วันอังคารที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 4

201. ใครเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสานส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถจัดการศึกษสอดคล้อง
กับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา
ตอบ กระทรวงศึกษาธิการ
202. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่อย่างไร
ตอบ ควบคุมราชการประจำในกระทรวงผู้บังคับบัญชาข้าราชการของส่วนราชการใสำนัก
งานปลัดกระทรวง
203. ส่วนราชการใดในกระทรวงศึกษามีหน้าที่จัดทำแผนปฏิบัติราชการของกระทรวง
ตอบ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
204. สำนักงานที่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้บังคับ
บัญชาโดยตรงต่อหัวหน้าส่วนราชการนั้นๆ มีกี่สำนักงาน
ตอบ ๔ สำนักงาน คือ
สำนักงานสภาการศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
205. เลขาธิการส่วนราชการในกระทรวงมีฐานะเทียบเท่าปลัดกระทรวงใช่หรือไม่
ตอบ ใช่แล้ว
206. การกำหนดจำนวนเขตพื้นที่การศึกษา พิจารณาด้านใด
ตอบ ปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านอื่นๆ
207. ใครมีอำนาจกำหนดเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการโดยคำแนะนำของสภาการศึกษา
208. การจัดระเบียบบริหารราชการของเขตพื้นที่การศึกษาแบ่งเป็นกี่ส่วน
ตอบ ๒ ส่วน คือ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น
209. การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาให้ใครกำหนด
ตอบ คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
210. คณะกรรมการชุดใดในเขตพื้นที่การศึกษา ที่มีอำนาจในการจัดตั้ง ยุบ รวมหรือเลิกสถานศึกษาในเขตพื้นที่
ตอบ คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
211. ใครเป็นคณะกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
212. สถานศึกษาใดมีคณะกรรมการสถานศึกษา
ตอบ สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาอาชีวศึกษา และสถานศึกษาอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี
213. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประกอบด้วยใครบ้าง
ตอบ ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบอาชีพผู้บริหารสถานศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
214. อำนาจหน้าที่ของผู้อำนวยการสถานศึกษา มีอะไรบ้าง
ตอบ บริหารกิจการของสถานศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ
๑. ประสานการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษา ควบคุม ดูแลบุคลากร การเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่น
๒. เป็นผู้แทนสถานศึกษาในการทำนิติกรรม สัญญา
๓. จัดทำรายงานประจำปีเกี่ยวกับกิจการของสถานศึกษา เสนอคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
๔. อนุมัติประกาศนียบัตร วุฒิบัตรของสถานศึกษาให้เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด
๕. ปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
215. การแบ่งส่วนราชการในสถานศึกษาอุดมศึกษาระดับปริญญาที่เป็นส่วนราชการและเป็นนิติบุคคคลสังกัด สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา แบ่งอย่างไร
ตอบ ให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสถานศึกษานั้น
216. ก.ม. ย่อมาจากอะไร
ตอบ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย
217. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการชัดธงชาติในสถานศึกษาประกาศ พ.ศ. ใด
ตอบ พ.ศ. 2547
218. ความหมายของสถานศึกษาตามระเบียบว่าด้วยการชัดธงชาติในสถานศึกษาคือข้อใด
ตอบ สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย สถาบันมหาวิทยาลัยหน่วยงานการศึกษาหรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่หรือวัตถุประสงค์ในการจัดการศึกษา
219. หัวหน้าสถานศึกษาตามระเบียบกระทรวงศึกษาว่าด้วยการชักธงชาติ คือใคร
ตอบ ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ ผู้อำนวยการ อธิการบดีหรือหัวหน้าสถานศึกษา ที่เรียกชื่ออย่างอื่น
220. วันเปิดเรียนชักธงขึ้นเวลาใด
ตอบ เวลาเข้าเรียน ชักธงลงเวลา 18.00 น
221. วันปิดเรียนชักธงขึ้นเวลาใด
ตอบ 8.00 น ชักธงลงเวลา 18.00 น
222. รายละเอียดการชักธง และประดับธงชาติในวันสำคัญ วันใดบ้าง กี่วัน
ตอบ วันขึ้นปีใหม่ วันที่ ๑ มกราคม ๑วัน
๑. มาฆะบูชา ๑ วัน
๒. วันจักรี ๖ เมษายน ๑ วัน
๓. สงกรานต์ ๑๓ เมษายน ๑ วัน
๔. ฉัตรมงคล ๕ พ.ค. ๑ วัน
๕. วิสาขบูชา ๑ วัน
๖. อาสาฬหบูชา ๑ วัน
๗. เข้าพรรษา ๑ วัน
๘. วันแม่ ๑ วัน
๙. วันสหประชาชาติ ๒๔ ต.ค. ๑ วัน
๑๐. วันพ่อ วันที่ ๕ ๖ และ ๗ เป็นเวลา ๓ วัน
๑๑. วันรัฐธรรมนูญ ๑ วัน
223. การชักธงลงครึ่งเสาปฏิบัติอย่างไร
ตอบ ชักขึ้นจนสุดยอดเสา แล้วลดลงให้อยู่ในระดับความสูง ๒ ใน ๓ ของความสูงเสาธงเมื่อจะเอาธงลง ก็ชักขึ้นให้สุดแล้วค่อยชักลงตามปกติ
224. ใครรักษาการตามระเบียบว่าด้วยการชักธง
ตอบ ปลัดกระทรวง
225. ข้าราชการครูตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ หมายความว่าอย่างไร ตอบ ผู้ประกอบวิชาชีพซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษาของรัฐ
226. พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันใด
ตอบ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๔๗
227. ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หมายความว่าอย่างไร
ตอบ บุคคลซึ่งได้รับการบรรจุแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ๒๕๔๗ โดยได้รับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดิน
228. คณาจารย์ หมายความว่าอย่างไร
ตอบ บุคลากรซึ่งทำหน้าที่หลักด้านการสอนและการวิจัยในสถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับปริญญาของรัฐ
229. ผู้สอนในระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญา เรียกคณาจารย์ได้หรือไม่
ตอบ ไม่เรียกคณาจารย์
230. บุคลากรทางการศึกษา หมายความว่าอย่างไร
ตอบ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา รวมทั้งผู้สนับสนุนการศึกษาซึ่งเป็นผู้ทำหน้าที่ให้บริการ หรือปฏิบัติงานเกี่ยวเนื่องกับการจัดกระบวนการเรียนการสอน การนิเทศ การบริหารการศึกษาและการปฏิบัติงานอื่นในหน่วยงานการศึกษา
231. ส่วนราชการหมายถึงข้อใด
ตอบ หน่วยงานของรัฐที่มีฐานะเทียบเท่ากรม
232. ก.ค.ศ. หมายถึงข้อใด
ตอบ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
233. ใครเป็นประธาน ก.ค.ศ.
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
234. ใครเป็นรองประธาน ก.ค.ศ
ตอบ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
235. คณะกรรมการ ก.ค.ศ. ประกอบด้วยใครบ้าง
ตอบ ๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน
๒. ปลัดกระทรวงศึกษาเป็นรองประธาน
๓. กรรมการโดยตำแหน่ง ๕ คน คือ
-เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน
-เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
-เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
-เลขาธิการคุรุสภา และ
-เลขาธิการ ก.พ.
๔. กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ๗ คน ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน
-การศึกษา
-การบริหารบุคคล
-กฎหมาย
-การบริหารจัดการภาครัฐ
-การบริหารองค์กร
-การศึกษาพิเศษ
-การบริหารธุรกิจหรือเศรษฐกิจ
๕. กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาจากการเลือกตั้ง ๗ คน ได้แก่
-ผู้แทน ผอ. เขต
-ผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษา
-ผู้แทนข้าราชการครู ๔ คน
-ผู้แทนบุคลากรทางการศึกษาอื่น ๑ คน
236. ผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ. ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่ากี่ปี
ตอบ ๓๕ ปี
237. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
238. สมาชิกสภาท้องถิ่น เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
239. ผู้มีอายุเกิน ๗๐ ปี สามารถเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
240. การมการผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาใน กคศ. จะต้องเป็นผู้บริหารไม่น้อยกว่ากี่ปี
ตอบ ๕ ปี
241. ไม่มีใบประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา สามารถเป็นกรรมการใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
242. ครูใน กคศ. จะต้องมีประสบการณ์การสอนไม่น้อยกว่ากี่ปี
ตอบ ๑๕ ปี
243. ครูที่ไมมีวิทยฐานะสามารถเป็นกรรมการใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ ต้องมีวิทยฐานะชำนาญการขึ้นไป
244. ครูผู้เคยถูกพักใช้ หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสามารถเป็นกรรมการใน กคศ. ได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้
245. กรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน กคศ. วาระกี่ปี
ตอบ คราวละ ๔ ปี อาจได้รับเลือกตั้งใหม่อีก แต่ดำรงตำแหน่งเกิน ๒ วาระติดต่อกันไม่ได้
246. หากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิหรือกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน กคศ.ว่างลง
ต้องดำเนินการแต่งตั้ง หรือเลือกตั้งภายในกี่วัน
ตอบ ภายใน ๖๐ วัน เว้นแต่วาระเหลือไม่ถึง ๙๐ วัน จะดำเนินการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งแทนก็ได้หากเข้ามาแทนก็อยู่ในวาระเท่าเพื่อนในคณะ
247. การกำหนดให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีฐานะเป็นนิติบุคคล จะส่งผลดีอย่างไร
ตอบ สถานศึกษามีความเป็นอิสระ สามารถบริหารจัดการศึกษาในสถานศึกษาของตนได้สะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ
248. คำว่า “นิติบุคคล” หมายความว่าอย่างไร
ตอบ หมายความว่า กลุ่มบุคคล องค์กร หรือทรัพย์สินที่จัดสรรไว้เป็นกองทุน เพื่อดำเนินกิจการอันใดอันหนึ่ง ซึ่งกฎหมายบัญญัติไว้ให้บุคคลอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่บุคคลธรรมดา และให้มีสิทธิ และหน้าที่ตามกฎหมาย เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา หรือ อาจจะกล่าวได้ว่า “นิติบุคคล”เป็นบุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้น ให้มีสิทธิและหน้าที่ และสามารถทำกิจการใดๆ อันเป็นการก่อนิติสัมพันธ์กับบุคคลอื่นภายใต้ขอบวัตถุประสงค์และอำนาจหน้าที่ของนิติบุคคลนั้น
249. นิติบุคคล แบ่งเป็นกี่ประเภท
ตอบ โดยทั่วไปแบ่งเป็น ๒ ประเภท คือ
-นิติบุคคลในกฎหมายเอกชน และ
-นิติบุคคลในกฎหมายมหาชน
250. การพิจารณาว่าเป็นนิติบุคคลในกฎหมายเอกชน หรือมหาชน พิจารณาด้านใด
ตอบ พิจารณาจากกฎหมายที่จัดตั้งนิติบุคคล และกิจกรรมที่นิติบุคคลนั้นดำเนินการ

วันเสาร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 3

151. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่อะไร
ตอบ พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนา มาตรฐาน และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่สอดคล้องกับแผนการศึกษา สนับสนุนทรัพยากร ติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
152. การกำหนดเขตพื้นที่การศึกษาคำนึงถึงเรื่องใด
ตอบ ปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร
153. สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญามีคณะกรรมการสถานศึกษาหรือไม่
ตอบ มี เพราะเขาให้สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และสถานศึกษาอุดมศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ต้องมีคณะกรรมการสถานศึกษา
154. โดยหลักการแล้วหน้าที่คณะกรรมการสถานศึกษาคืออะไร
ตอบ กำกับ ส่งเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษา
155. จำนวน หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหา เลือกประธานกรรมการสถานศึกษา และวาระกำหนดอย่างไร เป็นไปตามกฎหมายใด
ตอบ เป็นไปตามกฎกระทรวง
156. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสิทธิจัดการศึกษาได้ทุกระดับหรือไม่
ตอบ ได้ โดยกระทรวงเป็นผู้พิจารณา โดยคำนึงถึงความพร้อม ความเหมาะสม และความต้องการภายในท้องถิ่น
157. คณะกรรมการบริหารสถานศึกษาเอกชนที่เป็นนิติบุคคล ประกอบด้วยบุคคลใดบ้าง
ตอบ ผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน ผู้รับใบอนุญาต ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนครู ผู้แทนศิษย์เก่า และผู้ทรงคุณวุฒิ
158. สถานศึกษาเอกชนสามารถจัดการศึกษาได้ทุกระดับ หรือทุกประเภทใช่หรือไม่
ตอบ ใช่
159. สถานศึกษาเอกชนมีสิทธิรับการสนับสนุนจากรัฐด้านใดบ้าง
ตอบ เงินอุดหนุน การลดหย่อนภาษี ด้านวิชาการให้สถานศึกษามีมาตรฐาน สามารถพึ่งตนเองได้
160. ระบบ หลักเกณฑ์ วิธีการประกันคุณภาพการศึกษาให้เป็นไปตามกฎหมายใด
ตอบ กฎกระทรวง
161. ระบบการประกันคุณภาพการศึกษาประกอบด้วยอะไร
ตอบ การประกันคุณภาพภายใน และการประกันคุณภาพภายนอก ปัจจุบันเรียกว่าการประเมินคุณภาพภายนอก
162. สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา มีฐานะองค์กรอย่างไร
ตอบ เป็นองค์กรมหาชน
163. การประเมินคุณภาพสถานศึกษาโดย สมศ. ประเมินบ่อยแค่ไหน
ตอบ อย่างน้อย ๑ ครั้งในทุก ๕ ปี
164. องค์กรวิชาชีพครู คือองค์กรใด
ตอบ คุรุสภา
165. องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาคือองค์กรใด เกิดจากมาตราใดใน พรบ การศึกษา 2542
ตอบ คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 54 ของ พรบ. การศึกษา 2542
166. องค์กรวิชาชีพครู คุรุสภา เรื่องการมีใบประกอบวิชาชีพด้วย ครอบคลุมถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยหรือไม่
ตอบ ไม่ ไม่ครอบคลุม อาจารย์มหาวิทยาลัย ผู้บริหารการศึกษาระดับเหนือเขตพื้นที่การศึกษา บุคลากรที่จัดการศึกษาตามอัธยาศัย วิทยากรพิเศษทางการศึกษา
167. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับที่ ๒ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา วันที่เท่าไร
ตอบ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๔๕ ใช้ได้เริ่มในวันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา คือ 20 ธันวาคม 2545
168. กระทรวงศึกษา มีหน้าที่อะไร
ตอบ ตาม พรบ การศึกษาแห่งชาติ ฉ ๒ (๒๕๔๕) . กระทรวงมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการส่งเสริม และกำกับดูแลการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท กำหนดนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษาส่งเสริมและประสานงานการศาสนาศิลปะ วัฒนธรรม และการกีฬาเพื่อการศึกษารวมทั้งการติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาและราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวง
169. การจัดระเบียบบริหารราชการในกระทรวงให้มีองค์กรหลักที่เป็นคณะบุคคลในรูปสภา หรือในรูปคณะกรรมการจำนวนกี่องค์กร
ตอบ 4 องค์กร ได้แก่ สภาการศึกษา คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาและคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นหรือให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจหน้าที่อื่นตามที่กฎหมายกำหนด
170. เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 2 คืออะไร
ตอบ คือ เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายปฏิรูประบบราชการโดยให้แยกภารกิจเกี่ยวกับงานด้านศิลปะและวัฒนธรรม ไปจัดตั้งเป็นกระทรวงวัฒนธรรม และโดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงการ บริหารและจัดการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษาประกอบกับสมควรให้มีคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ทำหน้าที่พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐานและหลักสูตรการอาชีวศึกษาทุกระดับที่สอดคล้องกับความต้องการตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติสนับสนุนทรัพยากรติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการอาชีวศึกษาด้วยจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัตินี้
171. พรบ การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 2 สภาการศึกษามีหน้าที่อะไรบ้าง
(๑) พิจารณาเสนอแผนการศึกษาแห่งชาติที่บูรณาการศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬากับการศึกษาทุกระดับ
(๒) พิจารณาเสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามแผนตาม (๑)
(๓) พิจารณาเสนอนโยบายและแผนในการสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา
(๔) ดำเนินการประเมินผลการจัดการศึกษาตาม (๑)
(๕)ให้ความเห็นหรือคำแนะนำเกี่ยวกับกฎหมายและกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัตินี้
172. การเสนอนโยบาย แผนการศึกษาแห่งชาติ และมาตรฐานการศึกษา ของสภาการศึกษา เสนอต่อใคร
ตอบ เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
173. มาตรา ๓๗ ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ ๒ (๒๕๔๕) ให้ไว้ว่าการบริหารและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานให้ยึดเขตพื้นที่การศึกษา โดยคำนึงถึงด้านใดบ้าง
ตอบ คำนึงถึงปริมาณสถานศึกษา จำนวนประชากร วัฒนธรรม และความเหมาะสมด้านอื่นด้วยเว้นแต่การจัดการศึกษาขึ้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วยการอาชีวศึกษา
174. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา มีบทบาทหน้าที่อย่างไร
ตอบ ในแต่ละเขตพื้นที่การศึกษา ให้มีคณะกรรมการและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีอำนาจหน้าที่การกำกับดูแล จัดตั้ง ยุบ รวม หรือเลิกสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตพื้นที่การศึกษาประสาน ส่งเสริมและสนับสนุนสถานศึกษาเอกชนในเขตพื้นที่การศึกษา ประสานและส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สามารถจัดการศึกษาสอดคล้องกับนโยบายและมาตรฐานการศึกษา ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่นที่จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลายในเขตพื้นที่การศึกษา
175. คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประกอบด้วยบุคคลใดบ้าง
ตอบ ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพครู ผู้แทนสมาคมผู้ประกอบวิชาชีพบริหารการศึกษา ผู้แทนสมาคมผู้ปกครองและครู และผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม
176. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ ผอ. เขตพื้นที่การศึกษา
177. คณะกรรมการสถานศึกษา สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาระดับต่ำกว่าปริญญาและสถานศึกษาอาชีวศึกษาของแต่ละสถานศึกษาเพื่อทำหน้าที่กำกับและส่งเสริม สนับสนุนกิจการของสถานศึกษาประกอบด้วย
ผู้แทนผู้ปกครอง ผู้แทนครู ผู้แทนองค์กรชุมชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทนศิษย์เก่าของสถานศึกษา ผู้แทนพระภิกษุสงฆ์และหรือผู้แทนองค์กรศาสนาอื่นในพื้นที่ และผู้ทรงคุณวุฒิ
(สถานศึกษาอาชีวะ หรือต่ำกว่าอุดม อาจมีเพิ่มเติม ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง)
178. ใครเป็นเลขานุการคณะกรรมการสถานศึกษา
ตอบ ผู้อำนวยการสถานศึกษา
179. กรณีสถานศึกษาไม่ผ่านการประเมิน จะเป็นอย่างไร
ตอบ ในกรณีที่ผลการประเมินภายนอกของสถานศึกษาใดไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา จัดทำข้อเสนอแนะการปรับปรุงแก้ไขต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อให้สถานศึกษาปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนด หากมิได้ดำเนินการดังกล่าว ให้สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษารายงานต่อคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษาหรือคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อดำเนินการให้มีการปรับปรุงแก้ไข
180. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
วันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๕๔๖ บังคับใช้ 7 กรกฎาคม 2546
181. พอมีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษา ๒๕๔๖ เลยต้องยกเลิกกฎหมายใด
- พรบ ระเบียบปฏิบัติราชการทบวงมหาวิทยาลัย (เนื่องจากไม่มีทบวงมหาวิทยาลัย)
- พระราชบัญญัติคณะกรรมการการประถมศึกษา ๒๕๒๓ และ ๒๕๓๕ (ฉ ๒)
- พระราชบัญญัติคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ๒๕๓๕ (เปลี่ยนเป็นสภาการศึกษา)
182. พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ ๒๕๔๖ ให้จัดระเบียบราชการกระทรวงศึกษาอย่างไร
๑. ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง (ในกระทรวง)
๒. ระเบียบบริหารราชการเขตพื้นที่การศึกษา
๓. ระเบียบบริหารราชการในสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาที่เป็นนิติบุคคล
183. การกำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือนข้าราชการกระทรวงศึกษาฯ คำนึงถึงข้อใด
ตอบ คุณวุฒิ ประสบการณ์ มาตรฐานวิชาชีพ ลักษณะหน้าที่ความรับผิดชอบ และคุณภาพงาน
184. ตาม พรบ. ระเบียบบริหารราชการกระทรวง จัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางอย่างไร
ตอบ สำนักงานปลัดกระทรวง ๑. ส่วนราชการที่มีหัวหน้าส่วนราชการขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ศธ
185. หัวหน้าส่วนราชการที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีหัวหน้าส่วนราชการใดบ้าง
๑. สำนักงานรัฐมนตรี
๒. สำนักงานปลัดกระทรวง
๓. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
๔. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
๕. สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา
๖. สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
186. ส่วนราชการในกระทรวงที่ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรี ส่วนราชการใดไม่มีฐานะเป็นกรม และไม่เป็นนิติบุคคล
ตอบ สำนักงานรัฐมนตรี ส่วน ๒-๖ เป็นนิติบุคคล และมีฐานะเป็นกรม
187. การแบ่งส่วนราชการในกระทรวงให้ออกเป็นกฎหมายใด
ตอบ กฎกระทรวง
188. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมีบทบาทหน้าที่อย่างไร
ตอบ เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ กำหนดนโยบาย เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ของงานในกระทรวงศึกษาธิการ ให้สอดคล้องนโยบายรัฐที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา หรือที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หรืออนุมัติ
189. สำนักงานปลัดกระทรวงมีอำนาจหน้าที่อย่างไร
ตอบดำเนินการเกี่ยวกับราชการประจำทั่วไปของกระทรวง จัดทำงบประมาณ แผนปฏิบัติราชการของกระทรวง
190. สภาการศึกษา มีหน้าที่อย่างไร
๑. เสนอแผนการศึกษาแห่งชาติ
๒. เสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษา
๓. เสนอนโยบายและแผนสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา
๔. ประเมินผลการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาชาติ
191. การเสนอนโยบาย แผนการศึกษาแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษา ของสภาการศึกษาให้เสนอต่อใคร
ตอบ ให้เสนอต่อคณะรัฐมนตรี
192. คณะกรรมการสภาการศึกษาประกอบด้วยใครบ้าง
ตอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธาน ผู้แทนองค์กรเอกชน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้แทน
องค์กรวิชาชีพ พระภิกษุซึ่งเป็นตัวแทนคณะสงฆ์ ผู้แทนคณะกรรมการอิสลามแห่งประเทศไทย
ผู้แทนองค์กรศาสนาอื่น กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ
193. จำนวนคณะกรรมการสภาการศึกษา กำหนดไว้ในกฎหมายใด
ตอบ กฎกระทรวง
194. คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่อย่างไร
ตอบ พิจารณาเสนอนโยบาย แผนพัฒนามาตรฐาน และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สนับสนุนทรัพยากร ติดตาม ตรวจสอบประเมินผลการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน เสนอแนะในการออกระเบียบ หลักเกณฑ์ และประกาศเกี่ยวกับการบริหารงานของสำนักงาน
195. หน่วยงานใดรับผิดชอบงานเลขานุการของสภาการศึกษา
ตอบ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
196. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการสภาการศึกษา
ตอบ เลขาธิการสภาการศึกษา
197. หน่วยงานใดรับผิดชอบงานเลขานุการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ตอบ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
198. ใครเป็นกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ตอบ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา
199. สำนักงานใดในกระทรวงศึกษาที่มีหน้าที่เกี่ยวกับราชการการเมือง
ตอบ สำนักงานรัฐมนตรี มีเลขานุการรัฐมนตรีเป็นข้าราชการการเมือง บังคับบัญชาช้าราชการในสำนักงาน
200. ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่อย่างไร
ตอบ ตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตาม ประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อปรับปรุงพัฒนา

เตรียมสอบบรรจุครูผู้ช่วย-ชุด 2

101. การจำหน่ายอสังหาริมทรัพย์ที่มีผู้อุทิศให้จะจำหน่ายได้หรือไม่
ตอบ ได้ โดยจะต้องผ่านความเห็นชอบของ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และรายงาน
ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทราบ
102. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่เท่าใด
ตอบ 19 สิงหาคม 2542
103. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติถือเป็น -
ตอบ กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ
104. เหตุผลในการประกาศใช้ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 มีเหตุผลคือ
ตอบ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 กำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและ
สนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษาอบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษา
แห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม สร้างเสริม
ความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สนับสนุนการค้นคว้าวิจัยในศิลปะวิทยาการต่างๆ เร่งรัดการศึกษา
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น
ศิลปวัฒนธรรมของชาติ รวมทั้งในการจัดการศึกษา ของรัฐให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนตามที่กฎหมายบัญญัติและให้ความคุ้มครองการจัดการศึกษา
อบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐ ดังนั้น จึงสมควรมีกฎหมาย
ว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติเพื่อเป็นกฎหมายแม่บทในการบริหารและการศึกษาอบรมให้สอดคล้อง
กับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
105. พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 มีทั้งหมด
ตอบ 78 มาตรา
106. “การศึกษา” ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 หมายความว่าอย่างไร”
ตอบ การศึกษา หมายความว่า “กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการ
ถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลงความก้าวหน้าทาง
วิชาการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อมสังคม การเรียนรู้และปัจจัยเกื้อหนุนให้
บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
107. “การศึกษาขั้นพื้นฐาน” หมายความว่าอย่างไร
ตอบ การศึกษาก่อนระดับอุดมศึกษา
108. “การศึกษาตลอดชีวิต” หมายความว่าอย่างไร ตอบ การศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษา
ตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต
109. สถานศึกษาตามที่ พรบ การศึกษาแห่งชาติ 2542 ให้ความหมายไว้ หมายความว่าอย่างไร ตอบ สถานศึกษาหมายความว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน ศูนย์การเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย
หน่วยงานการศึกษา หรือหน่วยงานอื่นของรัฐหรือเอกชนที่มีอำนาจหน้าที่หรือมีวัตถุประสงค์ในการ
จัดการศึกษา
110. สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน หมายความว่าอย่างไร
ตอบ สถานศึกษาที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน
111. การประกันคุณภาพภายใน หมายความว่าอย่างไร
ตอบ การประเมินผล และการติดตามตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจาก
ภายใน โดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเองหรือโดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับดูแล
สถานศึกษานั้น
112. การประกันคุณภาพภายนอก หมายความว่าอย่างไร
ตอบ การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจาก
ภายนอกโดย สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา หรือ บุคคล หรือหน่วยงาน
ภายนอกที่ สำนักงานดังกล่าวรับรองเพื่อเป็นการประกันคุณภาพและมีการพัฒนาคุณภาพและ
มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
113. ใน พรบ. การศึกษา 2542 ครู หมายความว่าอย่างไร
ตอบ หมายถึง “บุคลากรวิชาชีพ ซึ่งทำหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการเรียนรู้
ของผู้เรียนด้วยวิธีต่างๆ ทั้งในสถานศึกษาของรัฐ และเอกชน
114. คำว่าวิชาชีพ มีองค์ประกอบใดบ้าง
ตอบ มีความรู้เป็นมาตรฐาน มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มีองค์กรวิชาชีพ มีการพัฒนาวิชาชีพ มีกฎหมาย
หรือระเบียบว่าด้วยวิชาชีพ เป็นต้น
115. ครู และ คณาจารย์ใช้แทนกันได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ เพราะครู สอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ส่วนคณาจารย์สอน และวิจัยในสถานศึกษา
ระดับอุดมศึกษา ระดับปริญญา
116. ผู้บริหารการศึกษา และ ผู้บริหารสถานศึกษาใช้แทนกันได้หรือไม่
ตอบ ไม่ได้ เพราะ ผู้บริหารสถานศึกษา หมายถึง บุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบบริหารสถานศึกษา แต่
ผู้บริหารการศึกษา หมายความว่าบุคลากรวิชาชีพที่รับผิดชอบการบริหารการศึกษานอกสถานศึกษา
117. คำว่า “บริหารการศึกษานอกสถานศึกษา” ของผู้บริหารการศึกษา มีขอบเขตอย่างไร
ตอบ หมายความว่าบริหารตั้งแต่ระดับเขตพื้นที่การศึกษาขึ้นไป
118. ผอ. สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้บริหารประเภทใด
ตอบ ผู้บริหารการศึกษา
119. พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 มีกี่หมวด อะไรบ้าง
ตอบ มี 9 หมวด และอีก 1 บทเฉพากาล ได้แก่
หมวด 1 บททั่วไป ความมุ่งหมายและหลักการ (มาตรา6-9)
หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา (มาตรา 10-14)
หมวด 3 ระบบการศึกษา (มาตรา 15-21)
หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา (มาตรา 22-30)
หมวด 5 การบริหารและการจัดการศึกษา (มาตรา 31-46) แบ่งเป็น 3 ส่วนคือ
ส่วนที่ 1 การบริหารและการจัดการศึกษาของรัฐ
ส่วนที่ 2 การบริหารและการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ส่วนที่ 3 การบริหารและการจัดการศึกษาของเอกชน
หมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา (มาตรา 47-51)
หมวด 7 ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา (มาตรา 52 – 57)
หมวด 8 ทรัพยากรและการลงทุนเพื่อการศึกษา (มาตรา 58-62)
หมวด 9 เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (มาตรา 63-69)
120. การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อ ตอบ การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา
ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรม และวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี
ความสุข
121. กระบวนการเรียนรู้ ตาม พรบ. การศึกษา 2542 มุ่งด้านใดบ้าง
1. ปลูกฝังจิตสำนึกเกี่ยวกับการเมืองการปกครองระบบประชาธิปไตยฯ
2. รู้จักรักษา และส่งเสริมสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ ความเคารพกฎหมายความเสมอภาคและศักดิศรี
ความเป็นมนุษย์
3. มีความภูมิใจในความเป็นไทย
4. รู้จักรักษาผลประโยชน์ส่วนรวมและของประเทศชาติ
5. ส่งเสริมศาสนา ศิลปวัฒนธรรม กีฬา ภูมิปัญญาท้องถิ่น และความรู้สากล
6. อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
7. ความสามารถในการประกอบอาชีพ
8. การพึ่งตนเอง
9. มีความริเริ่มสร้างสรรค์
10. ใฝ่รู้ และเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง
122. หลักการจัดการศึกษาตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ ได้แก่หลักอะไรบ้าง
1. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน
2. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา
3. การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
123. การจัดระบบ โครงสร้าง และกระบวนการจัดการศึกษาใน พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ ให้ยึดหลัก...
๑. มีเอกภาพด้านนโยบาย และมีความหลากหลายในการปฏิบัติ
๒. มีการกระจายอำนาจไปสู่เขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
๓. มีการกำหนดมาตรฐานการศึกษา และจัดระบบประกันคุณภาพการศึกษาทุกระดับ และ ประเภทการศึกษา
๔. มีหลักการส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาและการพัฒนา
ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง
๕. ระดมทรัพยากรจากแหล่งต่างๆ มาใช้ในการจัดการศึกษา
๖. การมีส่วนร่วมของบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน
องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น
124. สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษาว่าไว้ในหมวดใดของ พรบ การศึกษาแห่งชาติ 2542
ตอบ หมวด ๒
125. บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษากี่ปี
ตอบ ไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย
126. บิดา มารดา หรือผู้ปกครองมีสิทธิได้รับสิทธิประโยชน์อะไรบ้างจาก พรบ. การศึกษา 2542
๑. การสนับสนุนจากรัฐ ให้มีความรู้ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและการให้การศึกษาแก่บุตร
หรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
๒. เงินอุดหนุนจากรัฐสำหรับจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของบุตรหรือบุคคลซึ่งอยู่ในความดูแล
ที่ครอบครัวจัดให้ ตามที่กฎหมายกำหนด
๓. การลดหย่อนหรือยกเว้นภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายการศึกษาตามที่กฎหมายกำหนด
127. หมวดที่ ๓ ระบบการศึกษา แบ่งเป็นกี่รูปแบบ ตาม พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542
ตอบ 3 ระบบ คือ การศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย
128. การศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย แตกต่างกันอย่างไร
การศึกษาในระบบ.....จุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาศึกษาการวัดประเมินผลมีการ
กำหนดไว้แน่นอน
การศึกษานอกระบบ.....ยืดหยุ่นทั้งในเรื่อง จุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาการศึกษา
การวัด ประเมินและเนื้อหาหลักสูตรจะต้องเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา
และความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม
การศึกษาตามอัธยาศัย....ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อม และโอกาส
โดยศึกษาจากบุคคล ประสบการณ์ สังคม สภาพแวดล้อม สื่อ หรือแหล่งความรู้อื่นๆ
129. สถานศึกษาจัดการศึกษาทั้งสามรูปแบบได้หรือไม่ ตอบ “ได้...สถานศึกษาอาจจัดการศึกษาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งหรือทั้งสามรูปแบบก็ได้”
130. การศึกษาในระบบมีกี่ระดับ อะไรบ้าง
ตอบ มี 2 ระดับ ได้แก่ การศึกษาขั้นพื้นฐาน และการศึกษาระดับอุดมศึกษา
131. การศึกษาระดับอุดมศึกษาแบ่งเป็นกี่ระดับ อะไรบ้าง
ตอบ แบ่งเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำกว่าปริญญา และระดับปริญญา
132. การแบ่งระดับ หรือการเทียบระดับการศึกษานอกระบบ หรือการศึกษาตามอัธยาศัย ทำอย่างไร
ตอบ ให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
133. การศึกษาภาคบังคับกี่ปี
ตอบ 9 ปี
134. การศึกษาภาคบังคับเด็กเริ่มเรียนตั้งแต่เมื่อไร
ตอบ เด็กที่มีอายุย่างเข้าปีที่ 7 เข้าเรียนในสถานศึกษาขั้นพื้นฐานจนอายุย่างเข้าปีที่ 16135. การจัดการศึกษาปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐานให้จัดในสถานศึกษาอะไรบ้าง
ตอบ สถานพัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน ศูนย์การเรียน
136. สถานพัฒนาเด็กปฐมวัย มีอะไรบ้าง
ตอบ ศูนย์เด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนเกณฑ์ของสถาบันศาสนา ศูนย์บริการ
ช่วยเหลือระยะแรกเริ่มของเด็กพิการ และเด็กซึ่งมีความต้องการพิเศษ หรือสถานพัฒนา
เด็กปฐมวัยที่เรียกชื่ออย่างอื่น
137. ศูนย์การเรียน มีอะไรบ้าง
ตอบ สถานที่เรียนของหน่วยงานจัดการศึกษานอกโรงเรียน บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ
โรงพยาบาล สถาบันทางการแพทย์ สถานสงเคราะห์ และสถาบันสังคมอื่น
138. การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาให้จัดที่ไหน
ตอบ มหาวิทยาลัย สถาบัน วิทยาลัย
139. หมวดที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ คือ หมวดใด
ตอบ หมวด ๔ แนวการจัดการศึกษา
140. การจัดการศึกษา ตาม พรบ. การศึกษา 2542
ตอบ ยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความ
สำคัญที่สุด
141. การศึกษาในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย ต้องเน้นความสำคัญกับอะไร
ตอบ ความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้
142. ความรู้ คุณธรรม และกระบวนการที่เน้นมีความรู้เรื่องใดบ้าง
ตอบ เรื่องตนเอง ความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ความเป็นมา ระบบ
การเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
๑. ความรู้ และทักษะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การจัดการและการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อม
๒. ความรู้เกี่ยวกับศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม การกีฬา ภูมิปัญญาไทย และการประยุกต์ใช้
ภูมิปัญญา
๓. ความรู้ ทักษะด้านคณิตศาสตร์ ภาษา เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง
๔. ความรู้ ทักษะในการประกอบอาชีพ
143. แหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตที่รัฐต้องจัดตั้ง ตรม พรบ. การศึกษาแห่งชาติได้แก่อะไร
ตอบ ห้องสมุดประชาชน พิพิธภัณฑ์ หอศิลป์ สวนสัตว์ สวนสาธารณะ สวนพฤกษศาสตร์ อุทยาน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศูนย์การกีฬา และนันทนาการ แหล่งข้อมูลและแหล่งเรียนรู้อื่นๆ
144. สถานศึกษาประเมินผู้เรียน โดยพิจารณาจากอะไร
ตอบ พัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรม และการ
ทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอน
145. ใครเป็นผู้กำหนดหลักสูตรแกนกลาง
ตอบ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
146. หมวดที่ ๕ พรบ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 ว่าด้วยเรื่องใด
ตอบ การบริหารและการจัดการศึกษา
147. หลักสูตรการศึกษาระดับอุดมศึกษา มีความมุ่งหมายพัฒนาด้านใดบ้าง
ตอบ ด้านวิชาการ วิชาชีพ มุ่งพัฒนาคนให้มีความสมดุลทั้งความรู้ ความคิด ความสามารถ ความดีงาม
และความรับผิดชอบต่อสังคม และมีความมุ่งหมายเฉพาะคือ พัฒนาวิชาการ วิชาชีพชั้นสูง
การค้นคว้าวิจัย เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ และพัฒนาสังคม
148. กระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่อะไร
ตอบ กำกับดูแลการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท การศาสนา ศิลปวัฒนธรรม กำหนดนโยบาย แผน และ
มาตรฐานการศึกษา สนับสนุนทรัพยากรเพื่อการศึกษา ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินการจัดการศึกษา
149. สภาการศึกษา มีหน้าที่อะไร
ตอบ เสนอนโยบาย แผน และมาตรฐานการศึกษาของชาติ สนับสนุนทรัพยากร ประเมินผลการจัดการ
ศึกษา พิจารณากลั่นกรองกฎหมายและกฎกระทรวงที่ออกตาม พรบ. การศึกษา
150. ใครเป็นประธานคณะกรรมการสภาการศึกษา
ตอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา

วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553

ทฤษฎีการเรียนรู้Leaning Theory(3)

พัฒนาการของกระบวนการคิดในเด็ก
เด็กอายุ 11 ปีจะเริ่มเรียนรู้ที่จะเลือกทำสิ่งต่าง ๆ เรียนรู้เรื่อง กฎระเบียบวินัย ซึ่งเป็น การเรียนรู้ ในระดับสูงยิ่งขึ้น และ ธรรมชาติ ได้เตรียมเด็ก ให้มาถึง ขั้นตอนนี้ โดยผ่าน การเล่นนั่นเอง
ชอง เปียเจต์ ได้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับ การเปลี่ยนแปลงความคิด จาก รูปธรรม มาเป็น นามธรรม เพื่อจะให้เห็นว่าในเด็กเล็ก ๆ ก็มี การสร้างจินตนาการภายในตัวเอง (Inner Image) จากสิ่งกระตุ้นหรือวัตถุภายนอก อย่างเช่น
เด็กสมมุติว่า กล่องไม้ขีดเป็นเรือ หรือเป็น วัตถุต่าง ๆ เป็นต้น แต่พออายุ 7 ปีเด็กเริ่มจะเปลี่ยน ความคิดแบบรูปธรรมมาเป็น นามธรรม สามารถเอาวัตถ ุหรือ สิ่งแวดล้อม ที่เห็นเข้ามาเปลี่ยนเป็น ความคิดในตัวเองได้ คือ สร้างความคิดขึ้นมาได้ ซึ่ง เปียเจต์ เรียกว่า กระบวนการคิดแบบเป็นรูปธรรม (Concrete Operational Thinking)
จากทฤษฎีของเปียเจต์ ยกตัวอย่างง่าย ๆ ว่า ถ้าเอาแก้วน้ำ 2 ใบ ใบหนึ่งเป็นแก้วทรงผอมสูง อีกใบเป็นแก้วทรงอ้วนเตี้ย เมื่อรินน้ำปริมาณเท่า ๆ กันลงในแก้วทั้งสองใบ แน่นอนที่สุดแก้วใบผอมสูงจะมีระดับน้ำสูงกว่าแก้วทรงอ้วนเตี้ย ถ้าถามเด็กเล็ก ๆ ซึ่งอยู่ในวัยที่มีความคิด เป็นรูปธรรม ว่าน้ำในแก้วไหนมากกว่ากัน เด็กจะบอกว่า แก้วใบสูงมากกว่า และถึงแม้ จะเทน้ำออกมา ให้เด็กดูว่ามีปริมาณ เท่ากัน เด็กก็ยังบอกว่า ยังน้อยกว่า หรือ มากกว่ากันนิดหน่อยอยู่ดี คือเด็กยังไม่ยอมรับ ความคิดที่ว่า ปริมาณน้ำเท่ากัน แต่เมื่อเด็กอายุ 6-7 ปีขึ้นไป จะมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความคิดที่เป็นนามธรรม ซึ่งทำให้เด็ก สามารถเข้าใจได้ว่า ปริมาณน้ำในแก้วสองใบนี้เท่ากัน
ช่วงวัยของโอกาสที่จะเรียนรู้ (Window Of Opportunity)
สมองของคนเรามีช่วงวัยที่จะเรียนรู้แต่ละเรื่องแตกต่างกันไป อย่างเช่นในเรื่องของการเรียนรู้ภาษา ช่วงวัยที่คนเราสามารถเรียนรู้แต่ละส่วนของภาษาจะแตกต่างกัน เช่น การสร้างประโยค เด็กจะมีความสามารถรับรู้เรียนรู้ได้จนถึง 5-6 ขวบ หลังจากนั้นหากไม่ได้รับการสอนเลยจะเรียนรู้การสร้างประโยคได้ยากขึ้น แต่ถ้าเป็นการสร้างคำใหม่ ๆ จะไม่มีขอบเขตจำกัดวัยของการเรียนรู้ ดังที่เราจะเห็นว่าผู้ใหญ่สามารถเรียนรู้คำใหม่ ๆ ได้ตลอดเวลา
ความสามารถในการเรียนภาษาที่สองนอกเหนือจากภาษาแม่ จะเจริญสูงสุดในช่วงแรกเกิดถึงอายุ 6 ขวบ หลังจากนั้นความสามารถจะลดลง ซึ่งจะเห็นได้ว่าในผู้ใหญ่จะเรียนภาษาอื่นได้ยากกว่าตอนเป็นเด็ก แต่ก็ยังสามารถเรียนได้อยู่ ซึ่งต้องใช้ความพยายามอย่างสูง
จากข้อมูลนี้ทำให้เราพบว่า เราสามารถจะสอนเด็กให้รู้ภาษาที่สองได้ตั้งแต่เด็กอยู่ในวัยประถมศึกษาหรือก่อนหน้านั้น หรือการให้การศึกษาพิเศษกับเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ก็สามารถจะเริ่มได้ตั้งแต่เด็กอายุ 3-4 ขวบ แทนที่จะรอไปถึง 9-10 ปี
นักวิทยาศาสตร์มีความเห็นพ้องต้องกันว่า สมองจะเจริญเติบโตสูงสุดเมื่อเด็กอายุประมาณ 10-12 ปี จะเกิดการเปลี่ยนแปลงสมดุลระหว่างการสร้างจุดเชื่อมต่อใหม่และการเสื่อมสลายของ จุดเชื่อมต่อเหล่านี้ ซึ่งพบว่าหลังวัยนี้ไปแล้วสมองจะเริ่มทำลายหรือกำจัดจุดเชื่อมต่อที่ไม่มั่นคง และเก็บจุดเชื่อมต่อหรือเส้นใยประสาทที่มั่นคงซึ่งเป็นผลจากประสบการณ์ที่ได้รับเข้าไปเอาไว้
เด็กอายุ 7-11 ปี เป็นช่วงที่สามารถรับรู้ เรียนรู้ในเรื่องของแบบอย่างความคิดโดยที่ไม่มีขอบเขตจำกัด โดยเฉพาะในวัยอายุ 11 ปีเป็นช่วงที่จะยอมรับ ความคิดแบบอย่างต่าง ๆ ได้ดีที่สุด ไม่ว่าครูหรือผู้ใหญ่จะแนะนำหรือสอน ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่สมองเรียนรู้ได้มาก เพราะเครือข่ายเส้นใยประสาทยังใหม่อยู่ แต่หลังอายุ 14 ปี เป็นต้นไป สมอง จะมีขอบเขตจำกัด จะเรียนรู้ยอมรับ ความคิดหรือแบบอย่างได้น้อยลง
ดร.ราคิก (Dr.Rakic) จากมหาวิทยาลัยเยล กล่าวไว้ว่า ในวัยรุ่นช่วงปลาย คืออายุประมาณ 18 ปี สมองจะหยุดยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ความสามารถพิเศษ หรือแนวโน้มที่จะมี ความสามารถพิเศษ ที่ได้รับ การหล่อหลอม มาตั้งแต่เล็ก ๆ จะเริ่มเบ่งบาน เห็นผล ในช่วงนี้ คือ ประสบการณ์ที่จะกระตุ้น ให้เกิด กระแสไฟฟ้าใน เครือข่ายเส้นใยประสาท เริ่มทำงาน เปรียบเสมือน ช่างแกะสลัก ที่กำลังสลักเสลารูป แกะสลัก ให้ออกมา เป็นรูปเป็นร่าง ที่สวยงาม สมองในขณะนี้ก็เช่นกัน กำลังพยายาม ตกแต่งโครงสร้าง ให้ออกมาเป็น แบบแผน ถ้า เครือข่ายเส้นใยประสาท ส่วนใดไม่ได้ใช้งาน ก็จะถูกทำลายไป ขณะที่ เครือข่ายเส้นใยประสาท ที่ใช้งานมาก ๆ จะอยู่คงทน มั่นคง
อย่างไรก็ตาม ในผู้ใหญ่เรา ก็ยังสามารถ ที่จะ อ่านหรือ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ หรือมีความจำใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เกิดจากการใช้ เครือข่ายเส้นใยประสาท ที่มีอยู่เดิม หรือสร้างเพิ่มเติมขึ้นมาใหม่
สรุป
ทฤษฎีการเรียนรู้มีหลากหลายทฤษฎี แต่ทฤษฎีที่ได้รับความสนใจมากที่สุด คือ ทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม ที่ว่า ความรู้ไม่ใช่การให้ หรือ เทข้อมูลเข้าไปในสมองเด็ก แต่เด็กจะสร้างความรู้ ขึ้นในสมอง ของเขาเอง จาก สิ่งแวดล้อม ภายนอก ดังนั้นครูจึงไม่ใช่ผู้ใส่ความรู้ให้เด็ก แต่จะต้องคอยเป็นผู้ช่วยให้เด็กสร้างความรู้ขึ้นจากตัวของเด็กเอง
ดร.เพียร์ซ อธิบายถึง วงจรความสามารถในการเรียนรู้ว่า มี 3 ขั้นตอน เริ่มด้วยขั้นตอนพื้นฐานเหมือนกับ การหล่อปูนที่เริ่มจากผิวขรุขระ (Roughing In) จากนั้น จะเป็น ขั้นตอนการ สร้างความสัมพันธ์ ระหว่าง ข้อมูลเดิม และข้อมูลใหม่ ที่เติมเข้าไป (Relating And Filling In) และขั้นตอนสุดท้าย คือ การฝึกฝนและเรียนรู้ถึงความ แตกต่าง (Practice) ถ้าหากเด็กกำลังอยู่ในขั้นตอนของการเรียนรู้ที่ยังไม่ครบวงจร เขาจะไม่สามารถรับข้อมูลใหม่เข้าไปได้
การเล่น การเล่านิทาน ก็เป็นการเรียนรู้อีกแบบหนึ่งที่ทำให้เด็กเกิดจินตนาการ เอาข้อมูลภายนอก เข้าไปสร้าง จินตนาการ ในโลกภายใน แล้วแสดงกลับออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็น พื้นฐานของ การพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ต่อไป
ช่วงระยะเวลา ของ ความสามารถใน การเรียนรู้ (Window Of Opportunity) แต่ละเรื่องจะเกิดขึ้นไม่พร้อมกัน เช่น ภาษารูปธรรมเด็ก สามารถเรียนรู้ใน 6-7 ปีแรกของชีวิต หลังจากนั้นจะเริ่มเรียนรู้ภาษาแบบนามธรรม ในขณะที่ภาษาที่สองเด็กจะเรียนได้ดีในช่วง 6 ปีแรก เป็นต้น

ทฤษฎีการเรียนรู้Leaning Theory(2)

ซีมัวร์ พาร์เพิร์ท ได้กล่าวว่า การศึกษาที่ดีไม่ได้มาจากการหาวิธีการสอนที่ดีให้ครูสอนเด็ก ต่มาจากการให้โอกาสที่ดีที่เด็ก จะได้สร้างความรู้ การเรียนรู้ที่ดีจะเกิดขึ้นได้ ถ้าหากเด็กได้มีส่วนในการสร้างสิ่งที่มีความหมาย ยกตัวอย่างเช่น การสร้างประสาททราย การเขียนบทกลอน การสร้างเครื่องจักร หรือการแต่งเรื่อง เป็นต้น
ชอง เปียเจต์ (Jean Piaget) นักจิตวิทยาชาวสวิสผู้มีชื่อเสียงมาก มีความคิดเห็นว่าเด็ก ๆ ไม่ใช่ท่อที่ว่างเปล่า ที่ผู้ใหญ่จะเทข้อมูล และความรู้ต่าง ๆ เข้าไป เด็กคือผู้สร้างความฉลาดและการเรียนรู้ของเขาเอง จะเห็นว่าเด็กเป็นผู้มีความสามารถ มีพรสวรรค์ที่จะเรียนรู้ได้ตลอดเวลา เด็กเริ่มเรียนรู้ จากประสบการณ์ในโลกนี้ ตั้งแต่แรกคลอดและมีสิ่งเหล่านี้มาตั้งแต่ก่อนเข้าโรงเรียนด้วยซ้ำ ซึ่งเรียกวิธีนี้ว่า เปียเจต์เลิร์นนิ่ง (Piagetian Learning) คือ การเรียนรู้โดยไม่ต้องได้รับการสอน เช่น เด็กพูดได้โดยไม่ต้องจับมานั่งสอน หรือเด็กสามารถเรียนรู้ รูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ จากสิ่งแวดล้อม หรือเรียนรู้วิธีต่อรองกับพ่อแม่โดยไม่ต้องรับการสอน เป็นต้น
ทฤษฎีของวัฒนธรรมและสังคม ผู้เชี่ยวชาญ ชื่อ เลฟ วีกอตสกี (Lev Vygotsky) ซึ่งใช้ทฤษฎีนี้กล่าวว่า สังคมและวัฒนธรรมเป็นส่วนหนึ่งที่จะส่งเสริมความฉลาดและกระบวนการเรียนรู้ในพัฒนาการของเด็ก วีกอตสกี เชื่อว่า ตัวเรามีปฏิกิริยามีสื่อสัมพันธ์กับสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะทำให้เราเป็นมนุษย์ที่มีความฉลาดและแตกต่างจากสัตว์
วีกอตสกี ได้กล่าวว่า เด็กเรียนรู้สัญลักษณ์ต่าง ๆ และคำพูดเป็นครั้งแรกจากสังคม ซึ่งความฉลาดความสามารถ ในการสื่อสารด้านภาษานี่เองเป็นพื้นฐานที่ทำให้เด็กแตกต่างจากสัตว์
วีกอตสกี ได้ยกตัวอย่างของการเรียนรู้ การสร้างความรู้ในตัวเด็กจากสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น เรื่องของการชี้ การที่เด็กจะชี้สิ่งต่าง ๆ ได้ จะเริ่มต้นด้วยเด็กยกมือขึ้นเพื่อไปคว้าของตรงหน้า แต่ของนั้นอาจจะอยู่ไกลเกินไป นิ้วจึงกางอยู่กลางอากาศ ตรงนี้จะทำให้เห็นขั้นตอนคือเริ่มด้วยการเคลื่อนไหวมือของเด็ก เมื่อเด็กไม่สามารถคว้าของได้ ก็จะเปลี่ยนเป้าหมายซึ่งอาจเป็นคุณแม่ที่อยู่ข้าง ๆ คือ เปลี่ยนจากวัตถุมาหาบุคคล โดยมือก็ยังชี้ไปยังสิ่งของที่ตนต้องการ เหตุการณ์นี้จะช่วยสอนเด็กให้เข้าใจว่าการเอื้อมมือไปคว้าของหรือชี้ไปที่ของ จะเป็นการบอกความต้องการว่าต้องการของชิ้นนี้ เด็กได้เรียนรู้จากการกระทำก่อน คือ เมื่อเขากางมือหรือชี้มือขึ้นไปเพื่อจะคว้าของ หลังจากนั้นคุณแม่หรือสิ่งแวดล้อมภายนอกก็จะเสริมสร้างให้เด็กเรียนรู้ว่าการชี้หรือกางนิ้วไปที่วัตถุ คือ การชี้ สัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่นนี้ จะมีความหมายเมื่อเด็กคนนั้นหรือ ผู้เรียนกับสิ่งแวดล้อม พ่อแม่ คนเลี้ยงมีความเข้าใจตรงกัน ผู้ใหญ่เข้าใจความต้องการของเด็ก เข้าใจสัญลักษณ์ของนิ้วที่กางออกว่านี่คือการชี้และสนองตอบ เช่นนี้ก็จะทำให้เด็กรู้จักการชี้ เป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองนั่นเอง
แต่ทฤษฎีของ วีกอตสกี ก็ถูกนักการศึกษาท่านหนึ่งวิพากษ์วิจารณ์ว่า การเรียนรู้ภายในตัวเด็กเอง เกิดขึ้นก่อนที่จะได้สัมผัสกับสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม
อย่างไรก็ตาม นักการศึกษาท่านอื่น เช่น พอล คอบบ์ (Paul Cobb) และ อลิซาเบ็ธ บอตต์ (Alizabeth Bott) ก็ได้สรุปว่า ความฉลาดและการเรียนรู้ ต้องการทั้ง ปัจจัยภายใน และ ปัจจัยภายนอก คือ ผู้เรียนจะต้องได้ข้อมูล จาก สิ่งแวดล้อมภายนอก ในขณะเดียวกัน ก็จะต้องนำ ข้อมูลภายนอก เข้ามาผสมผสานกับ ความรู้ หรือ โครงสร้าง ที่มีอยู่ในตัวเอง และสร้างเป็นความรู้ใหม่ ดังนั้นจึงเกิดสะพานเชื่อมโยงระหว่างสิ่งแวดล้อมหรือปัจจัยภายนอก สังคม วัฒนธรรม และการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในตัวของผู้เรียนเอง ซึ่งคนเราไม่ได้รับความคิดมาจากคนอื่น แต่เราสร้างความคิดขึ้นมาเอง
หากจะสรุปตามทฤษฎีนี้ สรุปได้ว่า ความฉลาดของคนเรา ไม่ใช่คุณสมบัติของคนคนนั้น และไม่ได้เกิดจาก คนคนนั้น คนเดียว แต่เป็นปฏิกิริยาระหว่างคนคนนั้นกับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ซึ่งรวมถึงบุคคลรอบข้างด้วย
ทฤษฎีขั้นตอนการ มีความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา วอลลิส (Wallis) ได้แบ่ง ขั้นตอนการมี ความคิดสร้างสรรค์ ในการแก้ปัญหา ออกเป็น 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ
ระยะแรก เป็นช่วงเตรียมพร้อม (Preparation) เป็นช่วงค้นหาว่าปัญหาคืออะไร ขั้นตอนนี้ใช้สมองข้างซ้ายทำงาน
ขั้นตอนต่อไป เป็นช่วงคิดวิเคราะห์ปัญหา (Incubation) เป็นช่วงเวลาที่เราตั้งหลักคิดปัญหาที่พบในขั้นแรกว่าเป็นปัญหาจริงหรือไม่ และจะแก้ปัญหาอย่างไร ขั้นตอนนี้อาจต้องใช้เวลานานนับนาที หรือเป็นวัน หรือเป็นสัปดาห์ บางครั้งอาจเป็นปี ซึ่งขั้นตอนนี้ ใช้สมองข้างขวาทำงาน
ขั้นตอนต่อไป เป็นช่วงเกิดความคิดที่จะแก้ปัญหา (Illumination) ความคิดในการแก้ปัญหา จะเกิดขึ้นอย่างมากมายในช่วงเวลาสั้น ๆ อาจแค่ไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับสมองข้างขวา
ขั้นตอนสุดท้าย คือ ปฏิบัติการแก้ปัญหา (Varification) เป็นช่วงที่จะเกิดผลปฏิบัติ หรือกิจกรรมแก้ปัญหา ที่ต่อเนื่องมาจากการคิดวิเคราะห์ปัญหาแล้ว และถอยหลังไปตั้งหลักคำนึงถึงปัญหาและวิธีแก้ไข ขั้นตอนนี้จะกลับไปใช้สมองข้างซ้าย
นอกจากนี้ โรเจอร์ วอน โอช์ (Roger von Oech) ได้เสนอทฤษฎีการเกิดความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหา โดยแบ่งขั้นตอนออกเป็น 7 ขั้นตอนด้วยกัน
เริ่มจากขั้นแรกมีความกระตือรือร้นที่จะแก้ปัญหา (Motivation)
ขั้นตอนที่ 2 ค้นหาข้อมูลโดยมองออกไปในวงกว้างและหาข้อมูลต่าง ๆ เข้ามา
ขั้นตอนที่ 3 เป็นการเก็บข้อมูลมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลง (Manipulation) อาจมีการแก้ไขหรือกำจัดข้อสมมติฐานเก่า ๆ แล้วสร้างความคิดใหม่ ๆ ขึ้นมา
ขั้นตอนที่ 4 เป็นช่วงของการวิเคราะห์ปัญหา (Incubation) เป็นช่วงที่เดินออกมาจากปัญหา มาตั้งหลักคิดวิเคราะห์ปัญหาและมองลึกไปหลาย ๆ ด้าน การที่ไม่แก้ปัญหาในทันทีจะเป็นผลดี เพราะจะได้พัฒนาความคิดต่าง ๆ สรรหาความคิดที่ดีกว่า
ขั้นตอนที่ 5 เป็นระยะที่มีความคิดต่าง ๆ ผุดขึ้นมามากมาย (Illumination) แล้วพยายามเก็บข้อมูลหรือ ความคิดเหล่านี้เอาไว้ เพราะฉะนั้นเราไม่ควรใช้เวลาทำงานตลอดทั้งวัน ควรจะมีเวลาที่ใช้ ความคิดสร้างสรรค์ด้วย หลังจากนั้นเป็น ช่วงที่มีการปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาแบบสร้างสรรค์
ขั้นตอนที่ 6 เป็นการต้องตัดสินใจว่าจะเลือกแก้ปัญหาอย่างไร (Evaluation) แม้ว่าความคิดที่เกิดขึ้นนั้นจะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม
ขั้นตอนสุดท้าย คือ การลงมือปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจไว้ (Action)
ยังมีทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรู้ต่าง ๆ อีก อย่างเช่น ทฤษฎีของ คาร์ล จุง (Carl Jung) ที่ว่า ต้องมีวิธีการสอน ที่ทำให้คน แต่ละคนไม่ว่า จะมีความสามารถมากน้อยเพียงใดมีความแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน สามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้เต็มที่ เต็มความสามารถ เต็มศักยภาพของตน
การเรียนรู้โดยผ่านการเล่น
การเล่นเป็นพื้นฐานของความฉลาดชนิดสร้างสรรค์ แต่การเล่นจะต้องมีการพัฒนา เด็กที่มีคนเล่นด้วยจะรู้จักเล่นเป็น แต่เด็กที่ไม่เคยมีใครเล่นด้วยก็จะเล่นไม่เป็นและอาจจะเป็นเด็กที่มีปัญหาในอนาคตได้
นิทานสร้างสรรค์จินตนาการ
พื้นฐานของการเล่นรูปแบบหนึ่ง คือ การเล่านิทาน เด็กชอบให้ผู้ใหญ่เล่านิทานให้ฟังก่อนจะพูดได้ด้วยซ้ำ ความเข้าใจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ แต่เสียงที่เล่าทำให้เด็กสนใจ ตื่นเต้น สะกดเด็กให้นั่งนิ่ง จ้องมองตาโต อ้าปากหวอ และสร้างภาพพจน์ขึ้นในสมองเด็ก เด็กผู้หญิงคนหนึ่งบอกว่าเธอสนใจฟังวิทยุมากกว่าโทรทัศน์ เพราะ ภาพพจน์ที่เกิดขึ้นจากการฟังวิทยุสวยงามกว่าในโทรทัศน์มาก
คำพังเพยของอัลเบิร์ต ไอสไตน์ มีอยู่ว่า "ถ้าต้องการให้เด็กฉลาดก็ต้องเล่านิทานให้เด็กฟัง แต่ถ้าต้องการให้ฉลาดมากยิ่งขึ้น ก็ต้องเล่านิทานมากมากมากหลาย ๆ เรื่อง"
ในนิทานเรื่องลูกหมี 3 ตัว พ่อหมีจะแต่งตัว ใส่เสื้อ ถือไม้เท้า ซึ่งจะเป็นสัญลักษณ์ของพ่อในจิตใจเด็ก สัญลักษณ์นี้ จะเป็น พื้นฐานของความคิด ความเข้าใจ ในสิ่งต่าง ๆ ต่อไป การทำงาน สร้างสัญลักษณ์นี้ จะต้องใช้ สมองส่วน ลิมบิกเบรน หรือ สมองส่วน ที่เกี่ยวกับ อารมณ์ทำงาน ร่วมกับ สมองส่วน นีโอคอร์เท็กซ์ ซึ่งสมองสองส่วนนี้ จะทำหน้าที่สำคัญ ในเรื่องของ ความฝัน และ การสร้างจินตนาการ ทำให้เกิดการสร้าง ภาพพจน์ของสัญลักษณ์ขึ้น
เด็กวัย 5 ขวบขึ้นไป จะเข้าใจนิทาน ที่ฟังได้ดีขึ้นเร็วขึ้น เพราะเด็กมีความสามารถ ใน การสร้างภาพพจน์ ได้อย่างรวดเร็ว และใช้ พลังงาน น้อยกว่าเดิม เด็กควรได้ฟังนิทานมาก ๆ เพราะทุกครั้งที่ได้ฟังนิทานใหม่ ๆ จะเกิดการสร้างเครือข่ายเส้นใยประสาทใหม่ ๆ และเด็กควรได้ฟัง นิทานเรื่องเดิม ซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่ใช่เพื่อ จะเรียนรู้ หรือจดจำ เพราะเด็กฟังครั้งเดียว ก็จำได้แล้ว แต่การเล่านิทานซ้ำ ๆ จะทำให้ เครือข่ายเส้นใยประสาท ที่จะสร้าง ภาพพจน์ สร้างไขมันสมองหุ้มรอบเส้นใยประสาท
เพราะฉะนั้น การเล่านิทานหลาย ๆ เรื่องและเล่าซ้ำ ๆ จะเป็น การสร้าง เครือข่ายเส้นใยประสาท ให้เพิ่มมากขึ้นอยู่คงที่ และ ทำงาน มากขึ้น ซึ่งจะส่ง ผลดีต่อการเรียนรู้ ในอนาคต โดยเฉพาะ ในเรื่องของ การสร้างความคิด จินตนาการ ความสนใจ และความตั้งใจ ในการเรียนรู้
โรงเรียนบางแห่งในสหรัฐอเมริกา ใช้วิธีเล่านิทานให้เด็กฟัง บางครั้งเล่านิทาน เรื่องเดิมซ้ำอยู่ หลายวัน ก่อนจะเล่าเรื่องใหม่ หลักของการเล่า นิทานซ้ำ ก็เพื่อสร้างให้เกิด เส้นใยประสาท ที่มั่นคงและเพิ่มขึ้น เมื่อเครือข่ายเส้นใยประสาทเหล่านี้คงที่แล้ว จะเกิดกลไกตรงกันข้าม หมายความว่าเด็กสามารถนำข้อมูลจาก ภาพพจน์หรือจินตนาการ ที่วาดไว้มาใช้ตอบสนองสิ่งกระตุ้นภายนอก อย่างถูกต้อง ตรงนี้เป็นขั้นตอนแรกของความคิดสร้างสรรค์
ตัวอย่างเช่น เราเล่านิทานเรื่องลูกหมี 3 ตัวให้เด็กฟังทุกวัน แล้วอยู่มาวันหนึ่งขณะที่เรานั่งทานข้าวอยู่ที่โต๊ะ เด็กก็บอกว่า "ร้อนจังเลย เราจะต้องไปเดินเล่นในป่าแล้วละ" ผู้ใหญ่ควรเข้าไปมีส่วนร่วมในการเล่นของเด็กด้วย คือลุกจากโต๊ะทำเป็นเดินในป่า เมื่อถึงตอน หมาป่าเกเร จะเข้ามากินลูกหมี เด็กอาจร้องว่า "เสียงเคาะประตู โอ..มันเป็นหมาป่าตัวใหญ่ เอ้าวิ่งไปหาที่ซ่อนกันเร็ว" ผู้ใหญ่ก็ต้องลุกขึ้น วิ่งหนีไปซ่อน กับเด็กด้วย
อีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อเด็ก 5 ขวบคนหนึ่ง เห็นรถวิ่งมา ตามถนน อย่างรวดเร็ว ก็เก็บข้อมูลตรงนี้ไป สร้างจินตนาการ ไปหยิบหลอดด้าย ของแม่ที่ลิ้นชัก มาสมมุติเป็น รถยนต์ แล้วเล่นไถไปไถมา เป็นชั่วโมง ส่งเสียงบรื้น ๆ เหมือนรถยนต์ บังคับหลอด ด้ายให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา
สังเกตได้ว่า นิทานสำหรับเด็กเล็ก ๆ มักประกอบด้วยสัตว์เป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่านิทานของชาติใด จะต้องมีนิทานที่จินตนาการ ให้สัตว์เป็น เหมือน คนหรือเป็น สัญลักษณ์แทนคน เช่น นิทานที่ให้สัตว์เป็น พระราชาหรือเป็นเจ้าชายสุดหล่อ เป็นต้น สัญลักษณ์เหล่านี้มี ความหมายด้วย อย่างเช่น หมูทำให้นึกถึงคนขี้อาย ขี้ขลาด สิงโตแทนคนที่มีอำนาจ นกฮูกเป็นสัญลักษณ์ของความฉลาด เป็นต้น
การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ ความฝันพบว่า ส่วนใหญ่แล้ว ความฝันของเด็ก จะเป็นสัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์แทนคนเกือบทั้งสิ้น
เรื่องนี้เราจะเห็นได้จากตัวการ์ตูนของวอลซ์ดิสนีย์ ซึ่งได้รับการออกแบบให้เป็นสัตว์เสียส่วนใหญ่ และมักเป็นสัตว์ที่มีหัวโตหน้ายิ้ม การออกแบบให้เป็นสัตว์หัวโตเปรียบเสมือน เด็กซึ่งมีสัดส่วนระหว่างศีรษะกับตัวต่างกันมากเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่
สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์แทนคนใน จินตนาการ ของเด็กจะหายไปและถูกแทนที่ด้วย เรื่องราวของคนจริง ๆ เมื่อเด็กอายุประมาณ 7 ปี ตอนนี้ธรรมชาติ ทำให้พัฒนาการของ สมองคนเราสมบูรณ์
การเล่นสมมุติ
เราจะสังเกตเห็นว่าใน ขณะที่เด็กเล่นสมมุติเด็ก จะพูดคุยตลอดเวลา ดังที่เคยกล่าวมาแล้วว่า การเรียนรู้ ภาษาของเด็ก ในช่วงแรกเริ่ม จะเรียนรู้อย่างเป็น รูปธรรม คือ เมื่อเด็กได้ยินคำพูด เด็กก็จะสร้างภาพพจน์หรือ จินตนาการ ขึ้นมา ในการเล่น ก็เช่นกันเด็ก จะสร้างจินตนาการ ขึ้นมาจากคำพูดของตัวเอง โดยใช้ โลกภายใน (Inner World) คือ สมองของเด็ก การเล่นแบบสมมุตินี้ ส่วนที่เป็นจริง ก็ยังเป็นจริงอยู่ เด็กรู้ดีว่า หลอดด้ายไม่ใช่รถยนต์จริง ๆ เหมือนกับที่กวีเปรียบเทียบทะเลสาปดั่ง พลอยสีน้ำเงินหรือไพลิน
การเล่นสมมุติของเด็ก เมื่ออายุ 7 ปีขึ้นไป เด็กจะเข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง มากขึ้น สัตว์ในสายตา ของเด็กวัยนี้ จะเปลี่ยนจาก สัตว์ที่เป็นสัญลักษณ์ ใน จินตนาการ กลายเป็นสัตว์จริง ๆ เด็กต้องการรู้เรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่าง สัตว์กับมนุษย์ มากขึ้น จะเริ่มมองหา แบบอย่าง หรือ ตัวอย่างเพื่อ เลียนแบบ เช่น เด็กอายุ 9 ปี จะไปหา หมวกคาวบอย มาใส่ แล้วเอาไม้กลม ๆ มาทำเป็นปืน สมมุติว่า ตัวเองเป็น คาวบอย เหมือนที่เห็นใน ภาพยนตร

การเล่นแบบนี้ จะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเมื่ออายุมากขึ้น จนกระทั่งอายุ 11-12 ปี จึงจะเล่นอย่างมี กฎเกณฑ์มากขึ้น มีการเถียงกันว่า "เธอแพ้ ฉันไม่แพ้" หรือ "ไม่ยุติธรรม" ซึ่งการเล่นอย่างมี กฎเกณฑ์นี้ จะค่อย ๆ เปลี่ยนเด็กให้มี ความคิดใกล้เคียงผู้ใหญ่ โดยเปลี่ยน จากเด็ก มาเป็นวัยรุ่น แล้วมาเป็นผู้ใหญ่ ที่มีความรับผิดชอบ ต่อสังคม รับผิดชอบ ในการที่จะเป็น ผู้ปกครองผู้อื่น ซึ่งเป็น ความรับผิดชอบ ที่ต้องการ การควบคุมตัวเองอ ย่างมาก
สำหรับเด็กโต นิทานอภินิหาร เรื่องเกี่ยวกับวีรบุรุษหรือประวัติบุคคลสำคัญต่าง ๆ หรือบุคคลที่มีความเสียสละ มีคุณงามความดี มีความกล้าหาญ มีความอดทนหมั่นเพียร เป็นสิ่งจำเป็นมากต่อพัฒนาการของเด็กวัยนี้
การเล่นในรูปแบบอื่นที่ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้
เด็กในช่วงอายุประมาณ 7-11 ปี เป็นช่วงที่เหมาะสมใน การสร้างเสริมทักษะต่าง ๆ รวมถึงการร้องเพลงด้วย การเรียนการสอน โดยใช้เสียงเพลง เสียงดนตรี การเคลื่อนไหวร่างกาย เป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ของ การเล่นของเด็ก ซึ่งมีประโยชน์มาก เนื่องจาก เป็นการเปิดสมอง หรือ สร้างสรรค์สมอง ให้มีโอกาสได้เรียนรู้มากขึ้น
การเล่น การร้องรำทำเพลง ที่แทรกเป็นส่วนหนึ่งใน ชีวิตประจำวัน จะทำให้เด็กมี จินตนาการอย่างอิสระ มีการใช้ และเกิด เครือข่ายเส้นใยประสาท ใหม่ ๆ ทำให้การเรียนรู้เป็นไปโดยสมบูรณ์
เช่นเดียวกัน มาร์กาเร็ต มี้ด (Margaret Mead) บอกว่า การเรียนรู้จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลยถ้าไม่มีเรื่องของศิลปะมาช่วย ศิลปะไม่ใช่สิ่งที่ต้องสอนแต่นำมาใช้เป็นวิธีการสอนเรื่องต่าง ๆ

ทฤษฎีการเรียนรู้Leaning Theory(1)

ทฤษฎีการเรียนรู้ Leaning Theory
1 ทฤษฎีการเรียนรู้จาก การเก็บข้อมูล (Retention Theory) ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ความสามารถในการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับ ความสามารถที่จะ เก็บข้อมูล และเรียกข้อมูลที่เก็บเอาไว้กลับคืนมา ทั้งนี้รวมถึง รูปแบบของข้อมูล ความมากน้อยของข้อมูล จากการเรียนรู้ขั้นต้น แล้วนำไปปฏิบัติ
2 ทฤษฎีการเรียนรู้โดยใช้การโยกย้ายปรับเปลี่ยนข้อมูล (Transfer Theory) ทฤษฎีนี้กล่าวว่า การเรียนรู้มาจาก การใช้ความเชื่อมโยง ระหว่าง ความเหมือน หรือความเกี่ยวข้องระหว่างข้อมูลใหม่กับข้อมูลเก่า ทฤษฎีนี้ขึ้นอยู่กับ ข้อมูลขั้นต้นที่เก็บเอาไว้ด้วยเช่นกัน
3 ทฤษฎีของความกระตือรือร้น (Motivation Theory) ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ความสามารถในการเรียนรู้ขึ้นอยู่กับความตั้งใจที่จะเรียนรู้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสนใจ ความกังวล การประสบความสำเร็จและผลที่จะได้รับด้วย เช่น ถ้าทำอะไรแล้วได้ผลดี เด็กจะรู้สึกว่า ตนเองประสบความสำเร็จ ก็จะมีความกระตือรือร้น
4 ทฤษฎีการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง (Active Participation Theory) ทฤษฎีนี้กล่าวว่า ความสามารถ ในการเรียนรู้ ขึ้นอยู่กับ ความอยากจะเรียนรู้ และมีส่วนร่วม ถ้ามีความอยากเรียนรู้ และอยากมีส่วนร่วมมาก ความสามารถในการเรียนรู้ก็จะมีมากขึ้น
5 ทฤษฎีการเรียนรู้จากการเก็บรวบรวมและการดำเนินการจัดการกับข้อมูล (Information Processing Theory) ทฤษฎีนี้ ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
ส่วนแรกพูดถึง ความสามารถในการจำระยะสั้นของสมอง ซึ่งมีขีดจำกัด สามารถเก็บข้อมูลเป็นกลุ่มก้อน (Chunking) ได้ประมาณ 7 ข้อมูล หรือ 5-9 คือ 7 บวกลบ 2 ข้อมูลก้อนนี้เป็นข้อมูลที่มีความหมาย ซึ่งอาจเป็นตัวเลข หรือคำพูด หรือตำแหน่งของตัวหมากรุก หรือใบหน้าคน เป็นต้น
ส่วนที่ 2 พูดถึง TOTE มาจาก Test-Operate-Test-Exit ทฤษฎีนี้นำเสนอโดย มิลเลอร์ (Miller) และคณะ กล่าวว่า ต้องมีการประเมินว่า ได้มีการกระทำที่บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ ถ้าหาก บอกว่าไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ก็จะต้องมีการกระทำ หรือปฏิบัติการใหม่เพื่อ ให้บรรลุวัตถุประสงค์ ทฤษฎีนี้เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหา
6 ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง หรือ ทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม (Constructionism) เป็นทฤษฎีการเรียนรู้ อีกทฤษฎีหนึ่ง ตามความเห็นของ อลัน ชอว์ (Alan Shaw) กล่าวว่า เคยคิดว่า ทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับ การศึกษาเรียนรู้ แต่ความจริง มีมากกว่า การเรียนรู้ เพราะสามารถนำไปใช้ใน สภาวะการเรียนรู้ ในสังคม ได้ด้วย ชอว์ ทำการศึกษา เรื่องรูปแบบ และ ทฤษฎีการเรียนรู้ และพัฒนา เขาเชื่อว่า ในระบบการศึกษา มีความสำคัญต่อเนื่องไป ถึง ระบบโครงสร้างของสังคม เด็กที่ได้รับ การสอนด้วย วิธีให้อย่างเดียว หรือ แบบเดียว จะเสียโอกาส ในการพัฒนาด้านอื่น เช่นเดียวกับสังคม ถ้าหากมีรูปแบบ แบบเดียว ก็จะเสียโอกาส ที่จะมีโครงสร้าง หรือพัฒนา ไปในด้านอื่น ๆ เช่นกัน
ชอว์ ได้ให้ความหมาย ของคำว่า คอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม ในรูปแบบของพัฒนาการ ของ สังคมและจิตวิทยา ว่าเป็นแนวคิด หรือ ความเข้าใจ ที่เป็น คอนสตรัคทิวิซึ่ม (Constructivism) คือ รูปแบบที่ผู้เรียนเป็น ผู้สร้างความรู้ ไม่ใช่เป็น ผู้รับอย่างเดียว ดังนั้นผู้เรียน ก็คือ ผู้สอนนั่นเอง แต่ใน ระบบการศึกษาทุกวันนี้ รูปแบบโครงสร้าง จะตรงกันข้ามกับ ความคิดดังกล่าว โดยครูเป็น ผู้หยิบยื่นความรู้ให้ แล้วกำหนดให้ นักเรียนเป็นผู้รับความรู้นั้น
อย่างไรก็ตาม คอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม มีแตกต่างจาก คอน-สตรัคทิวิซึ่ม ตรงที่ ทฤษฎีคอนสตรัคทิวิซึ่ม คือ ทฤษฎีที่กล่าวว่า ความรู้เกิดขึ้น สร้างขึ้นโดยผู้เรียน ไม่ใช่เป็นการให้จากผู้สอนหรือครู ในขณะที่ คอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม มีความหมาย กว้างกว่านี้ คือ พัฒนาการของเด็ก ในการเรียนรู้ มีมากกว่า การกระทำ หรือ กิจกรรม เท่านั้น แต่รวมถึง ปฏิกิริยาระหว่างความรู้ ในตัวเด็กเอง ประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อม ภายนอก หมายความว่า เด็กสามารถเก็บข้อมูล จากสิ่งแวดล้อมภายนอก และเก็บเข้าไป สร้าง เป็นโครงสร้าง ของความรู้ภายใน สมองของตัวเอง ขณะเดียวกัน ก็สามารถเอา ความรู้ภายใน ที่เด็กมีอยู่แล้ว แสดงออกมา ให้เข้ากับ สิ่งแวดล้อม ภายนอกได้ ซึ่งจะเกิดเป็น วงจรต่อไป เรื่อย ๆ คือ เด็กจะเรียนรู้เองจาก ประสบการณ์ สิ่งแวดล้อมภายนอก แล้วนำข้อมูลเหล่านี้ กลับเข้าไปในสมอง ผสมผสานกับความรู้ภายในที่มีอยู่ แล้วแสดงความรู้ออกมาสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก
ดังนั้น ทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม จึงให้ความสำคัญ กับโอกาสและ วัสดุที่จะใช้ใน การเรียนการสอน ที่เด็กสามารถนำไป
สร้างความรู้ ให้เกิดขึ้นภายใน ตัวเด็ก เองได้ ไม่ใช่ซึ่งไม่ใช่วิธีที่เกิดประโยชน์กับเด็ก ครูต้องเข้าใจธรรมชาติ ของกระบวนการเรียนรู้ ที่เด็กกำลัง เรียนรู้อยู่ และช่วยเสริมสร้าง กระบวนการ เรียนรู้ นั้นให้เป็นไปได้ดีขึ้น ตามธรรมชาติของเด็ก แต่ละคน ครูควรคิดค้น พัฒนาสิ่งอื่น ๆ ด้วย เช่น คิดค้นว่าจะให้โอกาสแก่ผู้เรียน อย่างไรจึงจะให้ ผู้เรียนสามารถ สร้างความรู้ขึ้นเองได้ ถ้าเราให้ความสนใจเช่นนี้ เราก็จะหาทางพัฒนา และสร้าง วัสดุอุปกรณ์ ประกอบการเรียน การสอนใหม่ ๆ หรือหาวิธีที่ จะใช้อุปกรณ์การเรียน การสอน ที่มีอยู่ให้เป็น ประโยชน์ด้วย วิธีการเรียนแบบใหม่ คือ การสร้างให้ผู้เรียน สร้างโครงสร้างของ ความรู้ขึ้นเอง
ซีมัวร์ พาร์เพิร์ท (Seymour Papert) และ ศาสตราจารย์ มิทเชล เรสนิก (Mitchel Resnick) มีความเห็นว่า ทฤษฎี คอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม คือ ทฤษฎีการศึกษาการเรียนรู้ ที่มีพื้นฐานอยู่บนกระบวนการการสร้าง 2 กระบวนการด้วยกัน
สิ่งแรก คือ ผู้เรียนเรียนรู้ด้วย การสร้างความรู้ใหม่ ขึ้นด้วยตัวเอง ไม่ใช่รับแต่ข้อมูล ที่หลั่งไหลเข้ามา ในสมองของผู้เรียน เท่านั้น โดยความรู้ จะเกิดขึ้นจาก การแปลความหมาย ของประสบการณ์ที่ได้รับ
สิ่งที่สอง คือ กระบวนการการเรียนรู้จะมีประสิทธิภาพมากที่สุด หากกระบวนการนั้น มีความหมายกับ ผู้เรียนคนนั้นมุ่งการสอน การป้อนความรู้ให้ คิดค้นแต่วิธีที่จะสอนอย่างไรจึงจะได้ผล ซึ่งไม่ใช่ วิธีที่เกิดประโยชน์กับเด็ก ครูต้องเข้าใจ ธรรมชาติ ของ กระบวนการเรียนรู้ ที่เด็กกำลัง เรียนรู้อยู่ และช่วยเสริมสร้างกระบวนการ เรียนรู้นั้นให้เป็นไปได้ดีขึ้นตามธรรมชาติของเด็กแต่ละคน
ครูควรคิดค้นพัฒนาสิ่งอื่น ๆ ด้วย เช่น คิดค้นว่า จะให้โอกาสแก่ผู้เรียนอย่างไรจึงจะให้ผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ขึ้นเองได้
ถ้าเราให้ความสนใจเช่นนี้ เราก็จะหาทางพัฒนาและสร้างวัสดุอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนใหม่ ๆ หรือหาวิธีที่จะใช้อุปกรณ์ การเรียนการสอน ที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ด้วยวิธีการเรียนแบบใหม่ คือการสร้างให้ผู้เรียนสร้างโครงสร้าง ของความรู้ขึ้นเอง
มีความหมายกับผู้เรียนคนนั้นทฤษฎีคอนสตรัคชั่นนิสซึ่ม บอกว่า การจะให้การศึกษากับเด็กขึ้นอยู่กับว่า เรามีความเชื่อว่า ความรู้เกิดขึ้น ได้อย่างไร ถ้าหากเราเชื่อว่าความรู้เกิดจากการที่เด็กพยายามจะสร้างความรู้ขึ้นเอง การให้การศึกษาก็จะต้อง ประกอบด้วย การดึงเอา ความรู้นี้ ออกมาจากเด็ก ด้วยการขอให้เด็กทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือตอบคำถาม ที่จะใช้ความรู้นั้น และให้โอกาสเด็กมีส่วนร่วม ในกิจกรรม ที่จะทำให้ เกิดกระบวนการสร้างความรู้ ในทางตรงข้ามถ้าเราเชื่อว่าความรู้เกิดขึ้นจากประสบการณ์ภายนอก การให้การศึกษา ก็จะต้อง ประกอบด้วย การให้ประสบการณ์ที่ถูกต้องกับเด็ก แสดงให้เด็กเห็นถึงวิธีที่ถูกต้องที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือบอกคำตอบที่ถูกต้อง ให้กับเด็ก วิธีนี้คือ การศึกษาในสมัยก่อนนั่นเอง

เตรียมสอบบรรจุ

สรุปเนื้อหาที่น่าสนใจ
เตรียมสอบ..ครูผู้ช่วย..ผู้บริหารและรองผู้บริหารสถานศึกษา ภาค ขและภาค ค
1.การย้ายผู้บริหารมี 3 กรณี คือ ....
1. การย้ายกรณีปกติ (ย้ายเพื่ออยู่ร่วมกับคู่สมรส, ย้ายเพื่อดูแลบิดามารดา, ย้ายกลับภูมิลำเนา)
2. การย้ายกรณีพิเศษ (ย้ายเนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง, ย้ายเนื่องจากถูกคุกคามทางชีวิต, ย้ายเพื่อ
ดูแลบิดา มารดา คู่สมรสเนื่องจากเจ็บป่วยร้ายแรง)
3. การย้ายเพื่อประโยชน์ของทางราชการ ย้ายเพื่อแก้ปัญหาการบริหารจัดการในหน่วยงาน
การศึกษา, ย้ายเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา
2. การย้ายไปดำรงตำแหน่งว่างหมายถึง การแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งว่างซึ่งมีอัตราเงินเดือน
3. การย้ายสับเปลี่ยนหมายถึงการย้ายสับเปลี่ยนระหว่างบุคคลกับบุคคล
4. การย้ายโดยตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนหมายถึงการตัดโอนตำแหน่งและอัตราเงินเดือนตามตัวบุคคล
จากหน่วยงานการศึกษาเดิมไปกำหนดในหน่วยงานการศึกษาอื่น
5. การย้ายกรณีปกติ ผอ. และ รอง ผอ. จะต้องดำรงตำแหน่งไม่น้อยกว่า12 เดือน
6. ผอ. และ รอง ผอ.อยู่ระหว่างการลาศึกษาต่อเต็มเวลาไม่สามารถย้ายกรณีปกติได้
7. กรณีย้ายปกติ ผู้ขอย้ายจะต้องมีอายุราชการเหลือไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน นับถึง 30 กันยายนของปีที่ครบเกษียณ
อายุราชการ
8. หากหน่วยงานที่จะรับย้ายมีกรอบอัตรากำลังเกินย้าย ไปไม่ได้
9. การย้ายกรณีปกติ ยื่นได้ปีละ 2 ครั้ง
10. ช่วงย้ายครั้งที่ 1 ช่วงวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ และครั้งที่ 2 ช่วงวันที่ 1-15 สิงหาคม
11. คำร้องขอย้ายที่ยื่นในครั้งที่ 1 ให้พิจารณาย้ายได้ถึง 31 กรกฎาคม ของปีเดียวกัน
12. คำร้องขอย้ายที่ยื่นในครั้งที่ 2 ให้พิจารณาย้ายได้ถึง 31 มกราคม ของปีถัดไป
13. กรณีย้ายไปอยู่หน่วยงานการศึกษาต่างเขตพื้นที่ หาก อ.ก.ค.ศ. อนุมัติ สำนักงานเขตพื้นที่จะต้องนำคำร้อง
เสนอเขตพื้นที่ ที่ขอย้ายไป ภายในช่วงที่ 1 คือ 1-15 ก.พ. ให้เสนอภายใน15 มี.ค. ของปีเดียวกัน
หากเป็นช่วงที่ 2 คือ 1-15 สิงหา ให้เสนอคำร้องภายใน 15 ก.ย. สรุปคือ หาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่อนุมัติ
เขตที่ยื่นขอย้ายต้องส่งคำขอไปยังเขตที่จะขอย้ายไปภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปนั่นเอง
14. คณะกรรมการกลั่นกรองการย้าย เพื่อพิจารณาคำร้องขอย้ายผู้บริหารสถานศึกษากำหนด อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่
การศึกษา
15. คณะกรรมการกลั่นกรองการย้าย เพื่อพิจารณาคำร้องขอย้ายผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย
1. ผอ. เขต เป็นประธาน
2. รอง ผอ. เขต ผู้รับผิดชอบงานบริหารบุคคล เป็นรองประธาน
3. ตัวแทน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ จำนวน 3 คน (ที่คิดว่าไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการย้าย)
4. ผู้แทนผู้บิหาร 2 คน จากประถม หรือขยายโอกาส 1 คน จากมัธยมใหญ่อีก 1 คน
5. ผู้แทนการมการสถานศึกษา 2 คน จากประถม หรือขยายโอกาส 1คน จากมัธยมใหญ่อีก 1คน
6. หัวหน้ากลุ่มบริหารงานบุคคลในเขต 1 คน เป็นเลขานุการ
16. คณะกรรมการกลั่นกรองการย้าย เพื่อพิจารณาคำร้องขอย้ายผู้บริหารสถานศึกษามี 9 คน
17. เลขานุการคณะกรรมการกลั่นกรองการย้าย เพื่อพิจารณาคำร้องขอย้ายผู้บริหารสถานศึกษาในเขต
พื้นที่การศึกษาคือ หัวหน้ากลุ่มบริหารงานบุคคลในเขตนั้น
18. ตัวแทนผู้บริหารและตัวแทนกรรมการสถานศึกษา ในคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อพิจารณาการย้ายผู้บริหาร
เป็นตัวแทนใน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา ไม่ได้
19. ขนาดโรงเรียนตามหลักเกณฑ์การย้ายข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา แบ่งขนาดสถานศึกษา
เป็น 4 ขนาด จำแนกตามจำนวนนักเรียน ได้แก่
- ขนาดเล็ก จำนวนนักเรียน ตั้งแต่ 499 คน ลงมา
- ขนาดกลาง จำนวนนักเรียนตั้งแต่ 500-1499 คน
- ขนาดใหญ่ จำนวนนักเรียนตั้งแต่ 1500-2499 คน
- ขนาดใหญ่พิเศษ จำนวนนักเรียน 2500 คนขึ้นไป
20. ผู้บริหารโรงเรียนที่สอนช่วงชั้นที่ 1-2 หรือ 1-3 ไม่สามารถย้ายไปโรงเรียนที่สอนช่วงชั้น 3-4 ได้
21. หากมีผู้ขอย้ายหลายคนให้พิจารณาองค์ประกอบดังนี้ ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ คุณวุฒิ หรือวิชาเอก
ผลการปฏิบัติงาน การรักษาวินัย หรือจรรยาบรรณ และความอาวุโสตามหลักราชการ
22. ผอ. ร.ร. ขนาดเล็ก สามารถย้ายเข้าโรงเรียนขนาดกลางได้ และต้องเป็นช่วงชั้นเดียวกัน และเป็นขนาด
ใกล้เคียงกันไม่เกิน 1 ขนาด
23. สถานศึกษาที่มีลักษณะเฉพาะ หรือมีวัตถุประสงค์พิเศษ คือ โรงเรียนในโครงการพระราชดำริ โรงเรียนที่จัด
การศึกษาเน้นด้านวิทยาศาสตร์ โรงเรียนที่จัดการศึกษาสำหรับนักเรียนด้อยโอกาส หรือโรงเรียนที่
จัดการศึกษาสงเคราะห์
24. การย้ายผู้บริหารโรงเรียนลักษณะพิเศษ หรือมีวัตถุประสงค์พิเศษ ไม่สามารถย้ายข้ามประเภทได้
25. กรณีแต่งตั้งผู้บริหารวิทยฐานะเชี่ยวชาญพิเศษ ดำเนินการดังนี้ ให้ สพฐ เสนอ กคศ. พิจารณา
26. การย้ายเพื่อดูแลบิดา มารดา หรือคู่สมรสที่เจ็บป่วยร้ายแรงจะต้องมีคุณสมบัติ ต้องเป็นบุตรคนเดียวหรือบุตรซึ่งเหลืออยู่คนเดียว หรือเป็นคู่สมรสตามกฎหมาย
27. ผู้ประสงค์ขอย้ายกรณีพิเศษข้อ 1 เจ็บป่วยร้ายแรง สามารถยื่นคำร้องได้ตลอดปี
28. เลขาธิการ ก.ค.ศ. ปัจจุบันคื่อ นายประเสริฐ งามพันธ์
29. ลาป่วยต้องมีใบรับรองแพทย์คือ 30 วันทำการขึ้นไป (ลาไม่ถึง 30 วันทำการ ผู้อนุญาตเห็นสมควรจะสั่งให้มี
ใบรับรองแพทย์ประกอบใบลาก็ได้)
30. ลาคลอดบุตร สามารถลาได้ครั้งหนึ่ง 90 วัน โดยไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์
31. ข้าราชการที่ยังไม่สมรส สามารถลาคลอดได้
32. การลาต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตรถือเป็นการลาประเภท เป็นการลากิจ(ซึ่งลาได้ไม่เกิน 150 วันทำการและ
ไม่ได้รับเงินเดือน)
33. ลากิจส่วนตัวลาได้ไม่เกิน 45 วันทำการ
34. ในระหว่างลากิจส่วนตัวหากมีราชการจำเป็นเกิดขึ้น ผู้บังคับบัญชาจะเรียกตัวมาปฏิบัติราชการ ก็ได้ (ยกเว้น
กรณีลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร)
35. การลานับวันลา นับเฉพาะวันทำการ
36. กรณีลากิจส่วนตัว หากมีเหตุจำเป็นไม่สามารถยื่นใบลาล่วงหน้า จะสามารถลาได้ (หากได้รับอนุญาต โดย
สามารถยื่นใบลาได้ในวันแรกที่มาทำการ)
37. ข้าราชการครู ไม่มีสิทธิลาพักผ่อน(เพราะข้าราชการครูมีปิดเทอมอยู่แล้ว)
38. ลาพักผ่อน ผู้บังคับบัญชาสามารถเรียกตัวมาปฏิบัติราชการได้
39. การนับวันลานับตามปีงบประมาณ
40. ผู้ที่ลาอุปสมบทหรือไปประกอบพิธีฮัจจ์ ต้องไม่เคยอุปสมบท หรือไปประกอบพิธีฮัจจ์มาก่อน และต้องมี
อายุราชการไม่น้อยกว่า 1 ปี
41. ผู้ที่ลาอุปสมบทหรือไปประกอบพิธีฮัจจ์สามารถลาได้ 120 วัน
42. หลักเกณฑ์การลาอุปสมบทหรือไปประกอบพิธีฮัจจ์ คือ
1. ให้เสนอใบลาต่อผู้บังคับบัญชา ยื่นใบลาเสนอก่อนอนุญาต 60 วัน หากกรณีมีเหตุพิเศษ ไม่
อาจเสนอใบลาก่อน 60 วัน ให้ชี้แจงเหตุผลประกอบการลา
2. หากได้รับอนุญาตให้ลาได้ จะต้องอุปสมบทภายใน 10 วัน นับแต่วันลา หรือเดินทางไป
ประกอบพิธีฮัจจ์
3. จะต้องกลับมารายงานตัวภายใน 5 วัน นับแต่ลาสิกขาบทหรือวันเดินทางกลับถึงประเทศไทย
43. ผู้ลาอุปสมบทจะต้องกลับมารายงานตัวหลังลาสิกขาบทแล้วภายใน 5 วัน
44. หากได้รับอนุญาตให้ลาอุปสมบท จะต้องอุปสมบทภายใน 10 วัน
45. การเข้ารับการตรวจเลือกหมายถึง การเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อรับราชการเป็นทหารประจำการ
46. เข้ารับการเตรียมพลหมายถึง เข้ารับการระดมพล เข้ารับการตรวจสอบพล เข้ารับการฝึกวิชาทหาร หรือเข้ารับการ
ตรวจความพรั่งพร้อม ตามกฎหมายว่าด้วยการรับราชการทหาร
47. การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล ลาได้ตามเวลาของภารกิจที่กำหนดไว้ในหมายเรียก
48. เมื่อพ้นจากการตรวจเลือก/เตรียมพล ต้องมารายงานตัวภายใน 7 วัน ขยายได้อีก แต่รวมแล้วไม่เกิน 15 วัน
49. ผู้ได้รับหมายเรียกจะต้องรายงานผู้บังคับบัญชาก่อนเข้ารับการตรวจเลือกภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่วันได้รับ
หมายเรียก สำหรับเข้ารับการเตรียมพล ให้รายงานผู้บังคับบัญชาภายใน 48 ชั่วโมง นับแต่วันรับ
หมายเรียก
50. ผู้ที่จะลาไปทำงานในองค์การระหว่างประเทศ ต้องรับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
51. ลาติดตามคู่สมรส หมายความว่าลาติดตามสามีหรือภรรยา ซึ่งไปปฏิบัติงานในต่างประเทศ ตั้งแต่ 1ปีขึ้นไป
ไม่รวมไปศึกษาต่อ อบรม ดูงาน
52. ลาติดตามคู่สมรสลาได้ไม่เกิน 2 ปี ลาต่อได้อีกไม่เกิน 2 ปี รวมแล้วไม่เกิน 4 ปี หากเกิน 4 ปี ให้ลาออก
53. ลาบ่อย คือผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาลาเกิน 6 ครั้ง สำนักงาน ลาเกิน 8 ครั้ง
54. มาทำงานสายเนืองๆ คือผู้ปฏิบัติงานสถานศึกษาต้องสาย เกิน 8 ครั้ง สำนักงาน เกิน 9 ครั้ง
55. หนังสือราชการมี 6 ชนิด คือ
1. หนังสือภายนอก
2. หนังสือภายใน
3. หนังสือประทับตรา
4. หนังสือสั่งการ ได้แก่คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ
5. หนังสือประชาสัมพันธ์ประกาศ แถลงการณ์ ข่าว
6. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้เป็นหลักฐานในราชการ
56. หนังสือภายนอก คือหนังสือติดต่อราชการที่เป็นแบบพิธีการ ใช้กระดาษตราครุฑ เป็นหนังสือติดต่อระหว่าง
ส่วนราชการ หรือส่วนราชการมีถึงหน่วยงานอื่นซึ่งมิใช่ส่วนราชการ หรือมีถึงบุคคลภายนอก
57. หนังสือภายใน คือหนังสือที่ใช้ประทับตราแทนการลงชื่อของหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมขึ้นไป โดยให้
หัวหน้าส่วนราชการ ระดับกองหรือผู้ได้รับมอบหมาย เป็นผู้รับผิดชอบลงชื่อย่อกำกับใช้ในกรณีที่ไม่ใช่
เรื่องสำคัญ ได้แก่ การขอรายละเอียดเพิ่มเติม การสำเนาหนังสือ สิ่งของ เอกสาร การตอบรับทราบที่ไม่
เกี่ยวกับราชการสำคัญ หรือการเงิน การแจ้งผลงานที่ดำเนินการไปแล้ว การเตือนเรื่องที่ค้าง เรื่องหัวหน้า
ส่วนราชการระดับกรมขึ้นไปกำหนดโดยทำเป็นคำสั่ง
58. หนังสือสั่งการ ได้แก่อะไรบ้าง คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับ
คำสั่ง
คือ…บรรดาข้อความที่ผู้บังคับบัญชาสั่งการให้ปฏิบัติโดยชอบด้วยกฎหมาย
ระเบียบ คือ…บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ได้วางไว้เพื่อถือเป็นหลักปฏิบัติงานเป็นการประจำ ข้อบังคับ
คือ…บรรดาข้อความที่ผู้มีอำนาจหน้าที่กำหนดให้ใช้
59. หนังสือประชาสัมพันธ์มีกี่ชนิด 3 ชนิด
1. ประกาศ – เพื่อประกาศหรือชี้แจงให้ทราบ
2. แถลงการณ์ - เพื่อทำความเข้าใจ
3. ข่าว - เผยแพร่ให้ทราบ
60. หนังสือที่เจ้าหน้าที่ทำขึ้นหรือรับไว้ในราชการ มี 4 ชนิด ได้แก่
1.หนังสือรับรอง
2. รายงานการประชุม
3. บันทึก
4. หนังสืออื่น
61. ชั้นความเร็วของหนังสือ มี 3 ชั้น ได้แก่
1. ด่วนที่สุด…… (ปฏิบัติในทันที)
2. ด่วนมาก……. (ปฏิบัติโดยเร็ว)
3. ด่วน….. (ปฏิบัติเร็วกว่าปกติ)
62. อายุการเก็บหนังสือ ปกติให้เก็บไม่น้อยกว่า 10 ปี เว้นแต่หนังสือที่ปฏิบัติงานเสร็จสิ้น แล้ว และเป็นคู่สำเนา
ที่มีต้นเรื่องจะค้นได้จากที่อื่น ให้เก็บไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี
63. หนังสือที่เป็นเรื่องธรรมดา ปกติให้เก็บไว้ 1 ปี
64. การสำรวจหนังสือที่ครบกำหนดอายุการเก็บ เพื่อจัดทำบัญชีขอทำลาย ดำเนินการภายใน 60 วัน หลังจาก
วันสิ้นปีปฏิทิน
65. หนังสือเวียนหมายถึง หนังสือที่มีถึงผู้รับเป็นจำนวนมากมีใจความอย่างเดียวกันให้เพิ่มตัวพยัญชนะ ว
66. ผู้ทำรายละเอียดการขอทำลายหนังสือราชการคือ เจ้าหน้าที่ธุรการ
67. กรมประมวลข่าวกลาง สังกัดกระทรวง สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี
68. ศูนย์รักษาความปลอดภัย สังกัดกระทรวงกลาโหม
69. ชั้นความลับของทางราชการมี 3 ชั้น ได้แก่ ลับที่สุด ลับมาก ลับ
70. เครื่องแบบข้าราชการโดยทั่วไปมี 2 ชนิด คือ เครื่องแบบปฏิบัติราชการ และเครื่องแบบพิธีการ
71. ป้ายชื่อข้าราชการมีขนาดเท่ากับ 2.5 คูณ 7.5 เซนติเมตร แสดงชื่อ สกุล และชื่อตำแหน่ง ติดที่อกเสื้อเหนือ
กระเป๋า ด้านขวา ไม่ต้องมีตรากระทรวง เช่น ตราเสมา
72. หลักเกณฑ์ในการเลื่อนวิทยฐานะที่ กคศ. กำหนด มี 5 หลัก ได้แก่
1. หลักความรู้ความสามารถ และสมรรถนะในการปฏิบัติงาน
2. หลักคุณธรรม
3. หลักผลการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อผู้เรียน ต่อคุณภาพการศึกษา ต่อวงวิชาการ วิชาชีพ ต่อชุมชน
และสังคม
4. หลักการทำงานแบบมืออาชีพ : การบริหารโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ การจัดการเรียนรู้และการสร้าง
องค์กรแห่งการเรียนรู้
5. หลักการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ไปพร้อมกับคุณภาพชีวิตการทำงาน
73. หลักเกณฑ์และวิธีการให้ครูดำรงตำแหน่งครูมีวิทยฐานะชำนาญการต้องดำรงตำแหน่งครูไม่น้อยกว่า 6 ปี
สำหรับผู้มีวุฒิปริญญาตรี 4 ปีสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาโท และ 2 ปีสำหรับผู้มีวุฒิปริญญาเอก
74. ผู้ที่ยื่นขอประเมินวิทยฐานะชำนาญการพิเศษจะต้องมีชั่วโมงสอนไม่น้อยกว่า 18 คาบต่อสัปดาห์
75. ผู้ขอรับการประเมินวิทยฐานะชำนาญการสามารถยื่นขอรับการประเมินปีละ 1 ครั้ง
76. เมื่อมีผู้ขอประเมินวิทยฐานะชำนาญการ จะต้องดำเนินการประเมินให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน แต่ไม่เกิน 1ปี
77. ผู้ที่จะเกษียณอายุราชการถ้าประสงค์จะรับการประเมินวิทยฐานะชำนาญการต้องเหลือเวลาราชการไม่น้อย
กว่ากี่ 6 เดือน
78. การประเมินวิทยฐานะชำนาญการประเมิน ประเมิน 3 ด้าน
1. ด้านความประพฤติ วินัย คุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวิชาชีพ
2. ด้านคุณภาพการสอนและการพัฒนาผู้เรียน ประจักษ์พยาน และรายงานการประเมินตนเอง
ด้านการพัฒนาการสอนและพัฒนาผู้เรียน
3. ด้านผลการสอนและการพัฒนาผู้เรียน พิจารณา O-Net A-Net NT ผลสัมฤทธิ์
79. การประเมินวิทยฐานะชำนาญการด้านความประพฤติ วินัย คุณธรรม จริยธรรม ใช้เกณฑ์ ผ่าน และ ไม่ผ่าน 80. การประเมินวิทยฐานะชำนาญการด้านคุณภาพการสอนและการพัฒนาผู้เรียนใช้เกณฑ์คะแนนไม่ต่ำกว่า
ร้อยละ 65
81. การประเมินวิทยฐานะชำนาญการด้านผลการสอนและการพัฒนาผู้เรียนใช้เกณฑ์คะแนนไม่ต่ำกว่า
ร้อยละ 65
82. ผู้ยื่นขอประเมินชำนาญการในช่วง 1-30 เมษายน หากอนุมัติให้ผ่าน ให้มีผลในวัน ไม่ก่อนวันที่ 1 พฤษภาคม
ของปีที่ขอ
83. ผู้ยื่นขอประเมินชำนาญการในช่วง 1-31 ตุลาคม หากอนุมัติให้ผ่าน ให้มีผลในวัน ไม่ก่อนวันที่ 1 พฤศจิกายน
ของปีที่ขอ
84. การยื่นขอประเมินชำนาญการใช้เอกสาร ประจักษ์พยานการสอนอย่างน้อย 1 กลุ่มสาระการเรียนรู้
1. รายงานการประเมินตนเองด้านการสอนและการพัฒนาผู้เรียน (Self assessment report)
อย่างน้อย 1 ปีการศึกษา
2. ผลงานอื่นๆ ถ้ามี
3. กพ 7 รับรองโดยผู้บังคับบัญชา
85. อ.ก.ค.ศ เขตพื้นที่ฯ มีอำนาจตั้งกรรมการ 3 คน เพื่อประเมินเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการ ประกอบด้วย
1. ผู้บริหารในโรงเรียนผู้ขอประเมิน มีวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาโท และมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่า
ชำนาญการ
2. บุคคลภายนอกสถานศึกษาในบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ กคศ. กำหนด จำนวน 2 คน
86. ประธานกรรมการประเมินวิทยฐานะชำนาญการคือ ผู้ทรงคุณวุฒิ
87. ผอ. โรงเรียนของผู้ขอประเมินเป็นประธานคณะกรรมการประเมิน ไม่ได้
88. หากโรงเรียนนั้นไม่มีผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวุฒิปริญญาโท หรือมีวิทยฐานะไม่สูงกว่าชำนาญการทำอย่างไร
ให้ได้คณะกรรมการประเมินชำนาญการครบ ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิจากบัญชีรายชื่อที่ กคศ กำหนด
89. ผู้ที่จะขอรับการประเมินวิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการจะต้องดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการมาแล้ว
ไม่น้อยกว่า 2 ปี
90. ผู้ที่ได้รับโทษภาคทัณฑ์สามารถขอรับการประเมินวิทยฐานะชำนาญการ ได้ แต่โทษสูงกว่าภาคทัณฑ์
ไม่สามารถประเมินได้ เว้นแต่ครบกำหนดโทษแล้ว
91. ประเมินวิทยฐานะรองผู้อำนวยการชำนาญการประเมิน 3 ด้าน
1. ด้านความประพฤติ วินัย คุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ
2. ด้านคุณภาพการบริหารและพัฒนาสถานศึกษา ประจักษ์พยานบริหารสถานศึกษาและ
รายงานการประเมินตนเองด้านการบริหารและพัฒนาสถานศึกษา Self Assessment Report
อย่างน้อย 1 ปีการศึกษา
3. ด้านผลการบริหารและพัฒนาสถานศึกษา O-Net A-Net NT ผลสัมฤทธิ์อย่างน้อย 2 ปี
การศึกษา รวมทั้งความร่วมมือ และการยอมรับของผู้ปกครอง ชุมชน ความสำเร็จในการ
พัฒนาครู ชุมชน สถานศึกษา
92. รองผอ. ชำนาญการ หากขอประเมินชำนาญการพิเศษต้องเสนอรายงานวิจัย เพื่อประกอบหลักฐานในข้อ 3
คือด้านผลการบริหารและพัฒนาสถานศึกษา วิจัยอย่างน้อย 1 ชิ้น
93. เกณฑ์การตัดสินรองผอ.วิทยฐานะชำนาญการพิเศษเป็นอย่างไร ด้านที่1ผ่าน/ไม่ผ่าน ด้านที่ 2 และ 3 ได้
คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ70
94. ผู้ขอประเมินรองชำนาญการพิเศษ เอกสารที่ยื่นขอรับการประเมินเหมือนรองชำนาญการ แต่ต้องเพิ่ม
เอกสารรายงานวิจัยสถาบัน
95. การประเมินวิทยฐานะวิธีพิเศษใช้ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คนเป็นกรรมการ
96. ยังไม่มีวิทยฐานะสามารถยื่นประเมินกรณีพิเศษได้หรือไม่ ไม่ได้
97. การประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญสำหรับผู้บริหารแตกต่างจากชำนาญการพิเศษอย่างไร
ตอบ เพิ่มรายงานการพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา
98. เกณฑ์ประเมินวิทยฐานะเชี่ยวชาญของผู้บริหารเป็นอย่างไร
ด้านที่ 1 เกณฑ์ผ่านและไม่ผ่าน ด้านที่2 และ3 ได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75
99. สถานศึกษามีสภาพเป็นอะไรในเขตพื้นที่การศึกษา
ตอบ สถานศึกษาเป็นส่วนราชการในเขตพื้นที่การศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และเลขาธิการ
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
100. ตามเอกสารแนวปฏิบัติงานสถานศึกษานิติบุคคล ทรัพย์สินที่สถานศึกษาสามารถบริหารจัดการได้โดยอิสระ
คือทรัพย์สินประเภทใด ...
ตอบ ทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้สถานศึกษาเท่านั้นส่วนทรัพย์สินประเภทอื่นต้องบริหาร ภายใต้ กฎหมาย
ระเบียบ ข้อบังคับที่กำหนด