วันอังคารที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552

เก็บมาฝาก

ROMANCEMATHEMATICS

Smart man + smart woman = romance
ผู้ชายเท่ห์ + ผู้หญิงเก่ง = ความ โรแมนติก

Smart man + dumb woman = affair
ผู้ชายเก่ง + ผู้หญิงโง่ = ความใคร่ *

Dumb man + smart woman = marriage
ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงเก่ง = การแต่งงาน

Dumb man + dumb woman = pregnancy
ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงโง่ = ตั้งท้อง **

* OFFICE ARITHMETIC *

Smart boss + smart employee = profit
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องเก่ง = กำไร **

Smart boss + dumb employee = production
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องโง่ = ผลผลิต **

Dum! b boss + smart employee = promotion
เจ้านายโง่ + ลูกน้องเก่ง = เลื่อนตำแหน่ง

Dumb boss + dumb employee = overtime
เจ้านายโง่ + ลูกน้อง โง่ = OT อย่างเดียว **

* SHOPPING MATH *

A man will pay $2 for a $1 item he needs.
ผู้ชายจ่าย 2 บาท ต่อ ของ 1 ชิ้นที่เขาต้องการ

A woman will pay $1 for items that she doesn't need.
แต่ ผู้หญิงจ่าย 1 บาท ต่อ ของหลายๆชิ้น ที่เธอไม่ต้องการ **

* GENERAL EQUATIONS & STATISTICS *

A woman worries about the future until she gets a husband.
ผู้หญิงจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะมีสามี **

A man never worries about the future until he gets a wife.
แต่ ผู้ชายไม่เคยกังวลเกี่ยวกับอนาคตเลยจนกระทั่งมีภรรยา **

A successful man is one who makes more money than his wife can spend.
ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาเงินได้มากกว่าที่ภรรยาใช้ **

A successful woman is one who can find such a man.
แต่ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาสามีได้อย่างคนข้างบน **

* HAPPINESS *

To be happy with a man, you must understand him a lot and love him a little.
การจะมีความสุขกับผู้ชายคนหนึ่ง คุณจะต้องเข้าใจเค้ามากๆ แต่รักเค้าน้อยๆ

To be happy with a woman, you must love her a lot and not try to understand her at all.
การจะมีความสุขกับผู้หญิงคนหนึ่ง คุณต้องรักเธอมากๆ และไม่ต้องพยายามเข้าใจอะไรในตัวเธอ ทั้งสิ้น **

* LONGEVITY *

Married men live longer than single men do, but married menare a lot more willing to die.
ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีอายุยืนกว่าชายโสด แต่ชายที่แต่งงานแล้วกลับเต็มใจเลือกที่จะตายมากกว่าอยู่ **

* PROPENSITY TO CHANGE *
A woman marries a man expecting he will change, but he doesn't. **
ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชาย และหวังว่าจะเปลี่ยนแปลงเค้าได้ แต่ผู้ชายไม่เปลี่ยน*

A man marries a woman expecting that she won't change, and she does. **
ส่วน ผู้ชายแต่งงานกับผู้หญิง และหวังว่าเธอคงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็เปลี่ยน **

* DISCUSSION TECHNIQUE *
A woman has the last word in any argument.
ผู้หญิงมักมีคำพูดสุดท้ายในการโต้เถียง

Anything a man says after that is the beginning of a new argument.
แต่อะไรก็ตามที่ผู้ชายพูดออกมาต่อจากนั้น จะเป็นการเริ่มการโต้เถียง ครั้งใหม่

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ครูและผู้บริหารไม่ชอบอ่าน=เด็กไม่ชอบไม่รักการอ่านด้วย

สวัสดีทศวรรษการอ่านแห่งชาติ

การอ่านโดยความหมายที่จะพัฒนาความรู้ ความคิด และจินตนาการของผู้เรียน มี ๒ ลักษณะ

๑) อ่านออกและเขียนได้
หมายถึงรู้จักหลักภาษาหรือหลักไวยากรณ์ภาษา
คือ รู้อักษรทั้ง ๓ แบบ คือ รู้พยัญชนะ รู้สระ และรู้วรรณยกต์
รู้การประสมอักษร

จากนั้นคือรู้ออกเสียงถูกต้อง และรู้ความหมายของคำ
อันว่าความหมายของคำนั้น มี ๒ ระดับเป็นอย่างน้อย คือ
(๑) ความหมายโดยตรง เช่น กิน คือ การรับอาหารเข้าไปในปาก เคี้ยวแล้วกลืน แต่บางคนก็ไม่เคี้ยว หลึดเลย พะนะ! หลึดเลย
(๒) ความหมายแฝง/ความหมายโดยนัย เช่น กิน หมายถึง การ
ทุจริตฉ้อฉลเงินหลวง ซึ่งการวิเคราะห์ความหมายแฝงนี้ ต้องดูบริบทของคำประกอบด้วย

การอ่านออกและเขียนได้นี้ เป็นพื้นฐานที่จะนำไปสู่การอ่านเพื่อการเรียนรู้และรับรู้สหวิทยาการอื่น ๆ ตามความเหมาะสม

๒) อ่านเพื่อพัฒนาความคิด
การอ่านในลักษณะนี้ เป็นการอ่านเพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์ ให้เห็นและเข้าใจสารัตถะของภาษาและถ้อยคำในรูปแบบการเขียนชนิดต่าง ๆ เช่นนิทาน สารคดี เรื่องสั้น นวนิยาย กวีนิพนธ์ และข้อเขียนประเภทอื่น

การอ่านแบบที่ ๒) นี้ นอกจากผู้อ่านจะมีความเข้าใจในเรื่องไวยากรณ์ภาษา คือ รู้เสียง รู้คำ และรู้ความหมายโดยตรงของคำและความหมายแฝงของคำแล้ว
เป็นการอ่านเพื่อพัฒนารสนิยม ความคิดและจินตนาการ เป็นการอ่านเพื่อสร้างฐานทางปัญญา ให้รู้จักแยกแยะระหว่างความดี ความงามและความจริง รู้จักคุณค่าของตัวเอง ธรรมชาติ และสัจธรรมบางประการ โดยเฉพาะการเข้าใจในคุณค่ามนุษย์ ฯลฯ

ดังนั้น หนังสือที่จะใช้อ่านเพื่อพัฒนาความรู้และยกระดับความคิดในนัยที่ว่านี้จึงต้องเป็นหนังสือที่ดี

หนังสือที่ดี หมายความว่า
(๑) ต้องแต่งดี คือมีรูปแบบการเขียนที่ดี จะเป็นงานเขียนร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ตาม แต่งดีหมายถึงมีการใช้คำที่สื่อความดี ไม่ว่าจะมองโดยความหมายตรงหรือความหมายแฝงเร้นก็ตาม คือใช้คำอย่างอลังการ หรือเรียกว่า มีสุนทรียรสในการใช้คำ หนังสือดี
(๒) ต้องมีเนื้อหาดี คือยกระดับสติปัญญา และสำนึกในความเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่าในตัวเอง และมองเห็นคุณค่าของผู้อื่น เนื้อหาที่ดีเปรียบได้ดังโคมไฟที่ส่องทางไปข้างหน้าให้ผู้อ่านบรรลุไปสู่จุดหมายปลายทางของความรู้สึกนึกคิดอย่างงดงามและสามารถนำมาปรับประยุกต์ใช้กับชีวิตได้อย่างง่ายงาม

พูดสั้น ๆ ว่า หนังสือดีคือมีความเข้มข้นและกลมกลืนกันทั้งรูปแบบการเขียน (การใช้คำ) เนื้อหา (ความหมาย) เรียกว่า มีความอลังการศาสตร์ของปรัชญาตะวันออก และหลักสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics Theory) ของชาวตะวันตก

.................................................................................
ผู้เขียนพูดมายืดยาวเช่นนี้ หาได้มีความคิดที่จะอวดรู้หรือสอนหนังสือสังฆราชแต่ประการใดไม่ แต่อยากพูดถึงปัญหาสำคัญหลาย ๆ ประการในการส่งเสริมการอ่านของบ้านเราในโรงเรียนประถมศึกษาและโรงเรียนมัธยมศึกษาของเรา คือ :

๑) มีความเข้าใจสับสนหรือไม่ระหว่าง (ก) การอ่านออกและเขียนได้ กับ (ข) การอ่านเพื่อพัฒนาความรู้และความคิด

การอ่านตามความหมายในข้อ ก อาจใช้หนังสือเรียนเป็นหลัก แต่การอ่านตามข้อ (ข) อาจใช้หนังสืออ่านประกอบประเภทวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ การอ่านตามความหมายใยข้อ (ก) อาจใช้หนังสือเรียนเป็นหลัก แต่การอ่านตามข้อ (ข) อาจใช้หนังสืออ่านประกอบประเภทวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์

๒) ถ้ามีความเข้าใจผิดเพี้ยนสับสน เพราะไม่สนใจ ไม่ใส่ใจศึกษา ตามข้อ (ก) ถามว่า ใครคือผู้ที่สับสนตามนั้น ระหว่างครูกับผู้บริหาร และรวมทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองนักเรียน!

๓) ถามต่ออีกว่า จริงหรือไม่ ที่การจัดซื้อหนังสือเข้าห้องสมุด ไม่ได้สนใจประเด็นดังกล่าวตามข้อ ๒) ทั้งนี้เพราะครูห้องสมุดก็ไม่ได้สนใจในวิชาความรู้เรื่องหนังสือดีและหนังสือด้อย

๔) ถ้าข้อ ๓) เป็นจริง ผู้เขียนขอถามต่อว่า จริงหรือไม่ที่งบประมาณซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดแต่ละปี ครูและผู้บริหารไม่ได้สนใจว่า หนังสือที่ได้มานั้น มีสาระประโยชน์แค่ไหน อย่างไร เพราะส่วนมากก็ล็อกสเป็กกันมาตั้งแต่เขตพื้นที่การศึกษา

๕) ดังนั้น จริงหรือไม่ว่า ทั้งข้อ ๑) - ๔) นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของการส่งเสริมการอ่าน และอาจจะพูดได้ว่า :

(ก) ครูและผู้บริหารไม่สนใจที่จะเลือกซื้อหนังสือดี ๆ อย่างจริงจัง เพราะไม่ใส่ใจอ่านหนังสือ และสนใจแต่ผลประโยชน์และตำแหน่งขีดขั้นส่วนตนจนเคยตัว

(ข) ครูและผู้บริหารไม่สนใจที่จะสร้างบรรยากาศส่งเสริม กระตุ้นให้เด็กรู้จักหนังสือ รักหนังสือ และรักการอ่าน ตามลำดับกระบวนการที่พึงมีและพึงกระทำ เพราะลูกของครูและลูกผู้บริหารไม่ได้เรียนที่โรงเรียนที่ตัวเองสอน แต่ส่งไปเรียนในเมืองหรือโรงเรียนสาธิต

ค) จริงหรือไม่ที่ ๒๐ - ๓๐ ปีมานี้ โรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษาไม่ได้ใส่ใจจริงจังในการสร้างเสริมประสบการณ์ด้านการอ่านให้เด็ก ๆ ปล่อยตามบุญตามกรรม

เรมีแต่พูดและพูดกันในห้องประชุมและพูดไว้ในกระดาษอันเงียบเชียบและว่างเปล่า แต่เราไม่เคยใส่ใจที่จะทำ

มีคำกล่าวว่า "การอ่านเป็นเรื่องยาก แต่การมีชีวิตอยู่โดยไม่อ่านเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า"

น่าเสียดายที่ประเทศของเรา กระทรวงศึกษาธิการของเรา รวมทั้งผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ตำแหน่งใหญ่โต ไม่เคยใส่ใจกับคุณภาพของหนังสือที่ถูกมือแห่งผลประโยชน์จับยัด ๆ เข้ามาในห้องสมุด น่าเสียดายที่โรงเรียนของเราไม่ใส่ใขและไม่สนใจวิชาความรู้เกี่ยวกับหนังสือดี ๆ เพื่อเด็ก ๆ และน่าเสียดายยิ่งนักที่เด็ก ๆ ไม่มีหนังสือดี ๆ อ่าน แม้ว่าเราจะมีเงินงบประมาณมากพอในระดับหนึ่งก็ตาม

ครูและผู้บริหารสนใจสิ่งอื่น ๆ ไม่ได้สนใจการเรียนรู้และพัฒนาความคิดของเด็ก ๆ ผ่านการอ่านอย่างซาบซึ้งกับหนังสือดี

จากอดีตถึงปัจจุบันนั้น เราคงเห็นผลร้ายของการจัดการศึกษาที่ขาดปรัชญาในการส่งเสริมการอ่านอย่างจริงจัง

อนาคตก็เช่นกัน การไม่อ่านหนังสือ เพราะครูและผู้บริหาร รวมทั้งผู้ใหญ่ที่คิดสั้น ๆ คิดแคบและคิดเห็นแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าและพวกพ้อง มัวแก่งแย่งแข่งขันขดขั้นตำแหน่ง อคติต่อความดีงามและอุดมคติของผู้อื่นอยู่ ทำให้เด็ก ๆ สูญเสียโอกาส

บางที ผู้เขียนอดคิดไม่ได้ว่า คนที่ขาดการสะสมสติปัญญาจากการอ่านอย่างรุนแรงนั้น เขาจะเติบโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่แบบไหน
ในเมื่อเขาขาดแง่มุมทัศนะทางสุนทรียภาพในความคิด ขาดมุมมองและขาดความลึกซึ้งทางความคิดต่อปรากฏการณ์ทางสังคม

การอ่านหนังสือที่ดีนั้น ช่วยให้ผู้อ่านมองเห็นความคิดที่ดีได้ด้วยหัวใจ ทำให้มีมุมคิดที่เข้มข้นและแหลมคมได้ ความเข้มแข็ง ความมีรสนิยมและความเชื่อศรัทธาที่ดีต่อสิ่งต่าง ๆ ล้วนก่อกำเนิดมาจากการอ่านที่ยาวนานทั้งนั้น

เราจะมีความหวังที่จะเห็นสังคมสงบสุข มีพลังทางปัญญาสร้างสรรค์ได้อย่างไร ในเมื่อสถานศึกษาหรือโรงเรียน ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานบ่มเพาะคนดี ชีทางดี โดยครูบาอาจารย์และผู้บริหาร ไม่ได้สนใจการอ่านของเด็ก ๆ อย่างจริงจังและจริงใจมากนัก

เราไม่รู้จักหนังสือ เราไม่เคยหยิบยกหนังสือมาแนะนำกับเด็กแม้แต่ครั้งเดียว ไม่ว่าจะอยู่ในรายวืชาใดก็ตาม เรามัวแต่สอนวิชาความรู้แบบท่องจำ แต่เราไม่สนใจวิชาความรู้แบบวิเคราะห์สังเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ เราไม่อ่านแม้แต่น้อย

ดังนั้น เด็ก ๆ ก็จึงไม่อ่านหนังสือกัน เพราะครูอาจารย์และผู้บริหารก็ไม่อ่านหนังสือ!


(คัดลอกจากข้อเขียนประกอบการอภิปรายของ
อาจารย์ชัชวาลย์ โคตรสงคราม เมื่อเดือนกันยายน ๒๕๕๑
ที่ค่ายเยาวชนส่งเสริมการอ่านและเขียน จังหวัดศรีษะเกษ)

วันศุกร์ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ความรู้เกี่ยวกับบัตรประชาชน

เลขบัตรประชาชนทุกคนมีจำนวนเท่ากันหรือไม่ เลขแต่ละตัวหมายถึงอะไร

ข้อมูลจากสำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครองระบุว่าเลขประจำตัวประชาชนของคนไทย
มี 13 หลักเท่ากันทุกคน ไม่ซ้ำกัน และไม่มีการเปลี่ยนหรือยกให้ใคร ระบบตัวเลขนี้รองรับจำนวน
ประชากรได้อีกมากในระดับ 100 ปี ผู้สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1548 ไทยเริ่มกำหนดเลข
ประจำตัว 13 หลักในทะเบียนบ้านหรือบัตรประชาชนตั้งแต่ 1 มกราคม 2527 และจัดระบบจนถึง
วันที่ 31 พฤษภาคม 2547

หลักที่ 1 หมายถึง บุคคลซึ่งมีอยู่ 8 ประเภท ได้แก่
ประเภทที่ 1 คนที่เกิดและมีสัญชาติไทยและได้แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา 15 วันตามกฎหมาย โดย
เกิดตั้งแต่ 1 มกราคม 2527 เป็นต้นไป เด็กคนนั้นถือเป็นบุคคลประเภท 1 มีเลขประจำตัวขึ้นด้วยเลข1
ประเภทที่ 2 คนที่เกิดและมีสัญชาติไทยได้แจ้งเกิดเกินกำหนดเวลาเมื่อไปแจ้งภายหลังเด็กคนนั้นจะ
เป็นบุคคลประเภท 2 มีตัวเลขขึ้นด้วยเลข 2
ประเภทที่ 3 คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าวและมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
ในสมัยเริ่มแรก (คือตั้งแต่ก่อน 31 พฤษภาคม 2527)
ประเภทที่ 4 คนไทยและคนต่างด้าวที่มีใบสำคัญคนต่างด้าวแต่แจ้งย้ายเข้าโดยยังไม่มีเลขประจำตัว
ประชาชนในสมัยเริ่มแรก
ประเภทที่ 5 คนไทยที่ได้รับอนุมัติให้เพิ่มชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้านในกรณีตกสำรวจหรือกรณีอื่นๆ
ประเภทที่ 6 ผู้ที่เข้าเมืองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่
ในลักษณะชั่วคราว เช่น ชนกลุ่มน้อยตามชายแดนหรือชาวเขา กลุ่มนี้ถือว่าเป็นผู้เข้าเมืองโดยไม่ชอบ
ด้วยกฎหมาย ส่วนบุคคลที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายแต่อยู่ชั่วคราว เช่นนักท่องเที่ยวหรือชาวต่างชาติ
ที่เดินทางเข้าประเทศไทย แม้บางคนจะถือพาสปอร์ตประเทศของตนแต่อาจจะมีสามีหรือภริยาคนไทย
จึงไปขอทำทะเบียนประวัติ เพื่อให้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านสามีหรือภริยาคนทั้งสองแบบที่ว่านี้ถือว่าเป็น
บุคคลประเภท 6
ประเภทที่ 7 บุตรของบุคคลประเภทที่ 6 ซึ่งเกิดในประเทศไทย คนกลุ่มนี้ในทะเบียนประวัติจะมี
เลขประจำตัวขึ้นต้นด้วยเลข 7
ประเภทที่ 8 คนต่างด้าวที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย คือผู้ที่ได้รับใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว
หรือคนที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นสัญชาติไทย และคนที่ได้รับการให้สัญชาติไทยตั้งแต่หลัง วันที่
31 พฤษภาคม 2527 เป็นต้นไปจนปัจจุบัน
คนทั้งแปดประเภทนี้จะมีเพียงประเภทที่ 3, 4 และ 5 เท่านั้นที่จะมีบัตรประจำตัวประชาชน
ได้เลย ส่วนประเภทที่ 1 และ 2 จะมีบัตรประจำตัวประชาชนได้ก็ต่อเมื่อมีอายุถึงเกณฑ์
ทำบัตรประจำตัวประชาชน คืออายุ 15 ปี แต่สำหรับบุคคลประเภทที่ 6, 7 และ 8 จะมีเพียงทะเบียน
ประวัติเล่มสีเหลืองเท่านั้น จะไม่มีการออกบัตรประจำตัวประชาชนให้
หลักที่ 2 ถึงหลักที่ 5 หมายถึงรหัสของสำนักทะเบียนหรืออำเภอที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนขณะที่ให้เลข กล่าวคือ เลขหลักที่ 2 และ 3 จะหมายถึงจังหวัดที่อยู่ ส่วนหลักที่ 4 และ 5 หมายถึงเขตหรืออำเภอ
ในจังหวัดนั้นๆ
หลักที่ 6 ถึงหลักที่ 10 หมายถึงกลุ่มของบุคคลแต่ละประเภทตามหลักแรก ซึ่งทางสำนักทะเบียน
ในแต่ละแห่งก็จะจัดกลุ่มเรียงไปตามลำดับหรือหากเป็นเด็กเกิดใหม่ในปัจจุบันเลขดังกล่าว
ก็จะหมายถึงเล่มที่ของสูติบัตร (ใบแจ้งเกิดที่อำเภอหรือเขตออกให้) ซึ่งก็คือเลขประจำตัวในทะเบียนบ้าน
ของเด็กที่แต่ละอำเภอหรือเขตออกให้ และจะปรากฏในบัตรประชาชนเมื่อถึงอายุต้องทำบัตรนั่นเอง
แต่ถ้ายังไม่ถึงเกณฑ์เลขนี้ก็จะปรากฏอยู่แค่ในทะเบียนบ้านของเด็กเท่านั้น
หลักที่ 11 ถึงหลักที่ 12 หมายถึงลำดับที่ของบุคคลในแต่ละกลุ่มประเภทหรือหมายถึงใบที่ของสูติบัตร
หลักที่ 13 เป็นตัวเลขตรวจสอบความถูกต้องของเลขทั้ง 12 หลักแรก