใครเป็นประธาน กงช. ..........
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
270. ใครเป็นเลขานุการคณะกรรมการ กงช. ..........
ตอบ เลขานุการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน
271. เงินประจำตำแหน่งถือเป็นเงินเดือนหรือไม่..........
ตอบ ไม่เป็น
272.ใครรักษาการตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘....
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
273. พนักงานเจ้าหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนนักศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ มีอำนาจในการให้คำแนะนำผู้ปกครองในการอบรมสั่งสอนนักเรียนนักศึกษาได้หรือไม่..........
ตอบ ได้
274. กระทรวงศึกษาธิการมีองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภาหรือคณะกรรมการจำนวน ๔ องค์กรอะไรบ้าง
-๑. สภาการศึกษา
-๒. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
-๓. คณะกรรมการการอาชีวศึกษา
-๔. คณะกรรมการการอุดมศึกษา
275. องค์กรบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการพลเรือนในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาเรียกว่าอย่างไร ...........
ตอบ ก.ม. หรือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
276. การกระจายอำนาจของ ปลัดกระทรวง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือสำนักงานต่างๆ ในกระทรวง กระจายอำนาจไปยังเขตพื้นที่การศึกษาด้านใดบ้าง......
ตอบ ด้านวิชาการ งบประมาณ การบริหารบุคคล และการบริหารทั่วไป
277. การมอบอำนาจให้ผู้อื่นปฏิบัติราชการแทน หมายความว่าอย่างไร.........
ตอบ หมายความว่า การตั้งให้ผู้อื่นปฏิบัติราชการแทนตนในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในขณะที่ผู้ดำรงตำแหน่งยังปฏิบัติราชการอยู่
278. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนรัฐมนตรีได้............
ตอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการ หรือ ปลัดกระทรวง หรือเลขาธิการสำนักงาน หรือ อธิการบดี หรือผู้ว่าราชการจังหวัด
279. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวง.........
ตอบ รองปลัดกระทรวง ผู้ช่วยปลัดกระทรวง เลขาธิการ อธิการบดี ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้ว่าราชการจังหวัด
280. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการ..........
ตอบ รองเลขาธิการ หรือผู้ช่วยเลขาธิการ อธิการบดี ผู้อำนวยการสำนัก(หรือเทียบเท่าในกระทรวง)ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ผู้อำนวยการสถานศึกษา ผู้ว่าราชการจังหวัด
281. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักในกระทรวง........
ตอบ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษา
282. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา.....
ตอบ ข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้อำนวยการสถานศึกษาหัวหน้าหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่นในเขตพื้นที่การศึกษา
283. ผู้ใดสามารถปฏิบัติราชการแทนผู้อำนวยการสถานศึกษาหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่า.....
ตอบ ข้าราชการในสถานศึกษาหรือในหน่วยงานที่เรียกชื่ออย่างอื่น
284. การรักษาราชการแทน หมายความว่าอย่างไร.......
ตอบการตั้งให้ให้ผู้อื่นมอบอำนาจให้ผู้อื่นปฏิบัติราชการแทนให้มีมีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น ในขณะที่ไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งนั้น หรือผู้ดำรงตำแหน่งนั้นไม่อยู่ หรือผู้ดำรงตำแหน่งนั้นไม่อาจปฏิบัติราชการได้ เช่น ไปราชการที่อื่นหลาย ๆ วัน
285. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรี......
ตอบ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษา รัฐมนตรี
286. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนเลขานุการรัฐมนตรี............
ตอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรี หรือ ข้าราชการในกระทรวง
287. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนปลัดกระทรวง.........
ตอบ รองปลัดกระทรวง หรือ ข้าราชการตำแหน่งไม่ต่ำกว่าเลขาธิการ
288. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนเลขาธิการ.........
ตอบ รองเลขาธิการ หรือ ข้าราชการในสำนักงานที่มีตำแหน่งเทียบเท่ารองเลขาธิการ หรือ เลขาธิการสำนักหรือผู้อำนวยการสำนัก
289. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนัก......
ตอบ รองผู้อำนวยการสำนัก หรือ ข้าราชการในสำนักซึ่งดำรงตำแหน่งเทียบเท่ารองผู้อำนวยการสำนัก
290. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา........
ตอบ รองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือข้าราชการในสำนักงานเขตพื้นที่ที่มีตำแหน่งเทียบเท่ารองผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่
291. ใครเป็นผู้รักษาราชการแทนผู้อำนวยการสถานศึกษา.............
ตอบ รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หรือ ข้าราชการในสถานศึกษา
292. พระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา ประกาศใช้ พ.ศ. ใด.....
ตอบ พ.ศ. ๒๕๔๖
293. กฎหมายสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องใด......
ตอบ เป็นกฎหมายเกี่ยวกับองค์กรวิชาชีพครู หรือวิชาชีพทางการศึกษา และการดำเนินการควบคุมและส่งเสริมวิชาชีพครูเป็นการยกฐานะวิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงเทียบเท่ากับวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ เช่น แพทย์ กฎหมาย และวิศวกรรม เป็นต้น
294. ตามพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา “ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา”หมายความว่าอย่างไร
ตอบ ครู ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และบุคลากรทางการศึกษาอื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
295. องค์กรวิชาชีพครูคือองค์กรใด............
ตอบ คุรุสภา
296. สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา คือองค์กรใด.............
ตอบ คุรุสภา
297. คุรุสภา มีวัตถุประสงค์อย่างไร..........................
1. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตกำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐาน
วิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ รวมทั้งการพัฒนาวิชาชีพครู
2. กำหนดนโยบายและแผนพัฒนาวิชาชีพ
3. ประสาน ส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ
298. คุรุสภามีอำนาจหน้าหน้าที่อย่างไร........................
1. กำหนดมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณวิชาชีพ
2. ควบคุมความประพฤติและการดำเนินงานของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็นไปตาม
มาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
3. ออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
4. พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ
5. สนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนาวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาและจรรยาบรรณของวิชาชีพ
6. ส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องและผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
7. รับรองปริญญา ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตรของสถาบันต่างๆ ตามมาตรฐานวิชาชีพ
8. รับรองความรู้และประสบการณ์ทางวิชาชีพ รวมทั้งความชำนาญในการประกอบวิชาชีพ
9. ส่งเสริมการศึกษาและการวิจัยเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพ
10. เป็นตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของประเทศไทย
11. ออกข้อบังคับของคุรุสภาว่าด้วยเรื่องต่างๆ ในอำนาจหน้าที่
12. ให้คำปรึกษาหรือเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายหรือปัญหาการพัฒนาวิชาชีพ
13. ให้คำแนะนำหรือเสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีเกี่ยวกับการประกอบอาชีพ หรือออกกฎกระทรวง ระเบียบ และประกาศต่างๆ
14. กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อกระทำการใดๆ อันอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคุรุสภา
15. ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคุรุสภา
16. กระทำกิจกรรมต่างๆ ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของคุรุสภา
299. คุรุสภามีรายได้หรือไม่ ...............
ตอบ มี จากแหล่งต่างๆ ดังนี้
๑. ค่าธรรมเนียมต่างๆ
๒. เงินอุดหนุนจากงบประมาณ
๓. ผลประโยชน์จากการจัดการทรัพย์สินและการดำเนินกิจการของครุสภา(ศึกษาภัณฑ์ เป็นต้น)
๔. เงิน และทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้คุรุสภา
๕. ดอกผลที่เกิดจาก ๑-๔
300. ประธานคณะกรรมการคุรุสภา แต่งตั้งโดยใคร...........
ตอบ แต่งตั้งโดยคณะรัฐมนตรี
เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 4
201. ใครเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสานส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษสอดคล้อง
กับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา
ตอบ กระทรวงศึกษาธิการ
202. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่อย่างไร
ตอบ ควบคุมราชการประจำในกระทรวงผู้บังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการใสำนัก
งานปลัดกระทรวง
203. ส่วนราชการใดในกระทรวงศึกษามีหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติราชการของกระทรวง
ตอบ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
204. สำนักงานที่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับ
บัญชาโดยตรงต่อหัวหน้าส่วนราชการนั้นๆ มีกี่สำนักงาน
ตอบ ๔ สำนักงาน คือ
สำนักงานสภาการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
205. เลขาธิการส่วนราชการในกระทรวงมีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวงใช่หรือไม่
ตอบ ใช่แล้ว
206. การกำหนดจำนวนเขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาด้านใด
ตอบ ปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านอื่นๆ
207. ใครมีอำนาจกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยคำแนะนำของสภาการศึกษา
208. การจัดระเบียบบริหารราชการของเขตพื้นที่การศึกษาแบ่งเป็นกี่ส่วน
ตอบ ๒ ส่วน คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
209. การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาให้ใครกำหนด
ตอบ คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
210. คณะกรรมการชุดใดในเขตพื้นที่การศึกษา ที่มีอำนาจในการจัดตั้ง ยุบ รวมหรือเลิกสถานศึกษาในเขตพื้นที่
ตอบ คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
211. ใครเป็นคณะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
212. สถานศึกษาใดมีคณะกรรมการสถานศึกษา
ตอบ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาอาชีวศึกษา และสถานศึกษาอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี
213. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประกอบด้วยใครบ้าง
ตอบ ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบอาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
214. อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสถานศึกษา มีอะไรบ้าง
ตอบ บริหารกิจการของสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ
๑. ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ควบคุม ดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่น
๒. เป็นผู้แทนสถานศึกษาในการทำนิติกรรม สัญญา
๓. จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการของสถานศึกษา เสนอคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
๔. อนุมัติประกาศนียบัตร วุฒิบัตรของสถานศึกษาให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด
๕. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
215. การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาอุดมศึกษาระดับปริญญาที่เป็นส่วนราชการและเป็นนิติบุคคคลสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา แบ่งอย่างไร
ตอบ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสถานศึกษานั้น
216. ก.ม. ย่อมาจากอะไร
ตอบ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
217. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการชัดธงชาติในสถานศึกษาประกาศ พ.ศ. ใด
ตอบ พ.ศ. 2547
218. ความหมายของสถานศึกษาตามระเบียบว่าด้วยการชัดธงชาติในสถานศึกษาคือข้อใด
ตอบ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย สถาบันมหาวิทยาลัยหน่วยงานการศึกษาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา
219. หัวหน้าสถานศึกษาตามระเบียบกระทรวงศึกษาว่าด้วยการชักธงชาติ คือใคร
ตอบ ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ อธิการบดีหรือหัวหน้าสถานศึกษา ที่เรียกชื่ออย่างอื่น
220. วันเปิดเรียนชักธงขึ้นเวลาใด
ตอบ เวลาเข้าเรียน ชักธงลงเวลา 18.00 น
221. วันปิดเรียนชักธงขึ้นเวลาใด
ตอบ 8.00 น ชักธงลงเวลา 18.00 น
222. รายละเอียดการชักธง และประดับธงชาติในวันสำคัญ วันใดบ้าง กี่วัน
ตอบ วันขึ้นปีใหม่ วันที่ ๑ มกราคม ๑วัน
๑. มาฆะบูชา ๑ วัน
๒. วันจักรี ๖ เมษายน ๑ วัน
๓. สงกรานต์ ๑๓ เมษายน ๑ วัน
๔. ฉัตรมงคล ๕ พ.ค. ๑ วัน
๕. วิสาขบูชา ๑ วัน
๖. อาสาฬหบูชา ๑ วัน
๗. เข้าพรรษา ๑ วัน
๘. วันแม่ ๑ วัน
๙. วันสหประชาชาติ ๒๔ ต.ค. ๑ วัน
๑๐. วันพ่อ วันที่ ๕ ๖ และ ๗ เป็นเวลา ๓ วัน
๑๑. วันรัฐธรรมนูญ ๑ วัน
223. การชักธงลงครึ่งเสาปฏิบัติอย่างไร
ตอบ ชักขึ้นจนสุดยอดเสา แล้วลดลงให้อยู่ในระดับความสูง ๒ ใน ๓ ของความสูงเสาธงเมื่อจะเอาธงลง ก็ชักขึ้นให้สุดแล้วค่อยชักลงตามปกติ
224. ใครรักษาการตามระเบียบว่าด้วยการชักธง
ตอบ ปลัดกระทรวง
225. ข้าราชการครูตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ หมายความว่าอย่างไร ตอบ ผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาของรัฐ
226. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันใด
ตอบ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๗
227. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หมายความว่าอย่างไร
ตอบ บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน
228. คณาจารย์ หมายความว่าอย่างไร
ตอบ บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักด้านการสอนและการวิจัยในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาของรัฐ
229. ผู้สอนในระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญา เรียกคณาจารย์ได้หรือไม่
ตอบ ไม่เรียกคณาจารย์
230. บุคลากรทางการศึกษา หมายความว่าอย่างไร
ตอบ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา รวมทั้งผู้สนับสนุนการศึกษาซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ การบริหารการศึกษาและการปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานการศึกษา
231. ส่วนราชการหมายถึงข้อใด
ตอบ หน่วยงานของรัฐที่มีฐานะเทียบเท่ากรม
232. ก.ค.ศ. หมายถึงข้อใด
ตอบ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
233. ใครเป็นประธาน ก.ค.ศ.
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
234. ใครเป็นรองประธาน ก.ค.ศ
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
235. คณะกรรมการ ก.ค.ศ. ประกอบด้วยใครบ้าง
ตอบ ๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน
๒. ปลัดกระทรวงศึกษาเป็นรองประธาน
๓. กรรมการโดยตำแหน่ง ๕ คน คือ
-เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน
-เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
-เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
-เลขาธิการคุรุสภา และ
-เลขาธิการ ก.พ.
๔. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๗ คน ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน
-การศึกษา
-การบริหารบุคคล
-กฎหมาย
-การบริหารจัดการภาครัฐ
-การบริหารองค์กร
-การศึกษาพิเศษ
-การบริหารธุรกิจหรือเศรษฐกิจ
๕. กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาจากการเลือกตั้ง ๗ คน ได้แก่
-ผู้แทน ผอ. เขต
-ผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษา
-ผู้แทนข้าราชการครู ๔ คน
-ผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ๑ คน
236. ผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ากี่ปี
ตอบ ๓๕ ปี
237. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
238. สมาชิกสภาท้องถิ่น เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
239. ผู้มีอายุเกิน ๗๐ ปี สามารถเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
240. การมการผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาใน กคศ. จะต้องเป็นผู้บริหารไม่น้อยกว่ากี่ปี
ตอบ ๕ ปี
241. ไม่มีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา สามารถเป็นกรรมการใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
242. ครูใน กคศ. จะต้องมีประสบการณ์การสอนไม่น้อยกว่ากี่ปี
ตอบ ๑๕ ปี
243. ครูที่ไมมีวิทยฐานะสามารถเป็นกรรมการใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ ต้องมีวิทยฐานะชำนาญการขึ้นไป
244. ครูผู้เคยถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสามารถเป็นกรรมการใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
245. กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน กคศ. วาระกี่ปี
ตอบ คราวละ ๔ ปี อาจได้รับเลือกตั้งใหม่อีก แต่ดำรงตำแหน่งเกิน ๒ วาระติดต่อกันไม่ได้
246. หากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน กคศ.ว่างลง
ต้องดำเนินการแต่งตั้ง หรือเลือกตั้งภายในกี่วัน
ตอบ ภายใน ๖๐ วัน เว้นแต่วาระเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน จะดำเนินการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งแทนก็ได้หากเข้ามาแทนก็อยู่ในวาระเท่าเพื่อนในคณะ
247. การกำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีฐานะเป็นนิติบุคคล จะส่งผลดีอย่างไร
ตอบ สถานศึกษามีความเป็นอิสระ สามารถบริหารจัดการศึกษาในสถานศึกษาของตนได้สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
248. คำว่า “นิติบุคคล” หมายความว่าอย่างไร
ตอบ หมายความว่า กลุ่มบุคคล องค์กร หรือทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เป็นกองทุน เพื่อดำเนินกิจการอันใดอันหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ให้บุคคลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และให้มีสิทธิ และหน้าที่ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า “นิติบุคคล”เป็นบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น ให้มีสิทธิและหน้าที่ และสามารถทำกิจการใดๆ อันเป็นการก่อนิติสัมพันธ์กับบุคคลอื่นภายใต้ขอบวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลนั้น
249. นิติบุคคล แบ่งเป็นกี่ประเภท
ตอบ โดยทั่วไปแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
-นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน และ
-นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน
250. การพิจารณาว่าเป็นนิติบุคคลในกฎหมายเอกชน หรือมหาชน พิจารณาด้านใด
ตอบ พิจารณาจากกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคล และกิจกรรมที่นิติบุคคลนั้นดำเนินการ
กับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา
ตอบ กระทรวงศึกษาธิการ
202. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่อย่างไร
ตอบ ควบคุมราชการประจำในกระทรวงผู้บังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการใสำนัก
งานปลัดกระทรวง
203. ส่วนราชการใดในกระทรวงศึกษามีหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติราชการของกระทรวง
ตอบ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
204. สำนักงานที่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับ
บัญชาโดยตรงต่อหัวหน้าส่วนราชการนั้นๆ มีกี่สำนักงาน
ตอบ ๔ สำนักงาน คือ
สำนักงานสภาการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
205. เลขาธิการส่วนราชการในกระทรวงมีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวงใช่หรือไม่
ตอบ ใช่แล้ว
206. การกำหนดจำนวนเขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาด้านใด
ตอบ ปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านอื่นๆ
207. ใครมีอำนาจกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยคำแนะนำของสภาการศึกษา
208. การจัดระเบียบบริหารราชการของเขตพื้นที่การศึกษาแบ่งเป็นกี่ส่วน
ตอบ ๒ ส่วน คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
209. การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาให้ใครกำหนด
ตอบ คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
210. คณะกรรมการชุดใดในเขตพื้นที่การศึกษา ที่มีอำนาจในการจัดตั้ง ยุบ รวมหรือเลิกสถานศึกษาในเขตพื้นที่
ตอบ คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
211. ใครเป็นคณะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
212. สถานศึกษาใดมีคณะกรรมการสถานศึกษา
ตอบ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาอาชีวศึกษา และสถานศึกษาอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี
213. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประกอบด้วยใครบ้าง
ตอบ ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบอาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
214. อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสถานศึกษา มีอะไรบ้าง
ตอบ บริหารกิจการของสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ
๑. ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ควบคุม ดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่น
๒. เป็นผู้แทนสถานศึกษาในการทำนิติกรรม สัญญา
๓. จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการของสถานศึกษา เสนอคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
๔. อนุมัติประกาศนียบัตร วุฒิบัตรของสถานศึกษาให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด
๕. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
215. การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาอุดมศึกษาระดับปริญญาที่เป็นส่วนราชการและเป็นนิติบุคคคลสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา แบ่งอย่างไร
ตอบ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสถานศึกษานั้น
216. ก.ม. ย่อมาจากอะไร
ตอบ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
217. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการชัดธงชาติในสถานศึกษาประกาศ พ.ศ. ใด
ตอบ พ.ศ. 2547
218. ความหมายของสถานศึกษาตามระเบียบว่าด้วยการชัดธงชาติในสถานศึกษาคือข้อใด
ตอบ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย สถาบันมหาวิทยาลัยหน่วยงานการศึกษาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา
219. หัวหน้าสถานศึกษาตามระเบียบกระทรวงศึกษาว่าด้วยการชักธงชาติ คือใคร
ตอบ ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ อธิการบดีหรือหัวหน้าสถานศึกษา ที่เรียกชื่ออย่างอื่น
220. วันเปิดเรียนชักธงขึ้นเวลาใด
ตอบ เวลาเข้าเรียน ชักธงลงเวลา 18.00 น
221. วันปิดเรียนชักธงขึ้นเวลาใด
ตอบ 8.00 น ชักธงลงเวลา 18.00 น
222. รายละเอียดการชักธง และประดับธงชาติในวันสำคัญ วันใดบ้าง กี่วัน
ตอบ วันขึ้นปีใหม่ วันที่ ๑ มกราคม ๑วัน
๑. มาฆะบูชา ๑ วัน
๒. วันจักรี ๖ เมษายน ๑ วัน
๓. สงกรานต์ ๑๓ เมษายน ๑ วัน
๔. ฉัตรมงคล ๕ พ.ค. ๑ วัน
๕. วิสาขบูชา ๑ วัน
๖. อาสาฬหบูชา ๑ วัน
๗. เข้าพรรษา ๑ วัน
๘. วันแม่ ๑ วัน
๙. วันสหประชาชาติ ๒๔ ต.ค. ๑ วัน
๑๐. วันพ่อ วันที่ ๕ ๖ และ ๗ เป็นเวลา ๓ วัน
๑๑. วันรัฐธรรมนูญ ๑ วัน
223. การชักธงลงครึ่งเสาปฏิบัติอย่างไร
ตอบ ชักขึ้นจนสุดยอดเสา แล้วลดลงให้อยู่ในระดับความสูง ๒ ใน ๓ ของความสูงเสาธงเมื่อจะเอาธงลง ก็ชักขึ้นให้สุดแล้วค่อยชักลงตามปกติ
224. ใครรักษาการตามระเบียบว่าด้วยการชักธง
ตอบ ปลัดกระทรวง
225. ข้าราชการครูตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ หมายความว่าอย่างไร ตอบ ผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาของรัฐ
226. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันใด
ตอบ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๗
227. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หมายความว่าอย่างไร
ตอบ บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน
228. คณาจารย์ หมายความว่าอย่างไร
ตอบ บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักด้านการสอนและการวิจัยในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาของรัฐ
229. ผู้สอนในระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญา เรียกคณาจารย์ได้หรือไม่
ตอบ ไม่เรียกคณาจารย์
230. บุคลากรทางการศึกษา หมายความว่าอย่างไร
ตอบ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา รวมทั้งผู้สนับสนุนการศึกษาซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ การบริหารการศึกษาและการปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานการศึกษา
231. ส่วนราชการหมายถึงข้อใด
ตอบ หน่วยงานของรัฐที่มีฐานะเทียบเท่ากรม
232. ก.ค.ศ. หมายถึงข้อใด
ตอบ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
233. ใครเป็นประธาน ก.ค.ศ.
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
234. ใครเป็นรองประธาน ก.ค.ศ
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
235. คณะกรรมการ ก.ค.ศ. ประกอบด้วยใครบ้าง
ตอบ ๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน
๒. ปลัดกระทรวงศึกษาเป็นรองประธาน
๓. กรรมการโดยตำแหน่ง ๕ คน คือ
-เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน
-เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
-เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
-เลขาธิการคุรุสภา และ
-เลขาธิการ ก.พ.
๔. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๗ คน ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน
-การศึกษา
-การบริหารบุคคล
-กฎหมาย
-การบริหารจัดการภาครัฐ
-การบริหารองค์กร
-การศึกษาพิเศษ
-การบริหารธุรกิจหรือเศรษฐกิจ
๕. กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาจากการเลือกตั้ง ๗ คน ได้แก่
-ผู้แทน ผอ. เขต
-ผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษา
-ผู้แทนข้าราชการครู ๔ คน
-ผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ๑ คน
236. ผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ากี่ปี
ตอบ ๓๕ ปี
237. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
238. สมาชิกสภาท้องถิ่น เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
239. ผู้มีอายุเกิน ๗๐ ปี สามารถเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
240. การมการผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาใน กคศ. จะต้องเป็นผู้บริหารไม่น้อยกว่ากี่ปี
ตอบ ๕ ปี
241. ไม่มีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา สามารถเป็นกรรมการใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
242. ครูใน กคศ. จะต้องมีประสบการณ์การสอนไม่น้อยกว่ากี่ปี
ตอบ ๑๕ ปี
243. ครูที่ไมมีวิทยฐานะสามารถเป็นกรรมการใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ ต้องมีวิทยฐานะชำนาญการขึ้นไป
244. ครูผู้เคยถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสามารถเป็นกรรมการใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
245. กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน กคศ. วาระกี่ปี
ตอบ คราวละ ๔ ปี อาจได้รับเลือกตั้งใหม่อีก แต่ดำรงตำแหน่งเกิน ๒ วาระติดต่อกันไม่ได้
246. หากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน กคศ.ว่างลง
ต้องดำเนินการแต่งตั้ง หรือเลือกตั้งภายในกี่วัน
ตอบ ภายใน ๖๐ วัน เว้นแต่วาระเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน จะดำเนินการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งแทนก็ได้หากเข้ามาแทนก็อยู่ในวาระเท่าเพื่อนในคณะ
247. การกำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีฐานะเป็นนิติบุคคล จะส่งผลดีอย่างไร
ตอบ สถานศึกษามีความเป็นอิสระ สามารถบริหารจัดการศึกษาในสถานศึกษาของตนได้สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
248. คำว่า “นิติบุคคล” หมายความว่าอย่างไร
ตอบ หมายความว่า กลุ่มบุคคล องค์กร หรือทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เป็นกองทุน เพื่อดำเนินกิจการอันใดอันหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ให้บุคคลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และให้มีสิทธิ และหน้าที่ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า “นิติบุคคล”เป็นบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น ให้มีสิทธิและหน้าที่ และสามารถทำกิจการใดๆ อันเป็นการก่อนิติสัมพันธ์กับบุคคลอื่นภายใต้ขอบวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลนั้น
249. นิติบุคคล แบ่งเป็นกี่ประเภท
ตอบ โดยทั่วไปแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
-นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน และ
-นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน
250. การพิจารณาว่าเป็นนิติบุคคลในกฎหมายเอกชน หรือมหาชน พิจารณาด้านใด
ตอบ พิจารณาจากกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคล และกิจกรรมที่นิติบุคคลนั้นดำเนินการ
วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553
เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 3
151. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่อะไร
ตอบ พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐาน และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา สนับสนุนทรัพยากร ติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
152. การกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาคำนึงถึงเรื่องใด
ตอบ ปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร
153. สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญามีคณะกรรมการสถานศึกษาหรือไม่
ตอบ มี เพราะเขาให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถานศึกษาอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ต้องมีคณะกรรมการสถานศึกษา
154. โดยหลักการแล้วหน้าที่คณะกรรมการสถานศึกษาคืออะไร
ตอบ กำกับ ส่งเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษา
155. จำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา เลือกประธานกรรมการสถานศึกษา และวาระกำหนดอย่างไร เป็นไปตามกฎหมายใด
ตอบ เป็นไปตามกฎกระทรวง
156. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาได้ทุกระดับหรือไม่
ตอบ ได้ โดยกระทรวงเป็นผู้พิจารณา โดยคำนึงถึงความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น
157. คณะกรรมการบริหารสถานศึกษาเอกชนที่เป็นนิติบุคคล ประกอบด้วยบุคคลใดบ้าง
ตอบ ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รับใบอนุญาต ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์เก่า และผู้ทรงคุณวุฒิ
158. สถานศึกษาเอกชนสามารถจัดการศึกษาได้ทุกระดับ หรือทุกประเภทใช่หรือไม่
ตอบ ใช่
159. สถานศึกษาเอกชนมีสิทธิรับการสนับสนุนจากรัฐด้านใดบ้าง
ตอบ เงินอุดหนุน การลดหย่อนภาษี ด้านวิชาการให้สถานศึกษามีมาตรฐาน สามารถพึ่งตนเองได้
160. ระบบ หลักเกณฑ์ วิธีการประกันคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมายใด
ตอบ กฎกระทรวง
161. ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาประกอบด้วยอะไร
ตอบ การประกันคุณภาพภายใน และการประกันคุณภาพภายนอก ปัจจุบันเรียกว่าการประเมินคุณภาพภายนอก
162. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะองค์กรอย่างไร
ตอบ เป็นองค์กรมหาชน
163. การประเมินคุณภาพสถานศึกษาโดย สมศ. ประเมินบ่อยแค่ไหน
ตอบ อย่างน้อย ๑ ครั้งในทุก ๕ ปี
164. องค์กรวิชาชีพครู คือองค์กรใด
ตอบ คุรุสภา
165. องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาคือองค์กรใด เกิดจากมาตราใดใน พรบ การศึกษา 2542
ตอบ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 54 ของ พรบ. การศึกษา 2542
166. องค์กรวิชาชีพครู คุรุสภา เรื่องการมีใบประกอบวิชาชีพด้วย ครอบคลุมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือไม่
ตอบ ไม่ ไม่ครอบคลุม อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา บุคลากรที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย วิทยากรพิเศษทางการศึกษา
167. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ ๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่เท่าไร
ตอบ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๕ ใช้ได้เริ่มในวันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ 20 ธันวาคม 2545
168. กระทรวงศึกษา มีหน้าที่อะไร
ตอบ ตาม พรบ การศึกษาแห่งชาติ ฉ ๒ (๒๕๔๕) . กระทรวงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม และกำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษาส่งเสริมและประสานงานการศาสนาศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬาเพื่อการศึกษารวมทั้งการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาและราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวง
169. การจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงให้มีองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภา หรือในรูปคณะกรรมการจำนวนกี่องค์กร
ตอบ 4 องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาและคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
170. เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 2 คืออะไร
ตอบ คือ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายปฏิรูประบบราชการโดยให้แยกภารกิจเกี่ยวกับงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ไปจัดตั้งเป็นกระทรวงวัฒนธรรม และโดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการ บริหารและจัดการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษาประกอบกับสมควรให้มีคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐานและหลักสูตรการอาชีวศึกษาทุกระดับที่สอดคล้องกับความต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติสนับสนุนทรัพยากรติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการอาชีวศึกษาด้วยจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
171. พรบ การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 2 สภาการศึกษามีหน้าที่อะไรบ้าง
(๑) พิจารณาเสนอแผนการศึกษาแห่งชาติที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ
(๒) พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแผนตาม (๑)
(๓) พิจารณาเสนอนโยบายและแผนในการสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา
(๔) ดำเนินการประเมินผลการจัดการศึกษาตาม (๑)
(๕)ให้ความเห็นหรือคำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายและกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้
172. การเสนอนโยบาย แผนการศึกษาแห่งชาติ และมาตรฐานการศึกษา ของสภาการศึกษา เสนอต่อใคร
ตอบ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
173. มาตรา ๓๗ ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ (๒๕๔๕) ให้ไว้ว่าการบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษา โดยคำนึงถึงด้านใดบ้าง
ตอบ คำนึงถึงปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านอื่นด้วยเว้นแต่การจัดการศึกษาขึ้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา
174. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา มีบทบาทหน้าที่อย่างไร
ตอบ ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ให้มีคณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจหน้าที่การกำกับดูแล จัดตั้ง ยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษาประสาน ส่งเสริมและสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษา ประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายในเขตพื้นที่การศึกษา
175. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประกอบด้วยบุคคลใดบ้าง
ตอบ ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
176. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ ผอ. เขตพื้นที่การศึกษา
177. คณะกรรมการสถานศึกษา สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาและสถานศึกษาอาชีวศึกษาของแต่ละสถานศึกษาเพื่อทำหน้าที่กำกับและส่งเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษาประกอบด้วย
ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา ผู้แทนพระภิกษุสงฆ์และหรือผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นในพื้นที่ และผู้ทรงคุณวุฒิ
(สถานศึกษาอาชีวะ หรือต่ำกว่าอุดม อาจมีเพิ่มเติม ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง)
178. ใครเป็นเลขานุการคณะกรรมการสถานศึกษา
ตอบ ผู้อำนวยการสถานศึกษา
179. กรณีสถานศึกษาไม่ผ่านการประเมิน จะเป็นอย่างไร
ตอบ ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอกของสถานศึกษาใดไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อให้สถานศึกษาปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หากมิได้ดำเนินการดังกล่าว ให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษารายงานต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาหรือคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไข
180. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๖ บังคับใช้ 7 กรกฎาคม 2546
181. พอมีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษา ๒๕๔๖ เลยต้องยกเลิกกฎหมายใด
- พรบ ระเบียบปฏิบัติราชการทบวงมหาวิทยาลัย (เนื่องจากไม่มีทบวงมหาวิทยาลัย)
- พระราชบัญญัติคณะกรรมการการประถมศึกษา ๒๕๒๓ และ ๒๕๓๕ (ฉ ๒)
- พระราชบัญญัติคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ๒๕๓๕ (เปลี่ยนเป็นสภาการศึกษา)
182. พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๔๖ ให้จัดระเบียบราชการกระทรวงศึกษาอย่างไร
๑. ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง (ในกระทรวง)
๒. ระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา
๓. ระเบียบบริหารราชการในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล
183. การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือนข้าราชการกระทรวงศึกษาฯ คำนึงถึงข้อใด
ตอบ คุณวุฒิ ประสบการณ์ มาตรฐานวิชาชีพ ลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบ และคุณภาพงาน
184. ตาม พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวง จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางอย่างไร
ตอบ สำนักงานปลัดกระทรวง ๑. ส่วนราชการที่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ศธ
185. หัวหน้าส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีหัวหน้าส่วนราชการใดบ้าง
๑. สำนักงานรัฐมนตรี
๒. สำนักงานปลัดกระทรวง
๓. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
๔. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
๕. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
๖. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
186. ส่วนราชการในกระทรวงที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ส่วนราชการใดไม่มีฐานะเป็นกรม และไม่เป็นนิติบุคคล
ตอบ สำนักงานรัฐมนตรี ส่วน ๒-๖ เป็นนิติบุคคล และมีฐานะเป็นกรม
187. การแบ่งส่วนราชการในกระทรวงให้ออกเป็นกฎหมายใด
ตอบ กฎกระทรวง
188. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทหน้าที่อย่างไร
ตอบ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงานในกระทรวงศึกษาธิการ ให้สอดคล้องนโยบายรัฐที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา หรือที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หรืออนุมัติ
189. สำนักงานปลัดกระทรวงมีอำนาจหน้าที่อย่างไร
ตอบดำเนินการเกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวง จัดทำงบประมาณ แผนปฏิบัติราชการของกระทรวง
190. สภาการศึกษา มีหน้าที่อย่างไร
๑. เสนอแผนการศึกษาแห่งชาติ
๒. เสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา
๓. เสนอนโยบายและแผนสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา
๔. ประเมินผลการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาชาติ
191. การเสนอนโยบาย แผนการศึกษาแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษา ของสภาการศึกษาให้เสนอต่อใคร
ตอบ ให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
192. คณะกรรมการสภาการศึกษาประกอบด้วยใครบ้าง
ตอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธาน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทน
องค์กรวิชาชีพ พระภิกษุซึ่งเป็นตัวแทนคณะสงฆ์ ผู้แทนคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย
ผู้แทนองค์กรศาสนาอื่น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
193. จำนวนคณะกรรมการสภาการศึกษา กำหนดไว้ในกฎหมายใด
ตอบ กฎกระทรวง
194. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่อย่างไร
ตอบ พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐาน และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนับสนุนทรัพยากร ติดตาม ตรวจสอบประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เสนอแนะในการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ และประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานของสำนักงาน
195. หน่วยงานใดรับผิดชอบงานเลขานุการของสภาการศึกษา
ตอบ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
196. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสภาการศึกษา
ตอบ เลขาธิการสภาการศึกษา
197. หน่วยงานใดรับผิดชอบงานเลขานุการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ตอบ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
198. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ตอบ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
199. สำนักงานใดในกระทรวงศึกษาที่มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการการเมือง
ตอบ สำนักงานรัฐมนตรี มีเลขานุการรัฐมนตรีเป็นข้าราชการการเมือง บังคับบัญชาช้าราชการในสำนักงาน
200. ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่อย่างไร
ตอบ ตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตาม ประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อปรับปรุงพัฒนา
ตอบ พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐาน และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา สนับสนุนทรัพยากร ติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
152. การกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาคำนึงถึงเรื่องใด
ตอบ ปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร
153. สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญามีคณะกรรมการสถานศึกษาหรือไม่
ตอบ มี เพราะเขาให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถานศึกษาอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ต้องมีคณะกรรมการสถานศึกษา
154. โดยหลักการแล้วหน้าที่คณะกรรมการสถานศึกษาคืออะไร
ตอบ กำกับ ส่งเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษา
155. จำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา เลือกประธานกรรมการสถานศึกษา และวาระกำหนดอย่างไร เป็นไปตามกฎหมายใด
ตอบ เป็นไปตามกฎกระทรวง
156. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาได้ทุกระดับหรือไม่
ตอบ ได้ โดยกระทรวงเป็นผู้พิจารณา โดยคำนึงถึงความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น
157. คณะกรรมการบริหารสถานศึกษาเอกชนที่เป็นนิติบุคคล ประกอบด้วยบุคคลใดบ้าง
ตอบ ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รับใบอนุญาต ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์เก่า และผู้ทรงคุณวุฒิ
158. สถานศึกษาเอกชนสามารถจัดการศึกษาได้ทุกระดับ หรือทุกประเภทใช่หรือไม่
ตอบ ใช่
159. สถานศึกษาเอกชนมีสิทธิรับการสนับสนุนจากรัฐด้านใดบ้าง
ตอบ เงินอุดหนุน การลดหย่อนภาษี ด้านวิชาการให้สถานศึกษามีมาตรฐาน สามารถพึ่งตนเองได้
160. ระบบ หลักเกณฑ์ วิธีการประกันคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมายใด
ตอบ กฎกระทรวง
161. ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาประกอบด้วยอะไร
ตอบ การประกันคุณภาพภายใน และการประกันคุณภาพภายนอก ปัจจุบันเรียกว่าการประเมินคุณภาพภายนอก
162. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะองค์กรอย่างไร
ตอบ เป็นองค์กรมหาชน
163. การประเมินคุณภาพสถานศึกษาโดย สมศ. ประเมินบ่อยแค่ไหน
ตอบ อย่างน้อย ๑ ครั้งในทุก ๕ ปี
164. องค์กรวิชาชีพครู คือองค์กรใด
ตอบ คุรุสภา
165. องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาคือองค์กรใด เกิดจากมาตราใดใน พรบ การศึกษา 2542
ตอบ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 54 ของ พรบ. การศึกษา 2542
166. องค์กรวิชาชีพครู คุรุสภา เรื่องการมีใบประกอบวิชาชีพด้วย ครอบคลุมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือไม่
ตอบ ไม่ ไม่ครอบคลุม อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา บุคลากรที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย วิทยากรพิเศษทางการศึกษา
167. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ ๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่เท่าไร
ตอบ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๕ ใช้ได้เริ่มในวันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ 20 ธันวาคม 2545
168. กระทรวงศึกษา มีหน้าที่อะไร
ตอบ ตาม พรบ การศึกษาแห่งชาติ ฉ ๒ (๒๕๔๕) . กระทรวงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม และกำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษาส่งเสริมและประสานงานการศาสนาศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬาเพื่อการศึกษารวมทั้งการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาและราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวง
169. การจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงให้มีองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภา หรือในรูปคณะกรรมการจำนวนกี่องค์กร
ตอบ 4 องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาและคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
170. เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 2 คืออะไร
ตอบ คือ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายปฏิรูประบบราชการโดยให้แยกภารกิจเกี่ยวกับงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ไปจัดตั้งเป็นกระทรวงวัฒนธรรม และโดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการ บริหารและจัดการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษาประกอบกับสมควรให้มีคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐานและหลักสูตรการอาชีวศึกษาทุกระดับที่สอดคล้องกับความต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติสนับสนุนทรัพยากรติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการอาชีวศึกษาด้วยจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
171. พรบ การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 2 สภาการศึกษามีหน้าที่อะไรบ้าง
(๑) พิจารณาเสนอแผนการศึกษาแห่งชาติที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ
(๒) พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแผนตาม (๑)
(๓) พิจารณาเสนอนโยบายและแผนในการสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา
(๔) ดำเนินการประเมินผลการจัดการศึกษาตาม (๑)
(๕)ให้ความเห็นหรือคำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายและกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้
172. การเสนอนโยบาย แผนการศึกษาแห่งชาติ และมาตรฐานการศึกษา ของสภาการศึกษา เสนอต่อใคร
ตอบ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
173. มาตรา ๓๗ ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ (๒๕๔๕) ให้ไว้ว่าการบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษา โดยคำนึงถึงด้านใดบ้าง
ตอบ คำนึงถึงปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านอื่นด้วยเว้นแต่การจัดการศึกษาขึ้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา
174. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา มีบทบาทหน้าที่อย่างไร
ตอบ ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ให้มีคณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจหน้าที่การกำกับดูแล จัดตั้ง ยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษาประสาน ส่งเสริมและสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษา ประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายในเขตพื้นที่การศึกษา
175. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประกอบด้วยบุคคลใดบ้าง
ตอบ ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
176. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ ผอ. เขตพื้นที่การศึกษา
177. คณะกรรมการสถานศึกษา สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาและสถานศึกษาอาชีวศึกษาของแต่ละสถานศึกษาเพื่อทำหน้าที่กำกับและส่งเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษาประกอบด้วย
ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา ผู้แทนพระภิกษุสงฆ์และหรือผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นในพื้นที่ และผู้ทรงคุณวุฒิ
(สถานศึกษาอาชีวะ หรือต่ำกว่าอุดม อาจมีเพิ่มเติม ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง)
178. ใครเป็นเลขานุการคณะกรรมการสถานศึกษา
ตอบ ผู้อำนวยการสถานศึกษา
179. กรณีสถานศึกษาไม่ผ่านการประเมิน จะเป็นอย่างไร
ตอบ ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอกของสถานศึกษาใดไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อให้สถานศึกษาปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หากมิได้ดำเนินการดังกล่าว ให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษารายงานต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาหรือคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไข
180. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๖ บังคับใช้ 7 กรกฎาคม 2546
181. พอมีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษา ๒๕๔๖ เลยต้องยกเลิกกฎหมายใด
- พรบ ระเบียบปฏิบัติราชการทบวงมหาวิทยาลัย (เนื่องจากไม่มีทบวงมหาวิทยาลัย)
- พระราชบัญญัติคณะกรรมการการประถมศึกษา ๒๕๒๓ และ ๒๕๓๕ (ฉ ๒)
- พระราชบัญญัติคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ๒๕๓๕ (เปลี่ยนเป็นสภาการศึกษา)
182. พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๔๖ ให้จัดระเบียบราชการกระทรวงศึกษาอย่างไร
๑. ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง (ในกระทรวง)
๒. ระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา
๓. ระเบียบบริหารราชการในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล
183. การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือนข้าราชการกระทรวงศึกษาฯ คำนึงถึงข้อใด
ตอบ คุณวุฒิ ประสบการณ์ มาตรฐานวิชาชีพ ลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบ และคุณภาพงาน
184. ตาม พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวง จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางอย่างไร
ตอบ สำนักงานปลัดกระทรวง ๑. ส่วนราชการที่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ศธ
185. หัวหน้าส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีหัวหน้าส่วนราชการใดบ้าง
๑. สำนักงานรัฐมนตรี
๒. สำนักงานปลัดกระทรวง
๓. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
๔. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
๕. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
๖. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
186. ส่วนราชการในกระทรวงที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ส่วนราชการใดไม่มีฐานะเป็นกรม และไม่เป็นนิติบุคคล
ตอบ สำนักงานรัฐมนตรี ส่วน ๒-๖ เป็นนิติบุคคล และมีฐานะเป็นกรม
187. การแบ่งส่วนราชการในกระทรวงให้ออกเป็นกฎหมายใด
ตอบ กฎกระทรวง
188. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทหน้าที่อย่างไร
ตอบ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงานในกระทรวงศึกษาธิการ ให้สอดคล้องนโยบายรัฐที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา หรือที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หรืออนุมัติ
189. สำนักงานปลัดกระทรวงมีอำนาจหน้าที่อย่างไร
ตอบดำเนินการเกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวง จัดทำงบประมาณ แผนปฏิบัติราชการของกระทรวง
190. สภาการศึกษา มีหน้าที่อย่างไร
๑. เสนอแผนการศึกษาแห่งชาติ
๒. เสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา
๓. เสนอนโยบายและแผนสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา
๔. ประเมินผลการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาชาติ
191. การเสนอนโยบาย แผนการศึกษาแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษา ของสภาการศึกษาให้เสนอต่อใคร
ตอบ ให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
192. คณะกรรมการสภาการศึกษาประกอบด้วยใครบ้าง
ตอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธาน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทน
องค์กรวิชาชีพ พระภิกษุซึ่งเป็นตัวแทนคณะสงฆ์ ผู้แทนคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย
ผู้แทนองค์กรศาสนาอื่น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
193. จำนวนคณะกรรมการสภาการศึกษา กำหนดไว้ในกฎหมายใด
ตอบ กฎกระทรวง
194. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่อย่างไร
ตอบ พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐาน และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนับสนุนทรัพยากร ติดตาม ตรวจสอบประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เสนอแนะในการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ และประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานของสำนักงาน
195. หน่วยงานใดรับผิดชอบงานเลขานุการของสภาการศึกษา
ตอบ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
196. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสภาการศึกษา
ตอบ เลขาธิการสภาการศึกษา
197. หน่วยงานใดรับผิดชอบงานเลขานุการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ตอบ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
198. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ตอบ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
199. สำนักงานใดในกระทรวงศึกษาที่มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการการเมือง
ตอบ สำนักงานรัฐมนตรี มีเลขานุการรัฐมนตรีเป็นข้าราชการการเมือง บังคับบัญชาช้าราชการในสำนักงาน
200. ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่อย่างไร
ตอบ ตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตาม ประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อปรับปรุงพัฒนา
เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 2
101. การจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ที่มีผู้อุทิศให้จะจำหน่ายได้หรือไม่
ตอบ ได้ โดยจะต้องผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และรายงาน
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทราบ
102. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่เท่าใด
ตอบ 19 สิงหาคม 2542
103. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติถือเป็น -
ตอบ กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
104. เหตุผลในการประกาศใช้ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 มีเหตุผลคือ
ตอบ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและ
สนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา
แห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม สร้างเสริม
ความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปะวิทยาการต่างๆ เร่งรัดการศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น
ศิลปวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งในการจัดการศึกษา ของรัฐให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนตามที่กฎหมายบัญญัติและให้ความคุ้มครองการจัดการศึกษา
อบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้น จึงสมควรมีกฎหมาย
ว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติเพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและการศึกษาอบรมให้สอดคล้อง
กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
105. พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 มีทั้งหมด
ตอบ 78 มาตรา
106. “การศึกษา” ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมายความว่าอย่างไร”
ตอบ การศึกษา หมายความว่า “กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการ
ถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทาง
วิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้
บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
107. “การศึกษาขั้นพื้นฐาน” หมายความว่าอย่างไร
ตอบ การศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา
108. “การศึกษาตลอดชีวิต” หมายความว่าอย่างไร ตอบ การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา
ตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
109. สถานศึกษาตามที่ พรบ การศึกษาแห่งชาติ 2542 ให้ความหมายไว้ หมายความว่าอย่างไร ตอบ สถานศึกษาหมายความว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย
หน่วยงานการศึกษา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในการ
จัดการศึกษา
110. สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายความว่าอย่างไร
ตอบ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
111. การประกันคุณภาพภายใน หมายความว่าอย่างไร
ตอบ การประเมินผล และการติดตามตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจาก
ภายใน โดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเองหรือโดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแล
สถานศึกษานั้น
112. การประกันคุณภาพภายนอก หมายความว่าอย่างไร
ตอบ การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจาก
ภายนอกโดย สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ บุคคล หรือหน่วยงาน
ภายนอกที่ สำนักงานดังกล่าวรับรองเพื่อเป็นการประกันคุณภาพและมีการพัฒนาคุณภาพและ
มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
113. ใน พรบ. การศึกษา 2542 ครู หมายความว่าอย่างไร
ตอบ หมายถึง “บุคลากรวิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้
ของผู้เรียนด้วยวิธีต่างๆ ทั้งในสถานศึกษาของรัฐ และเอกชน
114. คำว่าวิชาชีพ มีองค์ประกอบใดบ้าง
ตอบ มีความรู้เป็นมาตรฐาน มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มีองค์กรวิชาชีพ มีการพัฒนาวิชาชีพ มีกฎหมาย
หรือระเบียบว่าด้วยวิชาชีพ เป็นต้น
115. ครู และ คณาจารย์ใช้แทนกันได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ เพราะครู สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนคณาจารย์สอน และวิจัยในสถานศึกษา
ระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญา
116. ผู้บริหารการศึกษา และ ผู้บริหารสถานศึกษาใช้แทนกันได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ เพราะ ผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบบริหารสถานศึกษา แต่
ผู้บริหารการศึกษา หมายความว่าบุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษา
117. คำว่า “บริหารการศึกษานอกสถานศึกษา” ของผู้บริหารการศึกษา มีขอบเขตอย่างไร
ตอบ หมายความว่าบริหารตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่การศึกษาขึ้นไป
118. ผอ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้บริหารประเภทใด
ตอบ ผู้บริหารการศึกษา
119. พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 มีกี่หมวด อะไรบ้าง
ตอบ มี 9 หมวด และอีก 1 บทเฉพากาล ได้แก่
หมวด 1 บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ (มาตรา6-9)
หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา (มาตรา 10-14)
หมวด 3 ระบบการศึกษา (มาตรา 15-21)
หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา (มาตรา 22-30)
หมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา (มาตรา 31-46) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
ส่วนที่ 1 การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ
ส่วนที่ 2 การบริหารและการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ส่วนที่ 3 การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน
หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา (มาตรา 47-51)
หมวด 7 ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (มาตรา 52 – 57)
หมวด 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา (มาตรา 58-62)
หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (มาตรา 63-69)
120. การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อ ตอบ การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา
ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสุข
121. กระบวนการเรียนรู้ ตาม พรบ. การศึกษา 2542 มุ่งด้านใดบ้าง
1. ปลูกฝังจิตสำนึกเกี่ยวกับการเมืองการปกครองระบบประชาธิปไตยฯ
2. รู้จักรักษา และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมายความเสมอภาคและศักดิศรี
ความเป็นมนุษย์
3. มีความภูมิใจในความเป็นไทย
4. รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ
5. ส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรม กีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความรู้สากล
6. อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
7. ความสามารถในการประกอบอาชีพ
8. การพึ่งตนเอง
9. มีความริเริ่มสร้างสรรค์
10. ใฝ่รู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
122. หลักการจัดการศึกษาตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ ได้แก่หลักอะไรบ้าง
1. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
2. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3. การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
123. การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษาใน พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ ให้ยึดหลัก...
๑. มีเอกภาพด้านนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
๒. มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๓. มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ และ ประเภทการศึกษา
๔. มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาและการพัฒนา
ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
๕. ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
๖. การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น
124. สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาว่าไว้ในหมวดใดของ พรบ การศึกษาแห่งชาติ 2542
ตอบ หมวด ๒
125. บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษากี่ปี
ตอบ ไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
126. บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้างจาก พรบ. การศึกษา 2542
๑. การสนับสนุนจากรัฐ ให้มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาแก่บุตร
หรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
๒. เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของบุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
ที่ครอบครัวจัดให้ ตามที่กฎหมายกำหนด
๓. การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด
127. หมวดที่ ๓ ระบบการศึกษา แบ่งเป็นกี่รูปแบบ ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542
ตอบ 3 ระบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
128. การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย แตกต่างกันอย่างไร
การศึกษาในระบบ.....จุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาศึกษาการวัดประเมินผลมีการ
กำหนดไว้แน่นอน
การศึกษานอกระบบ.....ยืดหยุ่นทั้งในเรื่อง จุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาการศึกษา
การวัด ประเมินและเนื้อหาหลักสูตรจะต้องเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา
และความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
การศึกษาตามอัธยาศัย....ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส
โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่นๆ
129. สถานศึกษาจัดการศึกษาทั้งสามรูปแบบได้หรือไม่ ตอบ “ได้...สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได้”
130. การศึกษาในระบบมีกี่ระดับ อะไรบ้าง
ตอบ มี 2 ระดับ ได้แก่ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา
131. การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็นกี่ระดับ อะไรบ้าง
ตอบ แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา
132. การแบ่งระดับ หรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบ หรือการศึกษาตามอัธยาศัย ทำอย่างไร
ตอบ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
133. การศึกษาภาคบังคับกี่ปี
ตอบ 9 ปี
134. การศึกษาภาคบังคับเด็กเริ่มเรียนตั้งแต่เมื่อไร
ตอบ เด็กที่มีอายุย่างเข้าปีที่ 7 เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่ 16135. การจัดการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐานให้จัดในสถานศึกษาอะไรบ้าง
ตอบ สถานพัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ศูนย์การเรียน
136. สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีอะไรบ้าง
ตอบ ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา ศูนย์บริการ
ช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการ และเด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ หรือสถานพัฒนา
เด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น
137. ศูนย์การเรียน มีอะไรบ้าง
ตอบ สถานที่เรียนของหน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ
โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่น
138. การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้จัดที่ไหน
ตอบ มหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย
139. หมวดที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ คือ หมวดใด
ตอบ หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา
140. การจัดการศึกษา ตาม พรบ. การศึกษา 2542
ตอบ ยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความ
สำคัญที่สุด
141. การศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญกับอะไร
ตอบ ความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้
142. ความรู้ คุณธรรม และกระบวนการที่เน้นมีความรู้เรื่องใดบ้าง
ตอบ เรื่องตนเอง ความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ระบบ
การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๑. ความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การจัดการและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม
๒. ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้
ภูมิปัญญา
๓. ความรู้ ทักษะด้านคณิตศาสตร์ ภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
๔. ความรู้ ทักษะในการประกอบอาชีพ
143. แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่รัฐต้องจัดตั้ง ตรม พรบ. การศึกษาแห่งชาติได้แก่อะไร
ตอบ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยาน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬา และนันทนาการ แหล่งข้อมูลและแหล่งเรียนรู้อื่นๆ
144. สถานศึกษาประเมินผู้เรียน โดยพิจารณาจากอะไร
ตอบ พัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการ
ทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอน
145. ใครเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลาง
ตอบ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
146. หมวดที่ ๕ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 ว่าด้วยเรื่องใด
ตอบ การบริหารและการจัดการศึกษา
147. หลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีความมุ่งหมายพัฒนาด้านใดบ้าง
ตอบ ด้านวิชาการ วิชาชีพ มุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุลทั้งความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม
และความรับผิดชอบต่อสังคม และมีความมุ่งหมายเฉพาะคือ พัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูง
การค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ และพัฒนาสังคม
148. กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่อะไร
ตอบ กำกับดูแลการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท การศาสนา ศิลปวัฒนธรรม กำหนดนโยบาย แผน และ
มาตรฐานการศึกษา สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินการจัดการศึกษา
149. สภาการศึกษา มีหน้าที่อะไร
ตอบ เสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาของชาติ สนับสนุนทรัพยากร ประเมินผลการจัดการ
ศึกษา พิจารณากลั่นกรองกฎหมายและกฎกระทรวงที่ออกตาม พรบ. การศึกษา
150. ใครเป็นประธานคณะกรรมการสภาการศึกษา
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา
ตอบ ได้ โดยจะต้องผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และรายงาน
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทราบ
102. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่เท่าใด
ตอบ 19 สิงหาคม 2542
103. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติถือเป็น -
ตอบ กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
104. เหตุผลในการประกาศใช้ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 มีเหตุผลคือ
ตอบ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและ
สนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา
แห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม สร้างเสริม
ความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปะวิทยาการต่างๆ เร่งรัดการศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น
ศิลปวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งในการจัดการศึกษา ของรัฐให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนตามที่กฎหมายบัญญัติและให้ความคุ้มครองการจัดการศึกษา
อบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้น จึงสมควรมีกฎหมาย
ว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติเพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและการศึกษาอบรมให้สอดคล้อง
กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
105. พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 มีทั้งหมด
ตอบ 78 มาตรา
106. “การศึกษา” ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมายความว่าอย่างไร”
ตอบ การศึกษา หมายความว่า “กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการ
ถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทาง
วิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้
บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
107. “การศึกษาขั้นพื้นฐาน” หมายความว่าอย่างไร
ตอบ การศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา
108. “การศึกษาตลอดชีวิต” หมายความว่าอย่างไร ตอบ การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา
ตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
109. สถานศึกษาตามที่ พรบ การศึกษาแห่งชาติ 2542 ให้ความหมายไว้ หมายความว่าอย่างไร ตอบ สถานศึกษาหมายความว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย
หน่วยงานการศึกษา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในการ
จัดการศึกษา
110. สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายความว่าอย่างไร
ตอบ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
111. การประกันคุณภาพภายใน หมายความว่าอย่างไร
ตอบ การประเมินผล และการติดตามตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจาก
ภายใน โดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเองหรือโดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแล
สถานศึกษานั้น
112. การประกันคุณภาพภายนอก หมายความว่าอย่างไร
ตอบ การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจาก
ภายนอกโดย สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ บุคคล หรือหน่วยงาน
ภายนอกที่ สำนักงานดังกล่าวรับรองเพื่อเป็นการประกันคุณภาพและมีการพัฒนาคุณภาพและ
มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
113. ใน พรบ. การศึกษา 2542 ครู หมายความว่าอย่างไร
ตอบ หมายถึง “บุคลากรวิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้
ของผู้เรียนด้วยวิธีต่างๆ ทั้งในสถานศึกษาของรัฐ และเอกชน
114. คำว่าวิชาชีพ มีองค์ประกอบใดบ้าง
ตอบ มีความรู้เป็นมาตรฐาน มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มีองค์กรวิชาชีพ มีการพัฒนาวิชาชีพ มีกฎหมาย
หรือระเบียบว่าด้วยวิชาชีพ เป็นต้น
115. ครู และ คณาจารย์ใช้แทนกันได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ เพราะครู สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนคณาจารย์สอน และวิจัยในสถานศึกษา
ระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญา
116. ผู้บริหารการศึกษา และ ผู้บริหารสถานศึกษาใช้แทนกันได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ เพราะ ผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบบริหารสถานศึกษา แต่
ผู้บริหารการศึกษา หมายความว่าบุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษา
117. คำว่า “บริหารการศึกษานอกสถานศึกษา” ของผู้บริหารการศึกษา มีขอบเขตอย่างไร
ตอบ หมายความว่าบริหารตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่การศึกษาขึ้นไป
118. ผอ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้บริหารประเภทใด
ตอบ ผู้บริหารการศึกษา
119. พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 มีกี่หมวด อะไรบ้าง
ตอบ มี 9 หมวด และอีก 1 บทเฉพากาล ได้แก่
หมวด 1 บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ (มาตรา6-9)
หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา (มาตรา 10-14)
หมวด 3 ระบบการศึกษา (มาตรา 15-21)
หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา (มาตรา 22-30)
หมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา (มาตรา 31-46) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
ส่วนที่ 1 การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ
ส่วนที่ 2 การบริหารและการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ส่วนที่ 3 การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน
หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา (มาตรา 47-51)
หมวด 7 ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (มาตรา 52 – 57)
หมวด 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา (มาตรา 58-62)
หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (มาตรา 63-69)
120. การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อ ตอบ การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา
ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสุข
121. กระบวนการเรียนรู้ ตาม พรบ. การศึกษา 2542 มุ่งด้านใดบ้าง
1. ปลูกฝังจิตสำนึกเกี่ยวกับการเมืองการปกครองระบบประชาธิปไตยฯ
2. รู้จักรักษา และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมายความเสมอภาคและศักดิศรี
ความเป็นมนุษย์
3. มีความภูมิใจในความเป็นไทย
4. รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ
5. ส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรม กีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความรู้สากล
6. อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
7. ความสามารถในการประกอบอาชีพ
8. การพึ่งตนเอง
9. มีความริเริ่มสร้างสรรค์
10. ใฝ่รู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
122. หลักการจัดการศึกษาตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ ได้แก่หลักอะไรบ้าง
1. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
2. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3. การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
123. การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษาใน พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ ให้ยึดหลัก...
๑. มีเอกภาพด้านนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
๒. มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๓. มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ และ ประเภทการศึกษา
๔. มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาและการพัฒนา
ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
๕. ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
๖. การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น
124. สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาว่าไว้ในหมวดใดของ พรบ การศึกษาแห่งชาติ 2542
ตอบ หมวด ๒
125. บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษากี่ปี
ตอบ ไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
126. บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้างจาก พรบ. การศึกษา 2542
๑. การสนับสนุนจากรัฐ ให้มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาแก่บุตร
หรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
๒. เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของบุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
ที่ครอบครัวจัดให้ ตามที่กฎหมายกำหนด
๓. การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด
127. หมวดที่ ๓ ระบบการศึกษา แบ่งเป็นกี่รูปแบบ ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542
ตอบ 3 ระบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
128. การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย แตกต่างกันอย่างไร
การศึกษาในระบบ.....จุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาศึกษาการวัดประเมินผลมีการ
กำหนดไว้แน่นอน
การศึกษานอกระบบ.....ยืดหยุ่นทั้งในเรื่อง จุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาการศึกษา
การวัด ประเมินและเนื้อหาหลักสูตรจะต้องเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา
และความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
การศึกษาตามอัธยาศัย....ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส
โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่นๆ
129. สถานศึกษาจัดการศึกษาทั้งสามรูปแบบได้หรือไม่ ตอบ “ได้...สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได้”
130. การศึกษาในระบบมีกี่ระดับ อะไรบ้าง
ตอบ มี 2 ระดับ ได้แก่ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา
131. การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็นกี่ระดับ อะไรบ้าง
ตอบ แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา
132. การแบ่งระดับ หรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบ หรือการศึกษาตามอัธยาศัย ทำอย่างไร
ตอบ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
133. การศึกษาภาคบังคับกี่ปี
ตอบ 9 ปี
134. การศึกษาภาคบังคับเด็กเริ่มเรียนตั้งแต่เมื่อไร
ตอบ เด็กที่มีอายุย่างเข้าปีที่ 7 เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่ 16135. การจัดการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐานให้จัดในสถานศึกษาอะไรบ้าง
ตอบ สถานพัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ศูนย์การเรียน
136. สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีอะไรบ้าง
ตอบ ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา ศูนย์บริการ
ช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการ และเด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ หรือสถานพัฒนา
เด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น
137. ศูนย์การเรียน มีอะไรบ้าง
ตอบ สถานที่เรียนของหน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ
โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่น
138. การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้จัดที่ไหน
ตอบ มหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย
139. หมวดที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ คือ หมวดใด
ตอบ หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา
140. การจัดการศึกษา ตาม พรบ. การศึกษา 2542
ตอบ ยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความ
สำคัญที่สุด
141. การศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญกับอะไร
ตอบ ความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้
142. ความรู้ คุณธรรม และกระบวนการที่เน้นมีความรู้เรื่องใดบ้าง
ตอบ เรื่องตนเอง ความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ระบบ
การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๑. ความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การจัดการและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม
๒. ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้
ภูมิปัญญา
๓. ความรู้ ทักษะด้านคณิตศาสตร์ ภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
๔. ความรู้ ทักษะในการประกอบอาชีพ
143. แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่รัฐต้องจัดตั้ง ตรม พรบ. การศึกษาแห่งชาติได้แก่อะไร
ตอบ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยาน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬา และนันทนาการ แหล่งข้อมูลและแหล่งเรียนรู้อื่นๆ
144. สถานศึกษาประเมินผู้เรียน โดยพิจารณาจากอะไร
ตอบ พัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการ
ทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอน
145. ใครเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลาง
ตอบ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
146. หมวดที่ ๕ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 ว่าด้วยเรื่องใด
ตอบ การบริหารและการจัดการศึกษา
147. หลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีความมุ่งหมายพัฒนาด้านใดบ้าง
ตอบ ด้านวิชาการ วิชาชีพ มุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุลทั้งความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม
และความรับผิดชอบต่อสังคม และมีความมุ่งหมายเฉพาะคือ พัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูง
การค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ และพัฒนาสังคม
148. กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่อะไร
ตอบ กำกับดูแลการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท การศาสนา ศิลปวัฒนธรรม กำหนดนโยบาย แผน และ
มาตรฐานการศึกษา สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินการจัดการศึกษา
149. สภาการศึกษา มีหน้าที่อะไร
ตอบ เสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาของชาติ สนับสนุนทรัพยากร ประเมินผลการจัดการ
ศึกษา พิจารณากลั่นกรองกฎหมายและกฎกระทรวงที่ออกตาม พรบ. การศึกษา
150. ใครเป็นประธานคณะกรรมการสภาการศึกษา
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)